3 ถนนอาคารสงเคราะห์ ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา 95000

 


>> บทคัดย่องานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา
ในห้องสมุดคุรุสัมมนาคาร สำนักผู้ตรวจราชการประจำเขตตรวจราชการที่ 12

ลำดับที่

ชื่องานวิจัย

ผู้วิจัย

ปี พ.ศ.

1 ความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่   6  ในจังหวัดปัตตานี เบญจมาศ  กาฬสุวรรณ 2538
2 การพัฒนาแบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์   ชั้นประถมศึกษาปีที่  1   โดยยึดทฤษฎีตอบสนองข้อสอบ  (ITEM   RESPONSE  THEORY:IRT)   สาขาการบริหารการศึกษา สมบัติ  แซ่ติ้ว 2538
3 ความสามารถทางการเรียนวิชาอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่   3  ปีการศึกษา  2540   เขตการศึกษา  2 สุรพล  ทองชาติ 2541
4 การศึกษาสภาพความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนวิชาอาชีพโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา   เขตการศึกษา  2 สุรพล  ทองชาติ 2539
5 การบริหารงานพัฒนาชนบทของเจ้าหน้าที่   4   กระทรวงหลักซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่เป้าหมาย   ระดับอำเภอเขตการศึกษา  2 ศราวุธ  อรรถานุรักษ์ 2540
6 พฤติกรรมการสอนภาษาไทย   ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เขตการศึกษา  2 ศราวุธ  อรรถานุรักษ์ 2542
7 ปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด   เขตการศึกษา  2 รุ่งนภา  เพชรรักษ์ 2544
8 คุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวส.)สาขาวิชาพาณิชยการ ที่สถานประกอบการ  5   จังหวัดชายแดนภาคใต้พึงประสงค์ ประชาคม  จันทรชิต 2543
9 ความต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการของ   3  จังหวัดชายแดนภาคใต้ วัชราภรณ์  นิยม 2542
10 การวิจัยเชิงปฏิบัติจัดทำและทดลองใช้คู่มือครูและแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้   แบบมีส่วนร่วม (Porticipatory , Learning) วิชา ส071  ท้องถิ่นของเรา  1  (จังหวัดนราธิวาส) โดยใช้เทคนิคการประเมินผล   โดยแฟ้มผลงาน  (Portfolio  Assessment) ประไพพรรณ  บุญคง 2542
11 การวิเคราะห์องค์ประกอบที่เหมาะสมต่อการประเมินผลภายในเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษาในเขตการศึกษา 2 วิรุฬห์  แสงงาม และวาสนา  แสงงาม 2543
12 รายงานรูปแบบการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนกรณีศึกษาโรงเรียนบันนังสตาวิทยา ธนทัต  นวลเจริญ 2541
13 การพัฒนากระบวนการสอนเขียนเรื่องโดยใช้สื่อประสม   กลุ่มทักษะภาษาไทยกับนักเรียนชั้นประถมศึกษา   1  โรงเรียนบ้านเขาตูม สุดจิตร  นิภานันท์ 2541
14 ผลของการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยมีสภาพการ์ตูนประกอบที่มีต่อความเข้าใจในการอ่านของนักเรียน   ชั้นประถมศึกษาปีที่  1   มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน ศรีวิไล  ยลสุริยัน 2544
15 การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น การจัดทำผ้าบาติกโดยใช้คู่มือครูและชุดฝึกทักษะปฏิบัติด้วยตนเองในประถมศึกษา นิพนธ์  นิกาจิ 2544
16 ผลของการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์ ์เรื่อง  ทศนิยม   ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่   1   ต่อความพึงพอใจและผลสัมฤทธิ์ วัชราภรณฺ์  ยลสุริยัน 2544
17 ผลการสอนซ่อมเสริมการอ่านภาษา   โดยวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทที่มีต่อความเข้าใจในการอ่านของนักเรียน   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3   โรงเรียนยะหาศิรยานุกูล   ที่มีทักษะการอ่านต่ำ   และพูดภาษาแม่ต่างกัน จิรา  อ่อนเจริญ 2544
18 การแก้ปัญหาการพูดคำที่สะกดด้วยมาตราตัวสะกดแม่กน    แม่กง  แม่กบ  แม่กด   ของนักเรียนที่ใช้ภาษามาลายูท้องถิ่นในชีวิตประจำวันของนักเรียน   ชั้นประถมศึกษาปีที่  4   โรงเรียนบ้านคลองหิน   อำเภอโคกโพธิ์   จังหวัดปัตตานี กาญจนา  จองเดิม 2543
19 การวิจัยปฏิบัติแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา เรื่องการจัดท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในท้องถิ่นชุมชนบ้านดาวดึงส์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ดร.อุไรวรรณ  วินะพันธ์  และคณะ 2546
20 การศึกษาตัวแปรที่สัมพันธ์กับศักยภาพของเด็กไทยมัธยมศึกษาตอนปลาย  ในเขตการศึกษา 3 นายบรรลือศักดิ์  จำนง 2544
21 ความพึงพอใจและความคิดเห็นที่มีต่อการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวนักศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตการศึกษา 6 กลุ่มวิจัยและพัฒนา 2546
22 เกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายสำหรับนักเรียนไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  เขตการศึกษา 5 นายวรยุทธ์  ทิพย์เที่ยงแท้  และคณะ 2544
23 การสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที 3 นายนพเก้า  ณ พัทลุง 2544
24 การสร้างแบบประเมินค่าทักษะพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล นางสาวจรินทร์  โฮ่สกุล  และคณะ 2544
25 พฤติกรรมการสอนภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษา     ตอนต้น ของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน นายศราวุธ  อรรถานุรักษ์ 2542
26 การพัฒนาสื่อประกอบการจัดการเรียนการสอนประเภทวิดีทัศน์  เรื่อง  การหลีกเลี่ยงสารเสพย์ติด นางปรานอม  ประทีปทวี 2542
27 การศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยจัดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ( ว 102 ) สำหรับนักเรียน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 นายสุระชัย  ศรีสุวรรณ 2544
28 การใช้วิธีสอน "แบบสองภาษา" ในชั้นอนุบาลโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม คุณอุณาวรรณ  มั่นใจ 2544
29 การศึกษาการพัฒนาป่าชายเลนภาคตะวันออก (ชลบุรี,ระยอง,จันทบุรี,ตราด) กลุ่มแผนงานและติดตามประเมินผล 2546
30 การประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักง่านการประถมศึกษาจังหวัดพัทลุง นายประทีป  แสงเปี่ยมสุข 2547
31 การพัฒนารูปแบบการประเมินประสิทธิผลองค์การบริหารส่วนตำบทด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน ดร.พิสณุ  ฟองศรี 2544
32 เรื่อง  แนวทางการประยุกต์มาตรฐาน  ISO  9000  ไปใช้กับกิจกรรมทางการศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษดา  กรุดทอง 2542
33 โครงงานภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณลักษณะของผู้เรียน นางสาวสุริยา  จันทร์เนียม 2541
34 การพัฒนาคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่อง  ทักษะการเรียน  สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีศักดิ์   จินดานุรักษ์ และคณะ 2543
35 กลยุทธ์การจูงใจให้บุคลากรทางการศึกษาให้การวิจัย  ในการพัฒนาการเรียนการสอน นางสาวศศิกาญจน์  รัตนศรี  และคณะ 2543
36

การศึกษาสภาพการดำรงงานการวิจัยเกี่ยวกับทุนอุดหนุนวิจัยของคณะอนุกรรมการวิจัยการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  เขตการศึกษา  6

  2544
37 การพัฒนาตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดกรมสามัญศึกษา  อำเภอคีรีมาศ  จังหวัดสุโขทัย นาย  สุทัน  มณีวัลย์  และคณะ 2544
38 การปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  2521  (ฉบับปรับปรุง  พ.ศ.2533)  ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอการทางการศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัด  สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติในเขตการศึกษา  4 คุณสมพร  ฉั่วสกุล 2542
39 การพัฒนาเครื่องมือประเมินคุณภาพนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน  ด้านความสามารถทางคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น นางสาววรรณี  ตีวกุล  และคณะ 2543
40 ผลการจัดกิจกรรมการเรียนแบบบูรณาการที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  และศักยภาพด้านความมีวินัยในตนเองทักษะการคิด  และการทำงานร่วมกับผู้อื่น  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  โรงเรียนกุมภวาปี  จังหวัดอุดรธานี นางจรรยา  แก้วสองเมือง 2546
41 เรื่อง  เอกลักษณ์ของศิลปะแนวประเพณีไทย นายอำนาจ  เย็นสบาย 2542
42 ศึกษาความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครูวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  เขตการศึกษา 5 นายประเทือง  ทรัพย์เกิด 2542
43 บทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบล  (อบต.)  ในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน (ศรช.)  ในอำเภอผักไห่ นายกรวุฒิ  เกิดนาวี 2543
44 การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมพฤติกรรมประชาธิปไตยในโรงเรียนมัธยมศึกษาโดยเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม นางสาวกอบกุล  ดิษฐแย้ม 2543
45 การศึกษาปัญหาการปฏิบัติงานตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษาและขั้นตอนการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน  ประเภทสามัญศึกษา  ระดับประถมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา นายดิเรก  ทวยมีฤทธิ์ 2544
46 การสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม  เรื่อง  วัฒนาธรรมในการใช้ภาษา  สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน  ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรี นางณัฐพร  โอภาไพบูลย์ 2544
47 นิทานพื้นบ้านสุรินทร์กับการเรียนรู้แบบบูรณาการของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  โรงเรียนบ้านแนงมุด นางสาววณภัทร  เถกิงบุณย์ 2544
48 การศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ (ว203)โดยหลักการสอนแบบซิปปา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 นางจันทร์  ทองย่น 2543
49 แนวทางในการอนุรักษ์และจัดการสิ่งแวดล้อมของตำหนักในวังสุนันทา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฉันทนา  สุรัสวดี 2543
50 เรื่อง  การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6   โรงเรียนชุมชนไมตรีอุทิศ  จังหวัดนนทบุรี  ที่เรียนโดยใช้และไม่ใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ นายชนินทร  ศรีแล 2543
51 การศึกษาเปรียบเทียบเจตคติของผู้บริหาร  และครูที่มีต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  ในโรงเรียนโครงการเรียนร่วม  สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา นายอภินันท์  ไชยศร  และคณะ 2543
52 ศึกษาศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรมของข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  เขตการศึกษา  2 นายพัฒนา  ชมเชย 2543
53 การรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียน  นักศึกษา  ในเขตตรวจราชการที่  9    
54 การพัฒนาแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5  สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปทุมธานี นางสมใจ  กงเติม 2543
55 การพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1  โดยใช้สื่อใกล้ตัว นางอัสนี    พ่วงสะอาด 2543
56 ผลการใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณตามแนวเวทคณิตเรื่องการบวกและการลบ  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1 นางอาภาภรณ์  นันทัชพรพงศ์  และคณะ 2544
57 ปัญหาการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  ในโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดกรมสามัญศึกษา  เขตการศึกษา  12 นายวิรัช  กิมทรง 2545
58 การเรียนรู้แบบมีส่วนเพื่อทักษะชีวิตด้านสารเสพติดของนักเรียนอาชีวเกษตร คุณบรรชร  กล้าาญ  และคณะ 2543
59 การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่อง  โครงสร้างของดอก  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  โรงเรียนคงทองวิทยา นางสาวสุภัคสิริ  อ้นแพ   และคณะ 2544
60 การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ นายประยงค์  มาแสง 2543
61 แหล่งการเรียนรู้แบบบูรณาการในพื้นที่โดยรอบโรงเรียนศรีวิชัยวิทยา  อำเภอเมืองนครปฐม  จังหวัดนครปฐม นายประพัฒน์  วรทรัพย์ 2546
62 การสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากในวิชาภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  4 นางกรวิการ์  รื่นรมย์ 2543
63 การศึกษาผลกระทบของการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่มีต่อสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.  อุทัย  บุญประเสริฐ  และคณะ 2539
64 รายงานการจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการ   2543
65

รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ ในโรงเรียนประถมศึกษา  จังหวัดสงขลา

นางสาวจรรย์จรู  ยอดศรี

2544

66 รูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องความต้องการของชุมชนในเขตการศึกษา  2 นายพิษณุ  ก่อเกียรติยากุล 2543
67 ความต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการใน 3  จังหวัดชายแดนภาคใต้ นางวัชราภรณ์  นิยม 2542
68

รูปแบบการพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายสนั่น  พาหอม 2548
69 สรุปโครงการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานทุนสนับสนุนการศึกษาสำหรับเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส นางขนิษฐา  มณีนวล 2548
70 กระบวนทัศน์ในการปฏิรูปการเรียนรู้ของครูต้นแบบ ปี พ..2542 พิทยาภรณ์  มานะจุติ 2543
71 การศึกษาความต้องการการภาษาพม่าของประชาชนในจังหวัดระนอง นายประสูติ เบญจเลิศยานนท์ และคณะ 2543
72 สภาพความพร้อมของหน่วยงานทางการศึกษาต่อการปฏิรูปการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ในเขตการศึกษา 4 โกเมศ   กลั่นสมจิตต์  
73 การวิจัยเชิงประเมินผลโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้เขตการศึกษา 5

จริยะ  วิโรจน์  และคณะ 

2546
74 การศึกษาสภาพการวัดและประเมินผลในวิชาคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษาเขตการ 2 ที่ส่งผลให้ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างผลการเรียนเฉลี่ยของโรงเรียน กับผลการสอบโดยข้อสอบมาตรฐานต่ำ คณะกรรมการจัดทำผลการเรียนเฉลี่ย และสำดับผลการเรียนเฉลี่ย เขตการศึกษา 2  
75 การศึกษาสภาพการจัดการโครงการอาหารกลางวันหลังการถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการในโรงเรียนประถมศึกษาอำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี   เขตการศึกษา 2

สำนักงานศึกษาธิการอำเภอมายอ
จังหวัดปัตตานี

2545
76 การพัฒนาบทเรียนภาษาไทยโดยใช้เนื้อหาสัมพันธ์กับท้องถิ่นสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5 นางรำพา   ฤาชัย 2544
77 การพัฒนาหลักสูตรค่ายทักษะชีวิตป้องกันการใช้สาร  เสพติดด้วยวิธี  Storyline  สำหรับเยาวชน

นายจำรัส  ศิลาคม และคณะ

2542
78 ปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา ในเขตการศึกษา 2 ประชาคม  จันทรชิต 2540
79 การสร้างบทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา  สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์หน่วยการเรียนรู้ชีวิตและชีวิตพืชสำหรับซ่อมเสริมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนบ้านลุงม่วง   จังหวัดบุรีรัมย์
เกษรา  สุชิรัมย์ 2546
80 การพัฒนาชุดการเรียนรู้บนระบบเครือข่ายสาระการเรียนรู้กลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่  3 นางสุภัตรา  ปริสุทธิกุล 2546
81 การประเมินตามสภาพจริงโดยใช้หลัก  4 ในวิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม  จังหวัดขอนแก่น นางนงนุช    ชุมเทพ 2547
82 การทดลองใช้สื่อบทเรียนสำเร็จรูป  เรื่องฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ  วิชา  ชีววิทยา  (ว044)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6 อาจารย์สิริลักษณ์   ทิพย์สุวรรณ 2543
83 การศึกษาศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่นภาคกลางการสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา นายโสภณ    จงสมจิต 2536
84 การทดลองใช้สื่อบทเรียนสำเร็จรูปในการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์อิสลาม  จุดประสงค์ที่  2  เรื่อง  ความเป็นมาของศาสนาอิสาลามประวัติศาสดาอาดัม (อ) มนุษย์คนแรกของโลก นายสืบศักดิ์        หมะเด 2543
85 การพัฒนาชุดการสอนและการศึกษาผลสัมฤทธิ์การเรียนกลุ่มสร้างเสริมประสบการชีวิต เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างคน สัตว์ พืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา     ปีที่ 2 นายพิสิทธิ์  ชำนาญไพร 2546
86 การประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและแนวทางการวิจัยทางการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรมของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 2 ..2535-2539 กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ  2543
87 การวิจัยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบศูนย์การเรียนกับการสอนแบบบรรยาย เรื่อง การสืบพันธ์พืช  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

อาจารย์สุธีรา  หมาดทิ้ง

2544
88 การศึกษาแนวทางและมาตรการจูงใจในการระดมทรัพยากรเพื่อจัดการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีของรัฐ

สำนักนโยบายและแผนการศึกษาและวัฒนธรรม สป.

 
89 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา ส 102 เรื่องพัฒนาการและประวัติความเป็นมาของชนชาติไทย  ระหว่างการสอนด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์กับวิธีบรรยาย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ โรงเรียนรัฐราษฎร์อุปถัมภ์

นายชุมสาย  ไชยวัต   และคณะ

2546
90 การทดลองใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน  เรื่อง การอ่านประกาศรับสมัครงาน  วิชา ภาษาอังกฤษอ่าน เขียน (025 ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

นางสุเพียง  อาญาพิทักษ์อาจารย์ ระดับ 6

2543
91 การทดลองใช้สื่อชุดการสอนศูนย์การเรียน เรื่องการเขียนจดหมายส่วนตัว วิชา ภาษาอังกฤษ อ 017 อาจารย์กัลยา  เด็งสาแม 2543
92 การทดลองใช้สื่อบทเรียนหน้าเดียว  เรื่อง ศิลปวัฒนธรรมไทยอยุธยา  วิชา ประเทศของเรา 3 (204)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (ห้อง ม.2/3)

นางมณี  นุ้ยจันทร์
อาจารย์
2 ระดับ 7

2543
93 การศึกษาผลการใช้แบบฝึกทักษะการคิดและแบบฝึกโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ โรงเรียนบ้ายป่าตาล  อำเภอหางดง  อำเภอหางดง  จังหวัดเชียงใหม่ นางคมคาย  พฤกษากร 2545
94 การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา    
95 การศึกษาสภาพการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา(อนุบาล 3 ขวบ)จังหวัดนองคาย วีรพล  สารบรรณ 2546
96 ศึกษาความต้องการในการพัฒนาทางวิชาการของบุคลากร  เขตการศึกษา ปีงบประมาณ 2542 นายอมร  บุญช่วย  และ
นางปัทมา
   โกมารทัต
2542
97 รายงานการจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการ    
98 รายงานการวิจัยเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนจะนะ  จังหวัดสงขลาเพื่อทำหนังสือประกอบการเรียนการสอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2 ละเอียด  บุญช่วย 2541
99 ผลของการใช้แผนการสอนกิจกรรมแนะแนวที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางที่มีต่อมโนภาพแห่งตนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสรรพวิทยาคม ฉัตรชัย  วิเทศน์ 2543
100 ความต้องการบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในระบบโรงเรียน ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา  
101 การศึกษาแหล่งความรู้ในชุมชนวิชาสังคมศึกษา  กรณีศึกษา  อ.น้ำพอง  จ.ขอนแก่น

รองศาสตราจารย์ลัดดา  ศิลาน้อย และคณะ

2542
102 บทบาทการส่งเสริมศาสนาและวัฒนธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบล  เขตการศึกษา 10

นายพนิชย์  พรจัทร์ และคณะ

2542
103 การผลิตโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คำศัพท์ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประพันธ์  กาวิชัย 2542
104

การพัฒนาแบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยยึดทฤษฏีการตอบสนองข้อสอบ
(Item Response Theory=IRT)

นายสมบัติ  แซ่ติ้ว 2538
105 “ผลการใช้แบบฝึกการคิดและเขียนเชิงสร้างสรรค์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษา อำเภอเมืองสตูล  จังหวัดสตูล” วรรณดี  สุธาพาณิชย์ 2545
106 การพัฒนาชุดการเรียนการสอน  เรื่อง  การฝึกดนตรีประเภทขลุ่ยเพียงออ ซอด้วยและซออู้ อัมพิกา  มาดีประเสริฐ 2544
107 ผลการตรวจราชการ  และการติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบาย  ของกระทรวงศึกษาธิการ เขตการศึกษา 3

นายประสม  วัชรจินดา
นักวิชาการศึกษา
6

2545
108

พฤติกรรมการสอนของครู:ศึกษากรณีโรงเรียนลาดทิพรสพิทยาคม กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

นายบัญญัติ  คุ้มภัย 2541
109

การศึกษาสภาพการดำเนินงานเพื่อรับการประเมินคุณภาพพายนอก ตามกรอบมาตรฐานการศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษา

นายอุดมศักดิ์  พลอยบุตร 2544
110 การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ตามแนวการสอนแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา นางสาววันเพ็ญ   ผลอุดม 2546
111 การสร้างชุดการสอนเพื่อใช้เสริมสมรรถภาพการอ่านในใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

นางกาญจนา  จอมเดิม

2546
112

การศึกษาความพร้อมเพื่อสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเขตตรวจราชการที่12

- 2547 
113 การเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนพนัสศึกษาลัย  อำเภอพนัสนิคม  จังหวัดชลบุรีระหว่างการให้ข้อมูลย้อนกลับควบคู่กับการเสริมแรงแบบต่อเนื่องกับการให้ข้อมูลย้อนกลับควบคู่กับการเสริมแรงแบบเว้นระยะ นางพิธพร    ธนะสมบัติ 2542
114 การพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้แนวคิดการวิจัยเป็นฐาน เพื่อเพิ่มทักษะการวิจัย นายสมชาย  วรกิจเกษมสกุล 2544
115 การกำกับติดตามประเมินผลโครงการพัฒนาเครือข่ายการพัฒนาคุณภาพการศึกษา  ปีการศึกษา  2541  อำเภอจะนะ  จังหวัดสงขลา นางปราณี   วัฒนกุล 2542
116 การพัฒนาชุดฝึกการเรียนรู้หลักเกณฑ์ทางภาษาไทยและเจตคติของครูและนักเรียน  ชั้นประถมศึกษาปีที่  5 นายธีระพจน์  แสงแก้ว -
117 การศึกษาเพื่อสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน

นางวิราภรณ์ ตอสูง
นายวิโรจน์ เกตุฉันท์
และคณะ

2547
118

ประสิทธิผลการดำเนินงานตามโครงการปฏิรูปการศึกษาของราชการครู

พรทิพย์  เถาว์สุวรรณ

2545

119 หลักสูตรท้องถิ่น เรื่องการทำธูป นางเพชรรัตน์  รัศมีสว่าง 2544
120 การสำรวจวรรณกรรมมอญในภาคกลางของประเทศไทย นางบุษบา  ประภาสพงศ์และคณะ 2541
121

การสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ วิชา  ว.306

นางรัตนา  เกิดนาวี 2542
122

การศึกษากิจกรรมสำหรับสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลน

สุดใจ  เทพพิทักษ์ศักดิ์ 2540
123 รูปแบบการฝึกอบรมที่มีงานวิจัยเป็นพื้นฐานเพื่อพัฒนาความเป็นผู้นำของครูบทบาทและความรับผิดชอบใหม่

ปราณี  โพธิสุข และคณะ

 
124

ศึกษาการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดแทรกคุณธรรมประชาธิปไตย วิชา ส 082 (ประชากรกับภาพชีวิต)

พรเพ็ญ  เจียมอนุกูลกิจ 2545
125 การประเมินการบริหารงานในสถานศึกษาของผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษา สำนักผู้ตรวจราชการประจำเขตตรวจราชการที่ 3

2547

126 การยอมรับและการใช้สื่อการสอนของวิทยากรอบรมหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง ทยุต  ชาลีสมบัติ

2541

127 การพัฒนานวัตกรรมการเรียนแบบมัลติมีเดีย วิชาชีววิทยาระดับมัธยมตอนปลาย ดร. ชาตรี  เกิดธรรม

2543

128 ศึกษาการพัฒนาสื่อและการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญกรณีการจัดกระบวนการเรียนการสอน โดยใช้ชุดการสอน ในสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 สมพาษท์  สุวรรณรัตน์

2547

 

129 ความต้องการพัฒนางานวิชาของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่เขตการศึกษา 3

นายพิมลศักดิ์  พึ่งพันธ์ และคณะ

2545

130 ภาวะการเป็นหนี้ของครูโรงเรียนประถมศึกษา : กรณีศึกษาครูโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักการประถมศึกษาจังหวัด ยะลา

นางพรทิพย์  เถาว์สุวรรณ

2541

131 การสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม วิชาดนตรีและนาฏศิลป์ เรื่องการแสดงพื้นเมืองของภาคเหนือ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

จารุณี  สุทธิสวรรค์

2546

132 การศึกษาการใช้บทเรียนสำเร็จรูปวิชาคอมพิวเตอร์เรื่องระบบสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นายสันติรักษ์  ไชยเอียด  
133 การประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและแนวทางการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรมของกระทรวงศึกษาธิการ  

2543

134 การวิจัยเชิงประเมินผลโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้เขตการศึกษา 10  

2546

135

การใช้แบบฝึกการเขียนบทร้อยกรอง (กาพย์ยานี 11) เชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

นางนวลศรี  ลีสุวรรณ์

2546

136 ศึกษาปัญหาการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นของผู้บริหารโรงเรียน

นายนพพงศ์  คงประจักร

2547

137 การเรียนแบบร่วมมือที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1

จินตนา  เล็กล้วน

2545

138 การศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา ในเขตการศึกษา  10

นางอัญชลี  มัดธนู และคณะ

2543

139 การศึกษาผลการทอลองใช้แผนการสอนแบบบุราณการ กลุ่มศิลปะ และกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4โรงเรียนบ้านลานวิทยาคมโดยใช้สื่อพื้นบ้าน

ประมวลพจน์  สนิทโกศัย และคณะ

 

2546

 

140 บทบาทของคณะกรรมการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรมจังหวัดในเขตการศึกษา  2

พิทยา  เพชรรักษ์

2541

141 การพัฒนาการศึกษาในการเรียนรู้ชีววิทยาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้

นางวิไลวรรณ  มนูศิลป์

2546

142 การศึกษาการทำหุ่นพุ่มขี้เลื่อยทดแทนหุ่นพุ่มโฟม

นีลภา  วัชรมน

2544

143 ผลการสอนด้วยวิธีสตอรี่ไลน์ที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น

จารุวรรณ  พูพะเนียด

2542

144

รายงานการวิจัยสภาพการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา (อนุบาล 3 ขวบ) เขตการศึกษา  5

  2546
145 การวิจัยและพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการคิดเป็นและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนของเยาวชนในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา

นางสาวมาลี  โตสกุล

2547

146 การศึกษาแบบการพัฒนาจิตพิสัยในระบบการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษา

เรืองเดช  เขจรศาสตร์

2543

147 การศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนตามพระพุทธศาสนาที่มีต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด

นายสนอง  เคลือมาก และคณะ

2546

148

การวิเคราะห์องค์ประกอบที่เหมาะสมต่อการประเมินผลภายในเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษาในเขตการศึกษา  2

วิรุฬห์  แสงงาม และคณะ

2542

149

การสอนสวนโรคอาหารเป็นพิษจากเชื้อ Bacillus cereus ระหว่างวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ 2547 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม

สมจิตร  ศรีศุภร และคณะ

2547

150 คุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)สาขาวิชาพณิชย์การที่ประการใน 5 จังหวัดแดนภาคใต้พึงประสงค์

ประชาคม  จันทรชิต

2543

151 ความต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการใน 3จังหวัดชายแดนใต้

วัชราภรณ์  นิยม

2542

152 การใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสมมารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ

นางยุพดี  กาญจนะ

2546

153

การพัฒนาชุดการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลองครักษ์ (ผดุงองครักษ์ประชา) อ.องครักษ์ จ. นครนายก

อรัญญา  สุธาสิโนบล

2547

154 ผลของการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ต่อความพึงพอใจ และ ผลสัมฤทธิ์

วัชราภรณ์  ยลสุริยัน

2544

155 การประเมินกระบวนการเรียนรู้การสอนของครูประถมศึกษากรณีครูประถมศึกษาจังหวัดยะลา

พรทิพย์  เถาว์สุวรรณ

2544

156 การพัฒนาชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เรื่อง พลังงานกับชีวิตสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3

เครือวัลย์  เครือเขือเพ็ชร

2543

157 โจทย์วิจัยทางหารศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศแผนงานวิจัยทางการศึกษาแบบบุราณการ

รองศาสตราจารย์ ดร. พฤทธิ์  ศิริบรรณพิทักษ์ และคณะ

2546

158

ผลของการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยมภาพการ์ตูนประกอบที่มีต่อความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน

ศรีวิไล  ยลสุริยัน

2542

159 การศึกษาการรับรู้ข่าวสารของประชาชนเขตชนบทและเขตเมืองในอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

นายสุดินทร์  ปีแนบาโง

2534

160 ผลการมใช้กิจกรรมการฟังเพื่อการสื่อสารต่อผลสัมฤทธิ์ ทางด้านทักษะ การฟังภาษาอังฤกษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านกาญจนกุลวิทยาอำเภอบ้านฉาง  จังหวัดระยอง

นางพิไล  ภิบาลกุล

2545

166 การใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธ์ทางการเรียนวิชาวิทยาสาสตร์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ

นางยุพดี    กาญจนะ

2546

167 สะพานมิตรไทยลาว :ศึกษาเฉพาะกรณีธุรกิจขนส่ง จังหวัดหนองคาย

ว่าที่ ร.ท. ขวัญชัญ  อดุลย์ฐานานุศักดิ์

2540

168 การเปรียบเทียมความสดอคล้องของคะแนนแบบทดสอบความเรียงจากผู้ตรวจและวิธีการตรวจต่างกัน

นางสาวจิราพร  อัครสมพงศ์

2536

169 ผลการใช้คู่มือการสอบจริยธรรมโดยใช้กระบวนการลูกเสือ ขั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองจังหวัดสกลนคร

ฉัตรชัย  จูมวงศ์

2545

170 ปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด  เขตการศึกษา 2 สำนักพัฒนาการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเขตการศึกษา  2  
171 ประสิทธิภาพการจักการเรียนการสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษาตามหลักสูตรภาษาอักฤษ พุทธศักราช 2539   2543
172 การพัฒนาการประกันคุณภาพการศึกษาแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา วิไล แสงเหมือนขวัญและคณะ 2544
173 การวิจัยเชิงปฎิบัติจัดทำและทดลองใช้คู่มือครูและแบบฝึกเสริมทักษะการการการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม(Participatory  Learning)วิชา ส 071 ท้องถิ่นของเรา 1 (จังหวัดนราธิวาส)โดยใช้เทคนิคการประเมินผลโดยแฟ้มผลงาน(Portfolio Assessment) นางประไพพรรณ  บุญคง

2541

 

174 การศึกษาความพร้อมเพื่อสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการสึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักผู้ตรวจราชการ ประจำเขตตรวจราชการที่1-12  
175 ผลของการควบคุมตนเองต่อพฤติกรรมก่อกวนในชั้นเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1

นางสาวปภาวดี  แจ้งศิริ

 

2527

 

176 การสร้างชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่องการสอนเพื่อกระบวนการคิด สำราญ  วังนุราช 2542
177 ความรู้เจตคติและการปฏิบัติด้านความสัมพันธ์ระหว่างเพศตามแนวทางจริยธรรมของนักเรียนไทยมุสลิมระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสังกัดสามัญศึกษาในเขตอำเภอเมืองจังหวัดปัตตานี อัสณี  อาแด

2545

 

178 บทบาทของวัดในการสนับสนุนด้านการศึกษาแก่โรงเรียนในจังหวัดสระแก้ว นายสุเมธี จันทร์หอม

2542

 

179 การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์โดยการเชื่อมโยงประการณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนสงวนหญิง จังหวัดสุพรรณบุรี

นายมานัส  ทิพย์สัมฤทธืกุล

2546

180 ผลการพัฒนากระบวนการวิจัยในชั้นเรียนของครูโดยการนิเทศแบบมีส่วนร่วม

พิสมัย  อะโน

2545

181

การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเสริมวิชาคณิตศาสตร์ ค.043เรื่อง ฟังก์ชันลอกการิทึมระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

อภิสิทธิ์ โคตรนริทร์

2546

182 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดทำโครงการที่เน้นการบูรนาการ : กลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี

นางสาว รัตนา  ซุกซอน

2546

183 การศึกษาการรับรู้ การใช้ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการเรียนการสอน ของอาจารย์ในสถานศึกษา สังกัดกรมอาชีวศึกษา เขตการศึกษา 1

นางสาว ศิริพร   สุขรุ่งเรือง
นางสาว ขวัญเรือนอุดมนาม
นาย อัมพร  แสงกระจ่าง

 
184 ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์ของ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนโครงการขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน อำเภอเนินมะปราง  จังหวัด พิษณุโลก

นาย อิทธิพงษ์  ตั้งสกุลเรืองไล

2545

185 ผลของวิธีสอนโดยใช้บทบาทสมมติต่อจริยธรรมด้านความรับผิดชอบของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

นาง สุภณี  แก้ววิจิตร
อาจารย์ 2ระดับ 6

2547

186 การศึกษาสภาพและความต้องการในการจัดการเรียนการสอน วิชาอาชีพ  ดรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เขตการศึกษา 2 นาย สุรพล  ทองชาติ 2539
187

การพัฒนาพฤติกรรมการสอนของครูที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ : กรณีศึกษาโรงเรียน ทุ่งยางแดงพิทยาคม โรงเรียนศิริราษฎร์สามัคคีและโรงเรียนสุวรรณไพบูรณ์ สังกัดกรมสามัญศึกษา  จังหวัดปัตตานี

นาย เทพกร  พิทยาภินันท์ 2545
188 สภาพครอบครัวและวิธีการอบรมเลี้ยงดุเด็ดที่ได้จากพ่อแม่ ผู้ปกครอง  กับพฤติกรรมของเยาวชนไทย : ศึกษากรณีของเยาวชนคนเก่ง ดี มีสุข และเยาวชนที่ติดยาเสพติด

นาย ศิโรตม์  โสวัณณะ

 

 
189 ผลของการปรับพฤติกรรม ความเมตตากรุณาและความขยันหมั่นเพียรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประทีปวิทยา  อำเภอเมือง  จังหวัดยะลา

นาย วสันต์  จุลพล 

2541

190 การนำเสนอนโยบายการประกันคุณภาพของสถานศึกษาในการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมของเด็กและเยาวชน

นางสาว วิศนี  ศิลตระกูล
นาย ปาน  กิมปี
นางสาว มนทา  เกรียงทวีทรัพย์

 
191 การทดลองใช้สื่อชุดการเรียนการสอนสำหรับห้องเรียนแบบศูนย์การเรียน  เรื่อง เศษส่วน ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 วิชา  คณิตศาสตร์ ( ค 101 )

อานนท์  เพชรกาญจนมาลา

2544

192 ปัจจัยที่ส่งผลต่อลักษณะการใฝ่รู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น  ในเขตการศึกษา 8

นาย นิรันดร์  ตั้งธีระบัณฑิตกุล
นาย ภคนันต์  ทองคำ
นาย จรัญ  ไชยศักดิ์

2542

 

193 ความพึงพอใจต่อสภาพการเรียนการสอนของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรครุเทคนิคชั้นสูง (ปทส.)

วัชราภรณ์  นิยม

2544

194 การศึกษาความต้องการการนิเทศการศึกษาของครูโสตทัศนศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตการศึกษา8

สมชาย  ลีลานตย์กุล

2535

195 กิจกรรมการพัฒนาบุคลากรของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด

นาง ภัทราพร  ศิริโภคา

2535

196

แอนติออโตมอร์ฟิซึมของการขยาย

สมเกียรติ  ชัยพรเจริญสรี

2537

197 การพัฒนาสมรรถภาพที่พึงประสงค์ของครูโรงเรียนพิบูลมังสาหาร

นาย พงษ์ศักดิ์   คูณเรือง

2534

198 กระบวนการสร้างประสิทธิภาพผลโรงเรียนขยายการศึกษาขั้นพื้นฐาน

นางศิริกาญจน์  โกสุมภ์

2539

199 การศึกษาสภาพและความต้องการในการจัดการเรียนการสอน วิชาอาชีพ โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เขตการศึกษา 2

สุรพล  ทองชาติ

2539

200 สุขภาพจิตของครูในพื้นที่ซึ่งเป็นเกาะทางชายฝั่งทะเลอันดามัน เขตการศึกษา 4 เทพกร  พิทยาภินันท์ และคณะ

2540

201 แบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยยึดทฤฎีการตอบสนองข้อสอบ    
202

แนวโน้มของวิทยาลัยครูในประเทศไทย

รองศาสตราจารย์สุรพันธ์  ยันต์ทอง

2540

203 ศึกษาความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมการสอนของข้าราชการของครูในโรงเรียนโครงการปฏิรูปการศึกษา จังหวัดจันทบุรี

ศิริวรรณ  สุทธิบูรณ์

2543

204 การพัฒนาชุดฝึกอบรมเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโครงการวิทยาศาสตร์

นาย สัมภาษณ์  คำผุย

2540

205      

 

 

 กลับ


 

1. ชื่องานวิจัย  ความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในจังหวัดปัตตานี

ผู้วิจัย เบญจมาศ กาฬสุวรรณ สาขา การประถมศึกษา

ปี พ.ศ. 2538

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความเข้าใจในการอ่านทั้ง 4 ระดับของนักเรียน ประกอบด้วย ความเข้าใจตามตัวอักษร ความเข้าใจในการเรียบเรียง ความเข้าใจในการสรุปอ้างอิงลงความเห็น และความเข้าใจในการประเมินค่า 2.เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนที่มีภาษาอ่าน ต่างกัน มีประสบการณ์ในกิจกรรมเพื่อเสริมทักษะการอ่านต่างกัน มีเจตคติต่อการอ่านต่างกันมีความสนใจใน สื่อมวลชนต่างกัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2537 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาจังหวัดปัตตานี จำนวน 382 คนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บ
รวบรวม ข้อมูลแบ่งออกเป็น 4 ชุด คือ ชุดที่ 1 เป็นแบบสอบถามประเภทรายการถามนักเรียนเกี่ยวกับภาษาแม
่และความสนใจในสื่อมวลชน ชุดที่ 2 เป็นแบบสอบถามนักเรียนเกี่ยวกับประสบการณ์ในกิจกรรมเพื่อเสริม
ทักษะการอ่าน มีค่าความเชื่อมั่น .85 ชุดที่ 3 เป็นแบบวัดเจตคติต่อการอ่านมีค่าความเชื่อมั่น .96 และชุดที่ 4 เป็นแบบทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่านทั้ง 4 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น .96 สถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ เปอร์เซ็นต์ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t – test) การทดสอบค่าเอฟ (F-test) และการทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe)

ผลการวิจัยพบว่า

1. นักเรียนมีความเข้าใจในการอ่านทั้ง 4 ระดับ หมายถึง ระดับความเข้าใจตามตัวอักษร ความเข้าใจใน
การเรียบเรียง ความเข้าใจในการสรุปอ้างอิงลงความเห็น และความเข้าใจในการประเมินค่า ต่ำกว่าร้อยละ 50 ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์การประเมินผลในระดับประถมศึกษา

2. นักเรียนที่มีภาษาแม่ต่างกัน มีความเข้าใจในการอ่านในระดับความเข้าใจตามตัวอักษร ระดับความเข้าใจ
ในการสรุปอ้างอิงลงความเห็นและความเข้าใจในการประเมินค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่
ระดับ .05 แต่นักเรียนที่มีภาษาแม่ต่างกันมีความข้าใจในระดับความเข้าใจในการเรียบเรียง ไม่แตกต่างกัน

3. นักเรียนที่มีประสบการณ์ในกิจกรรมเพื่อเสริมทักษะการอ่านมาก มีความเข้าใจในการอ่านทุก ๆ ระดับ แตกต่างกัน กับนักเรียนที่มีเจตคติต่อการอ่านปานกลาง และต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

4. นักเรียนที่มีความสนใจในสื่อมวลชนมาก ปานกลาง และน้อย มีความเข้าใจในการอ่านทั้ง 4 ประเภท ไม่แตกต่างกัน

 กลับ


 

2. ชื่องานวิจัย    การพัฒนาแบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยยึดทฤษฎีตอบสนองข้อสอบ(ITEM RESPONSE THEORY : IRT)

ผู้วิจัย สมบัติ แซ่ติ้ว สาขา การบริหารการศึกษา

ปี พ.ศ. 2538

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การพัฒนาแบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยทฤษฎีตอบสนองข้อสอบ (ITEM RESPONSE THEORY : IRT) และการสำรวจสภาพการเรียนการสอน เจตคตินักเรียนต่อวิชา
คณิตศาสตร์ ในเขตการศึกษา 2 ประจำปีการศึกษา 2538 มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแบบทดสอบที่เหมาะสม
กับนักเรียนที่มีระดับความสามารถต่างกันเพื่อต้องการให้ครูหรือโรงเรียนได้มาใช้บริการเป็นเครื่องมือในการ
วินิจฉัยข้อบกพร่องของนักเรียนในชั้นที่สอนก่อนที่จะคิดผลิตนวัตกรรมต่อไป
       ผลการพัฒนาแบบทดสอบ พบว่า แบบทดสอบที่สร้างขึ้นจำนวน 40 ข้อ เมื่อผ่านการวิเคราะห์ตามแนว IRT พบว่า เป็นข้อสอบที่มีระดับความยากต่ำกว่า –1.0 เหมาะจะนำไปใช้สอบวินิจฉัย จำนวน 14 ข้อ นอกจากนั้นเป็นข้อสอบที่ยาก มีค่า b > 1.0 ควรจะนำไปใช้สอบแข่งขัน ค่าอำนาจจำแนก (a) มากกว่า 0.3 23 ข้อ ค่าโอกาสการเดา ( c < 0.3) 3 ข้อ

        ผลการสำรวจด้านพฤติกรรมการสอนของครูที่สอนคณิตศาสตร์ พบว่า รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ การให้ นักเรียนฝึกคิดคำนวณโดยการเล่นเกม หรือแบบฝึกอื่นๆ ที่ไม่ใช่จากหนังสือแบบฝึกหัด พฤติกรรมการสอนของครูที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ได้แก่ ครูสอนโดยอธิบายยกตัวอย่างจากหนังสือแบบฝึกหัด
ผลการสำรวจเจตคติของนักเรียนที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์ ค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่นักเรียนกลัวที่จะเรียนคณิตศาสตร์ เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด พบว่า ความต้องการเรียนคณิตศาสตร์ให้ได้คะแนนดี

        เมื่อศึกษาปัญหา หรือจุดบกพร่องจากที่นักเรียนตอบผิดเกินกว่าร้อยละ 50 ของผู้สอบทั้งหมด พบว่า นักเรียนบกพร่องในทักษะการคำนวณมากที่สุด โดยเฉพาะการลบเศษส่วนที่มีส่วนไม่เท่ากันการลบเศษส่วนที่
อยู่ในรูปจำนวนคละ รองลงมานักเรียนบกพร่องในด้านโจทย์ปัญหา เพราะยังใช้สัญลักษณ์แทนค่าในโจทย์
ไม่ถูกต้อง

 กลับ


 

3.  ชื่องานวิจัย    ความสามารถทางการเรียนวิชาอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่   ปีการศึกษา 2540 เขตการศึกษา 2

ผู้วิจัย สุรพล ทองชาติ สาขา กศ.ม.นิเทศการศึกษาและพัฒนาหลักสูตร

ปี พ.ศ. 2541

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดลำดับสมรรถภาพทางการเรียน การเปรียบเทียบความสามารถทางการเรียน การจัดการเรียนการสอนด้านปัจจัยนำเข้าและกระบวนการ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำเข้า กระบวนการเรียนการสอนกับความสามารถทางการเรียนวิชาอาชีพ
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนในโรงเรียนที่มีขนาดและตั้งอยู่ในจังหวัดต่างกัน ภายในเขตการศึกษา 2

        กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ เขตการศึกษา 2 จำนวน 823 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย มีจำนวน 2 ชุด คือ แบบสอบถาม และแบบทดสอบความสามารถทางการงานพื้นฐานและอาชีพ
 ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One –Way ANOVA) กรณีพบความแตกต่างใช้วิธีการเปรียบเทียบพหุคูณ S-Method ของเชฟเฟ่ หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Simple Correlation) และสัมประสิทธิ์ถดถอยพหุคูณแบบ Multiple Regression

ผลการวิจัยพบว่า

1. ผลการประเมินความสามารถทางการเรียนวิชาอาชีพ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เขตการศึกษา 2 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ และจัดลำดับรายสมรรถภาพจากมากไปหาน้อย คือ ความสามารถในการปรับปรุงงาน ความสามารถสร้างแรงจูงใจในการทำงาน ความสามารถในการวางแผนงาน ความสามารถในการจัดระบบงาน ความสามารถในการประเมินสถานการณ์ และในเกณฑ์ปรับปรุง คือ ความสามารถในการจัดระบบงาน

2. การเปรียบเทียบความแตกต่างของสมรรถภาพทางการเรียนวิชาอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนที่มีขนาดและที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่แตกต่างกัน ในเขตการศึกษา 2 พบว่า มีคะแนนความสามารถทางการเรียนวิชาอาชีพ ไม่แตกต่างกัน

3. การเปรียบเทียบความแตกต่างการจัดการเรียนการสอนด้านปัจจัยนำเข้า กระบวนการเรียนการสอน ของโรงเรียนที่มีขนาดและที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่ต่างกัน ตามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เขตการศึกษา 2 พบว่าผลการดำเนินงานของโรงเรียน มีการปฏิบัติกิจกรรมไม่แตกต่างกัน

4. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำเข้า กระบวนการเรียนการสอนกับความสามารถทางการเรียนวิชาอาชีพ พบว่า

    4.1 ปัจจัยนำเข้า กระบวนการเรียนการสอนของโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน กับความสามารถทางการเรียนวิชาอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เขตการศึกษา 2 พบว่า มีความสัมพันธ์น้อยมาก

    4.2 ตัวแปรด้านการเรียนการสอนที่สามารถพยากรณ์ความสามารถทางการเรียนวิชาอาชีพ พบว่า มีตัวแปรที่ส่งผลต่อความสามารรถทางการเรียนวิชาอาชีพ ด้านกระบวนการเรียนการสอนคือ นักเรียนได้มีกระบวนการปฏิบัติตามลำดับขั้นตอน และครูเข้าสอนอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา

 กลับ


 

4. ชื่องานวิจัย     การศึกษาสภาพความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนวิชาอาชีพ โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เขตการศึกษา 2

ผู้วิจัย สุรพล ทองชาติ สาขา กศ.ม.นิเทศการศึกษาและพัฒนาหลักสูตร

ปี พ.ศ. 2539

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบสภาพความต้องการและปัญหาในการจัดการเรียน
การสอน วิชาอาชีพของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เขตการศึกษา 2 ในด้านความเข้าใจหลักสูตร
 การจัดทำแผนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียน การสอน สื่อการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล ตัวแปรที่ต้องการศึกษา ได้แก่ ขนาดของโรงเรียน เพศ วุฒิทางการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน

        กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้สอนวิชาอาชีพของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ในเขตการศึกษา 2 จำนวน 56 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสำรวจ ผู้วิจัยเก็บข้อมูลด้วยตนเอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้ทดสอบค่า t ทดสอบอัตราส่วน F เพื่อทดสอบสมมติฐานและทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีการเปรียบเทียบพหุคูณ (S – Method)

สรุปผลการวิจัย

1. สภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาอาชีพ ครุผู้สอนมีการปฏิบัติโดยรวมแต่ละด้านอยู่ในระดับปานกลาง มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ด้านการวัดและประเมินผล ความเข้าใจในหลักสูตร และปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การจัดทำแผนการสอนและสื่อการเรียนการสอน

2. เปรียบเทียบสภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาอาชีพ พบว่า

    2.1 ครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดใหญ่ กับโรงเรียนขนาดกลาง มีการจัดการเรียนการสอนทุกด้าน ไม่แตกต่างกัน

    2.2 ครุผู้สอนเพศชายกับเพศหญิง มีการจัดการเรียนการสอนทุกด้านไม่แตกต่างกัน

    2.3 ครูที่มีวุฒิทางการศึกษาต่อกว่าปริญญาตรี กับตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไปมีการจัดการเรียนการสอนทุกด้าน ไม่แตกต่างกัน

    2.4 ครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในเรื่อง การเข้าสอนอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา และด้านสื่อการเรียนการสอนในเรื่องให้นักเรียนมีโอกาสใช้อุปกรณ์ และเครื่องมือวิจัยของครูผู้สอนที่ประสบการณ์น้อยกว่า 5 ปี กับครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ 5 – 10 ปี แตกต่างกัน

3. ความต้องการในการจัดการเรียนการสอนวิชาอาชีพ ครูผู้สอนต้องการสอนในกลุ่มงานผลิต การเสริมความรู้เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การสนับสนุนด้านสื่อ อุปกรณ์และให้โรงเรียนจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรด้วย การศึกษาดูงานในสถานประกอบการ

4. ความต้องการในการจัดการเรียนการสอนวิชาอาชีพครูส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรวิชาอาชีพ กระบวนการจัดการเรียนการสอนวิชาอาชีพ การวัดและประเมินผล ขาดห้องปฏิบัติการ สื่อการสอน และเอกสารในการศึกษา ค้นคว้าไม่เพียงพอ

 กลับ


 

5. ชื่องานวิจัย     การบริหารงานพัฒนาชนบทของเจ้าหน้าที่ 4 กระทรวงหลัก ซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่เป้าหมายระดับอำเภอ เขตการศึกษา 2

ผู้วิจัย ศราวุธ อรรถานุรักษ์  สาขา ศศ.ม.ศึกษาศาสตร์เพื่อพัฒนาชุมชน

ปี พ.ศ. 2540

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึง 1. ระดับการบริหารงานพัฒนาชนบทของเจ้าหน้าที่ 4 กระทรวงหลัก ซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่เป้าหมายระดับอำเภอ เขตการศึกษา 2 ใน 4 ด้าน 1.1 การวางแผน 1.2 การจัดองค์กร 1.3 การปฏิบัติตามแผน 1.4 การติดตามประเมินผล 2. เปรียบเทียบการบริหารงานพัฒนาชนบท ของเจ้าหน้าที่ 4 กระทรวงหลัก ทั้ง 4 ด้านซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่เป้าหมายระดับอำเภอ เขตการศึกษา 2 ที่มีจังหวัด เพศ อายุ การศึกษา ประสบการณ์ หน่วยงานที่สังกัด และสถานที่ปฏิบัติงานต่างกัน 3. เพื่อศึกษาปัญหาการบริหารงานพัฒนาชนบทของเจ้าหน้าที่ 4 กระทรวงหลัก ซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่เป้าหมายระดับอำเภอ เขตการศึกษา 2

        กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เจ้าหน้าที่ 4 กระทรวงหลัก ซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่เป้าหมายระดับอำเภอ ทุกอำเภอในเขตการศึกษา 2 ได้แก่ พัฒนาการอำเภอ กระทรวงมหาดไทย เกษตรอำเภอ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สาธารณสุขอำเภอ กระทรวงสาธารณสุข และศึกษาธิการอำเภอ กระทรวงศึกษาธิการ ในปี พ.ศ.2539

        การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรม SPSS (Statistical Package for the Social Science) หาค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที (T –test) ค่าเอฟ (F – test) การทดสอบสมมติฐาน กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า

1. การบริหารงานพัฒนาชนบท ด้านการวางแผน อยู่ในระดับสูง มากเป็นอันดับหนึ่ง (X = 3.75) ด้านการปฏิบัติตามแผนมากเป็นอันดับสอง (X = 3.57) ด้านการจัดองค์กรมากเป็นอันดับสาม (X = 3.51) ด้านการติดตามประเมินผล น้อยเป็นอันดับหนึ่ง (X = 3.41)

2. การบริหารงานพัฒนาชนบท ด้านการวางแผน อยู่ในระดับสูง ในเรื่องการทราบข้อมูลพื้นฐานในพื้นที่เป้าหมายเพียงใด (X = 4.05) มากที่สุดอันดับหนึ่ง การทราบวัตถุประสงค์แนวทางและวิธีการพัฒนาชนบทเพียงใด (X = 4.04) มากที่สุดอันดับสอง และการได้เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนงานโครงการเพียงใด (X = 3.94) มากที่สุดอันดับสามและอยู่ในระดับปานกลาง ในเรื่อง การวางแผนท่านได้วิเคราะห์นโยบายและเป้าหมายเพียงใด (X = 3.94) น้อยที่สุดอันดับหนึ่ง การมีความรู้เรื่องการวางแผนพัฒนาชนบทเพียงใด (X = 3.91) น้อยที่สุดอันดับสอง และการทราบปัญหาและความต้องการของชุมชนเพียงใด (X = 3.89) น้อยที่สุดเป็นอันดับสาม

3. การบริหารงานพัฒนาชนบท ด้านการจัดองค์กร อยู่ในระดับสูง ในเรื่องหน่วยงานระดับอำเภอของสี่กระทรวงหลักมีบทบาทในการพัฒนาชุมชนเพียงใด (X = 4.02) มากที่สุดอันดับหนึ่ง ท่านเข้าใจถึง บทบาทความรับผิดชอบในการพัฒนาชนบทเพียงใด (X = 4.01) มากที่สุดอันดับสอง เมื่อต้องการแก้ปัญหาการดำเนินงานโครงการท่านได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพียงใด (X = 3.77) มากที่สุดอันดับสาม และอยู่ในระดับปานกลาง

4. การบริหารงานพัฒนาชนบท ด้านการปฏิบัติตามแผน อยู่ในระดับสูง ในเรื่องการได้แจ้งผู้เกี่ยวข้องทราบภารกิจที่ต้องรับผิดชอบเพียงใด (X = 3.94) มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง การได้ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปฏิบัติของงานเพียงใด (X = 3.88) มากที่สุดเป็นอันดับสอง การได้กำหนดวิธีการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของงานเพียงใด (X = 3.68) มากที่สุดเป็นอันดับสาม และอยู่ในระดับปานกลาง การมีการจัดกำลังคนให้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถและปริมาณงานที่รับผิดชอบเพียงใด (X = 3.45) น้อยที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง และการได้มีการฝึกอบรมเสริมความรู้แก่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบพัฒนาชนบทเพียงใด (X = 3.35) น้อยที่สุดเป็นอันดับสองการได้มีการจัดสรรงบประมาณ เครื่องมืออุปกรณ์ และทรัพยากรที่เหมาะสมกับระยะเวลาที่ดำเนินงานเพียงใด (X = 3.33) น้อยที่สุดเป็นอันดับสาม

5. การบริหารงานพัฒนาชนบท ด้านการติดตามประเมินผล อยู่ในระดับสูง ในเรื่องการมีการรายงานผลการประเมินความก้าวหน้าของโครงการเป็นระยะเพียงใด (X = 3.63) มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง การติดตามประเมินผลและแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบเพียงใด (X = 3.61) มากที่สุดเป็นอันดับสอง การกำหนดเกณฑ์ในการติดตามประเมินผลเพียงใด (X = 3.58) มากที่สุดเป็นอันดับสาม และอยู่ในระดับปานกลาง ในเรื่อง การได้ประเมินโครงการในแง่ของการคุ้มทุนเพียงใด (X = 3.94) น้อยที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง มีการประเมินผลการอนุมัติแผนพัฒนาชนบทในแง่ของโครงการและงบประมาณเพียงใด (X = 3.43) น้อยที่สุดเป็นอันดับสอง และได้มีการติดตามผลจากการพัฒนาชนบทที่ประชาชนได้รับโดยตรงเพียงใด (X = 3.42) น้อยที่สุดเป็นอันดับสาม

6. ในการบริหารพัฒนาชนบทระหว่างเจ้าหน้าที่ เพศชายและเพศหญิง ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้ง 4 ด้าน ซึ่งได้แก่ ด้านการวางแผน (P = 0.921) ด้านการจัดองค์กร (P = 0.956) ด้านการปฏิบัติตามแผน (P = 0.956) และด้านการติดตามประเมินผล (P = 0.956)

7. ในการบริหารพัฒนาชนบทระหว่างเจ้าหน้าที่ ที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีกับปริญญาตรีหรือสูงกว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้ง 4 ด้าน ซึ่งได้แก่ ด้านการวางแผน (P = 0.805) ด้านการจัดองค์กร (P = 0.177) ด้านการปฏิบัติตามแผน (P = 0.108) และด้านการติดตามประเมินผล (P = 0.5631)

8. เปรียบเทียบการบริหารงานพัฒนาชนบทระหว่างเจ้าหน้าที่ที่มีอายุ 35 ปีและต่ำกว่า 35 – 45 ปี และ 46 ปีขึ้นไป ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้ง 4 ด้าน ซึ่งได้แก่ ด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์กร ด้านการปฏิบัติตามแผน และด้านการติดตามประเมินผล

9. ในการบริหารพัฒนาชนบทระหว่างเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ 5 ปี และต่ำกว่า กับ 6 ปีขึ้นไป แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการจัดองค์กร (P = 0.047) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการวางแผน (P = 0.194) ด้านการปฏิบัติตามแผน (P = 0.106) และด้านการติดตามประเมินผล (P = 0.194)

10. เปรียบเทียบการบริหารพัฒนาชนบทระหว่างเจ้าหน้าที่ 4 กระทรวงหลัก ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เป้าหมายระดับอำเภอ เขตการศึกษา 2 ที่มีหน่วยงานสังกัดต่างกัน คือ สังกัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์กร ด้านการปฏิบัติตามแผน และด้านการติดตามประเมินผล

 กลับ


 

6. ชื่องานวิจัย     พฤติกรรมการสอนภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เขตการศึกษา 2

ผู้วิจัย ศราวุธ อรรถานุรักษ์   สาขา ศศ.ม.ศึกษาศาสตร์เพื่อพัฒนาชุมชน

ปี พ.ศ. 2542

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เขตการศึกษา 2 จำนวน 278 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง แบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นแบบบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของโรงเรียนและครูที่ถูกสังเกต ตอนที่ 2 แบบสังเกต พฤติกรรมการเรียนการสอนของครูในห้องเรียนเฉพาะการสอนวิชาภาษาไทยในด้านการใช้สื่อ ด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน และด้านการใช้วิธีสอน

        การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปโปรแกรม SPSS (Statistical Package for the Social Science) หาค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรบาน ค่าที (t-test) ค่าเอฟ (F-test)การทดสอบสมมติฐานกำหนดนับสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า

1. ครูที่มีอายุต่างกันมีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.012)และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการใช้สื่อ (P=0.403) และด้านการใช้วิธีสอน (P=0.106)

2. ครูที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการใช้วิธีสอน (P=0.012) โดยพบว่าครูที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีกับปริญญาตรี และปริญญาตรีกับสูงกว่าปริญญาตรี มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกัน และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการใช้สื่อ (P=0.055) และด้านการการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.908)

3. ครูที่มีประสบการณ์ต่างกันมีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการใช้สื่อ (P=0.018) โดยพบว่าครูที่มีประสบการณ์ต่ำกว่า 5 ปี กับครูที่มีประสบการณ์ 5 –10 ปี และในด้านการใช้วิธีสอน (P=0.014) โดยพบว่าครูที่มีประสบการณ์ต่ำกว่า 5 ปี กับครูที่มีประสบการณ์ 5 –10 ปี มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทยต่างกัน และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.600)

4. ครูที่ทำการสอนในชั้นเรียนต่างกันมีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการใช้วิธีสอน (P=0.809) ในด้านการใช้สื่อ (P=0.750) และด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.920)

5. ครูที่ทำการสอนในโรงเรียนที่เปิดสอนตามใบรับอนุญาตที่ได้รับตามมาตรา 15(1) และมาตรา 15(2) มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.035) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านการใช้สื่อ (P=0.242) และด้านการใช้วิธีสอน (P=0.723)

6. ครูที่การสอนในโรงเรียนที่มีขนาดเล็กและขนาดกลาง ขนาดเล็กกับขนาดใหญ่ มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านการใช้สื่อ (P=0.001) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.174) และด้านการใช้วิธีสอน (P=0.074)

7. ครูที่มีภูมิลำเนาจังหวัดยะลากับปัตตานี ยะลากับนราธิวาส ยะลากับสตูล ปัตตานีกับสตูล และนราธิวาสกับสตูล มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านการใช้สื่อ (P=0.001) และพบว่าครูที่มีภูมิลำเนาจังหวัดยะลากับปัตตานี ยะลากับนราธิวาส ยะลากับสตูล ปัตตานีกับนราธิวาส และนราธิวาสกับสตูล มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านการใช้วิธีสอน (P=0.001) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.906)

 กลับ


 

7. ชื่องานวิจัย     ปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด เขตการศึกษา 2

ผู้วิจัย รุ่งนภา เพชรรักษ์ สาขา กศ.บ.คณิตศาสตร์

ปี พ.ศ. 2544

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการดำเนินงานของศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด เขตการศึกษา 2 โดยเก็บข้อมูลจากคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด เขตการศึกษา 2 จำนวน 314 คน ใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง จำนวน 1 ฉบับ แบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 เป็นแบบสำรวจรายการเกี่ยวกับสถานภาพส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่าเกี่ยวกับปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์
์ประจำมัสยิด ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการศึกษาอบรมให้แก่เด็กตามแนวทางการจัดการศึกษา การจัดประสบการณ์และกิจกรรม การนิเทศ และการประเมินผล ด้านบริหารงานทั่วไป ด้านการเงินและบัญชี และด้านบุคลากร ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามปลายเปิดเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรค ข้อเสนอแนะในการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเอฟ และการทดสอบเปรียบเทียบพหุคูณ

ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

1. ระดับปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดโดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง

2. ระดับปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดที่มีสถานภาพ ประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่ง วุฒิการศึกษา ที่ต่างกัน ไม่แตกต่างกัน

3. ระดับปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดที่ลักษณะพื้นที่ตั้ง
ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดต่างกัน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 โดยคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด ที่ลักษณะพื้นที่ตั้งศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดในถิ่นชนบททุรกันดาร มีระดับปัญหาสูงกว่าลักษณะพื้นที่ตั้งศูนย์ที่เป็นชายแดน ชุมชนพัฒนา และหมู่บ้าน อพป.

        สำหรับปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดที่สำคัญคือ ขาดสื่อ เครื่องเล่น และเอกสารประกอบหลักสูตร ขาดการประเมินผลและการนิเทศ ครุพี่เลี้ยงขาดความพร้อมในการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็ก งบประมาณด้านการบริหารและการพัฒนา ไม่เพียงพอ ขาดวัสดุอุปกรณ์ในการดำเนินงาน คณะกรรมการบริหาร ศดม. ขาดความรู้และประสบการณ์ในการบริหารงาน ค่าตอบแทนครูพี่เลี้ยงต่ำเกินไป ขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดทำบัญชี ขาดการอบรม และได้รับความรู้ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ข้อเสนอแนะคือ กรมการศาสนา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรจะสนับสนุนในด้านสื่อและเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น ควรอบรมให้ความรู้ด้านการนิเทศ การประเมินผล แก่คณะกรรมการบริหารและครูพี่เลี้ยงอย่างน้อยปีละครั้ง ควรขยายอัตราครูพี่เลี้ยง โดยใช้เกณฑ์ครูพี่เลี้ยง 1 คน ต่อเด็ก 15 คน ควรจัดสรรงบประมาณด้านการบริหารและการพัฒนาเพิ่มควรสรรหาคณะกรรมการบริหาร ศดม. ที่มีความรู้ความเข้าใจ และมีเวลาในการบริหาร ศดม. ควรเพิ่มค่าตอบแทนครูพี่เลี้ยง ควรให้คณะกรรมการบริหาร ศดม. และครูพี่เลี้ยงได้รับการอบรม หรือให้ความรู้เพิ่มเติมอย่างน้อยปีละครั้ง

 กลับ


 

8. ชื่องานวิจัย    คุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการ ที่สถานประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้พึงประสงค์

ผู้วิจัย นายประชาคม จันทรชิต

ปี พ.ศ. 2543

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการ ที่สถานประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้พึงประสงค์ 2) เพื่อจัดอันดับความสำคัญของคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการ ที่สถานประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้พึงประสงค์ 3) เพื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการ ที่สถานประกอบกากรใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้พังประสงค์ โดยจำแนกตาม รูปแบบ ประเภท และขนาดของธุรกิจ 4) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่สถานประกอบการ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้พึงประสงค์

        กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริหารสถานประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จดทะเบียนบริษัท จำกัด และห้างหุ้นส่วน จำนวน 400 แห่ง โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างง่าย

        การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มี 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 เป็นแบบตรวจสอบรายการถามสถานะของสถานประกอบการ ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามประมาณค่าถามคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการ 6 ด้าม จำนวน 69 ข้อ ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะ
คุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการ

        การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบค่าเอฟ (F-test)

        ผลการวิจัยสรุปได้ดังต่อไปนี้

        คุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการที่สถานประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้พึงประสงค์ โดยภาพรวมมีความจำเป็นอยู่ในระดับมาก (x =3.97) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านปรากฏว่ามีความจำเป็นอยู่ในระดับมากทุกด้าน

        ผลการจัดอันดับคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิขาพณิชยการ ที่สถานประกอบใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้พึงประสงค์ ปรากฏผลดังต่อไปนี้

-อันดับที่ 1 ด้านคุณธรรม จริยธรรม (x =4.42)

-อันดับที่ 2 ด้านบุคลิกภาพ (x =4.21)

-อันดับที่ 3 ด้านมนุษยสัมพันธ์ (x =4011)

-อันดับที่ 4 ด้านคุณสมบัติพิเศษ (x =3.82)

-อันดับที่ 5 ด้านทักษะในการประกอบอาชีพ (x =3.79)

-อันดับที่ 6 ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ (x=3.54)

        ผู้บริหารสถานประกอบการใน 5จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีรูปแบบของธุรกิจต่างกันต่างประเภทกันและมีขนาดต่างกันมีทัศนะต่อคุณลักษณะที่
จำเป็นของผู้สำเร็ตจการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการ ทั้งโดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

        ผู้บริหารสถานประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตร
วิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการสอดคล้องกับผลการจัดอันดับคุณลักษณะที่จำเป็น คือด้านที่มีความจำเป็นในอันดับต้น ๆ ยังคงได้รับข้อเสนอแนะว่ามีความจำเป็นสูงเช่นกัน

        ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ ผลการวิจัยในครั้งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ โดยเน้นในการเสริมสร้างคุณลักษณะในมิติด้านความดีของบุคคลได้แก่ คุณธรรม จริยธรรม บุคลิกภาพและมนุษยสัมพันธ์

 กลับ


 

9. ชื่องานวิจัย     ความต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ชื่อผู้วิจัย   นางวัชราภรณ์ นิยม

ปี พ.ศ. 2542

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) เพื่อเปรียบเทียบความต้องการแรงงานระหว่างระดับการศึกษาในแต่ละประเภทของสถานประกอบการ 3) เพื่อเปรียบเทียบความต้องการแรงงานระหว่างประเภทวิชาในแต่ละประเภทของสถานประกอบการ 4) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความรู้ทางวิชาการ และทักษะทางวิชาชีพของสถานประกอบการ

        กลุ่มตัวอย่าง คือ สถานประกอบการประเภทอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และบริการ ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดสังกัดในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส จำนวน 193 แห่ง ซึ่งได้มาจาการสุ่มอย่างง่าย

        เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสองถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มี 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 เป็นข้อมูลเบื้องต้นของสถานประกอบการและผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 เป็นแบบเติมจำนวนเกี่ยวกับความต้องการจ้างงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการ ประเภทอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และบริการ ตอนที่ 3 เป็นคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะความรู้ทางวิชาการและทักษะทางวิชาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC + เพื่อหาค่าร้อยละและทดสอบค่าไคว์สแคว (x2 Test)

        ผลการวิจัยพบว่า

        ระดับการศึกษาที่สถานประกอบการมีความต้องการมากที่สุด คือ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ประเภทวิชา คือ ประเภทวิชาพาณิชยกรรม ส่วนประเภทของสถานประกอบการ และปี พ.ศ. ที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุด คือ สถานประกอบการประเภทพาณิชยกรรม และปี พ.ศ. 2545

        สถานประกอบการทั้ง 3 ประเภท มีความต้องการแรงงาน ส่วนประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท) ไม่แตกต่างกัน

        สถานประกอบการทั้ง 3 ประเภท มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประเภทวิชาอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมไม่แตกต่างกัน มีความต้องการแรงงานประเภทพาณิชยกรรมและคหกรรมแตกต่างกัน มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชั้นสูง (ปวส.) ประเภทวิชาอุตสาหกรรม ศิลปกรรม และคหะกรรม ไม่แตกต่างกัน มีความต้องการแรงงานประเภทวิชาพาณิชยกรรมแตกต่างกัน มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) ประเภทวิชาอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมไม่แตกต่างกัน

        ข้อเสนอแนะของสถานประกอบการเกี่ยวกับความรู้ทางวิชาการ คือ ควรให้มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เน้นการเรียนภาษาต่างประเทศ เน้นเกี่ยวกับความรู้ความสามารถเฉพาะสาขาวิชาให้มากกว่านี้ ส่วนทักษะทางวิชาชีพควรเน้นภาคปฏิบัติให้มากขึ้น ให้ฝึกงานในสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียน เน้นคุณธรรมจริยธรรม ส่วนข้อเสนอแนะอื่น ๆ การสอนวิชาช่างควรเน้นปฏิบัติมากกว่าทฤษฎีควรฝึกให้นักศึกษามีความรับผิดชอบและกล้าแสดงออก

 กลับ


 

10. ชื่องานวิจัย    การวิจัยเชิงปฏิบัติจัดทำและทดลองใช้คู่มือครู และแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory, Learning) วิชา ส 071 ท้องถิ่นของเรา 1 (จังหวัดนราธิวาส) โดยใช้เทคนิคการประเมินผล โดยแฟ้มผลงาน (Portfolio Assessment)

ผู้วิจัย นางประไพพรรณ บุญคง

ปี พ.ศ. 2542

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิบัติจัดทำเอกสารหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น มีกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง และใช้เทคนิคการประเมินผลโดยแฟ้มผลงาน ที่สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน และพัฒนาทักษะพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันในสังคมของนักเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน เพื่อเป็นตัวอย่างเอกสารหลักสูตรที่ผลิตและจัดทำโดยบุคลากรทางการศึกษาในท้องถิ่น เผยแพร่แก่ครู – อาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาในท้องถิ่นได้นำไปประยุกต์ใช้ต่อไป ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือครูและนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วยครูผู้สอน 4 คน จำแนกเป็นกลุ่มทดลอง 3 คน กลุ่มควบคุม 1 คน และนักเรียน 461 คน จำแนกเป็นกลุ่มทดลอง 364 คน กลุ่มควบคุม 97 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2 ชุด แบบประเมินผลการพัฒนาทักษะพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันในสังคมของนักเรียน 1 ชุด และแบบประเมินเจตคติของนักเรียน 1 ชุด การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบที (t-test)

        ผลการวิจัยพบว่า

        ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยผลการเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของผลการเรียนของ
นักเรียนในกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทักษะพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันในสังคมของนักเรียนในกลุ่มทดลองหลังการเรียนการสอนได้รับพัฒนาขึ้นอย่าง
มีีนัยสำคัญทางสถิติที่ดีค่อการจัเกิจกรรมการเรียนตามแนวทางที่ระบุไว้ในเอกสารคู่มือครูและเอกสารแบบฝึกเสริม
ทักษะในระดับมาก

 กลับ


 

11. ชื่องานวิจัย    การวิเคราะห์องค์ประกอบที่เหมาะสมต่อการประเมินผลภายในเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา ในเขตการศึกษา 2

ผู้วิจัย วิรุฬห์ แสงงาม และวาสนา แสงงาม

ปี พ.ศ. 2543

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบที่เหมาะสมต่อการประเมินผลภายในเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษาในเขตการศึกษา 2 และ(2) เพื่อจัดลำดับความสำคัญขององค์ประกอบที่เหมาะสมต่อการประเมินผลภายในเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา
ของโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษาในเขตการศึกษา 2

ผลการวิจัย พบว่าองค์ประกอบที่สำคัญในการประเมินผลภายในเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา ในเขตการศึกษา 2 เรียงตามลำดับความสำคัญ จากค่าความสามารถในการอธิยายความแปรปรวนร่วมได้ดังนี้ (1) องค์ประกอบด้านการศึกษาสภาพและผลการดำเนินงาน (2) องค์ประกอบด้านเครื่องมือและการวิเคราะห์ข้อมูล (3) องค์ประกอบการเตรียมความพร้อม (4) องค์ประกอบด้านแนวทางการพัฒนา (5) องค์ประกอบด้านกรอบการประเมิน (6) องค์ประกอบด้านวัตถุประสงค์และตัวบ่งชี้ (7) องค์ประกอบด้านสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล

        องค์ประกอบที่สามารถนำไปสร้างเป็นแบบประเมินผลการดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพภายในของโรงเรียน ที่เหมาะสมกับพื้นที่เขตการศึกษา 2

 กลับ


 

12. ชื่องานวิจัย    รายงานรูปแบบการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน กรณีศึกษาโรงเรียนบันนังสตาวิทยา

ผู้วิจัย นายธนทัต นวลเจริญ

ปี พ.ศ. 2541

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การศึกษาการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครู-อาจารย์ นักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน กรรมการโรงเรียน ประชาชนทั่วไปในเขตเทศบาลตำบลบันนังสตาผู้นำศาสนาและผู้นำชุมชน เกี่ยวกับการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนก่อนและหลังการดำเนินการ

        กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยครู - อาจารย์โรงเรียนบันนังสตาวิทยาทุกคนกรรมการโรงเรียนทุกคน ผู้ปกครองนักเรียนทุกคน ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และประชาชนในเขตเทศบาลตำบลบันนังสตา รวมทั้งสิ้น 1,034 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถามความคิดเห็น การรวบรวมข้อมูล ใช้วิธีกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (x) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)

        สรุปผลการวิจัย

        ระดับความคิดเห็นครูอาจารย์ เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมต่อการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนหลังดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

        ระดับความคิดเห็นของคณะกรรมการโรงเรียน เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมต่อการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมซึ่งอยู่ในระดับปานกลางส่วนหลังดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

        ระดับความคิดเห็นของครู - อาจารย์ เกี่ยวกับความพอใจต่อการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนหลังดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

        ระดับความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนหลังดำเนินการภาพรวมอยู่ในระดับมาก

        ระดับความคิดเห็นของกรรมการโรงเรียนเกี่ยวกับความพอใจต่อการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของ
ชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ที่ระดับปานกลาง ส่วนหลังดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

          ระดับความคิดเห็นของผู้ปกครองเกี่ยวกับความพึงพอใจในการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ส่วนหลังดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง

        ระดับความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับความพอใจในการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ส่วนหลังดำเนินการอยู่ในระดับปานกลาง

        ระดับความคิดเห็นของผู้นำศาสนา เกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ส่วนหลังดำเนินการอยู่ในระดับปานกลาง

        ระดับความคิดเห็นของผู้นำชุมชนกับความ พึงพอใจต่อการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ส่วนหลังดำเนินการอยู่ในระดับปานกลาง

 กลับ


 

13. ชื่องานวิจัย     การพัฒนากระบวนการสอนเขียนเรื่องโดยใช้สื่อประสม กลุ่มทักษะภาษาไทยกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเขาตูม

ผู้วิจัย นางสุดจิตร นิภานันท์

ปี พ.ศ. 2541

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาสื่อประสมและหาประสิทธิภาพของสื่อประสม (2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเรื่องของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างการสอนโดยใช้สื่อประสมกับการสอนโดยใช้ภาพ (3) เพื่อเปรียบเทียบจำนวนและร้อยละของนักเรียนที่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้สื่อประสมกับ
นักเรียนที่เรียนโดยใช้ภาพ (4) เพื่อเปรียบเทียบความสนใจในการเขียนเรื่องของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างการสอนโดยใช้สื่อประสมกับการสอนโดยใช้ภาพ

        ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างของนักเรียนจำนวน 60 คน แบ่งเป็นนักเรียนที่เรียนโดยใช้สื่อประสมชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 30 คน โดยใช้ภาพชั้นประถมศึกษาปีที่ ? จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย(1) สื่อประสม(แผนภูมิเพลงและภาพ) (2) แผนการสอน  (3) เครื่องมือจุดประสงค์การเรียนรู้ (4) แบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนเรื่อง จำนวน 2 ชุด นำไปทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน

        ผลการศึกษาพบว่า (1) การหาประสิทธิภาพของสื่อประสมอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ คือ 80.76: 81.17(2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2 วิธี แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นั่นคือค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สื่อประสมสูงกว่าค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ภาพ (3) นักเรียนที่เรียนโดยใช้สื่อประสมมีผลการประเมินการผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้สูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้ภาพ (4) นักเรียนส่วนใหญ่มีความเห็นว่าการสอนโดยใช้สื่อประสมนักเรียนมีความสนใจและชอบเรียนมากกว่าการ
สอนโดยใช้ภาพเพียงอย่างเดียว

 กลับ


 

14. ชื่องานวิจัย  ผลของการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยมีภาพการ์ตูนประกอบที่มีต่อความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน

ผู้วิจัย ศรีวิไล ยลสุริยัน

ปี พ.ศ. 2544

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยมีภาพการ์ตูนประกอบที่มีต่อความเข้าใจ
การอ่านของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน

        กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2543โรงเรียนบ้านรามัน จำนวน 84 คน ซึ่งได้รับมาจากการสุ่มแบบมีระบบเข้ารับการทดลองแบบ 4 กลุ่มโซโลมอน ทุกกลุ่มมีนักเรียน ที่มีระดับผลสัมฤทธิ์ต่างกัน ในจำนวนที่เท่ากัน กลุ่มทดลองได้รับการฝึกทักษะการอ่านโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านมีภาพการ์ตูนประกอบ และกลุ่มควบคุมได้รับการฝึกทักษะการอ่านโดยใช้ชุดทักษะการอ่านโดยไม่มีภาพการ์ตูนประกอบ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่าน ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยมีภาพการ์ตูนประกอบ ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยไม่ภาพการ์ตูนประกอบ แผนการสอนอ่าน ที่ใช้สำหรับกลุ่มทดลอง 30 แผน กลุ่มควบคุม 30 แผน ใช้เวลาทดลองกลุ่มละ 30 ครั้ง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที(t-test)และการวิเคราะห์ความ แปรปรวน

        ผลการวิจัยพบว่า

1. ความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนก่อนและหลังการฝึกทักษะการอ่านโดยใช้ขุดฝึกทักษะการอ่าน ทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำหรับทางสถิติ

2. เมื่อนักเรียนได้รัยการฝึกทักษะการอ่านจากการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยมีภาพการ์ตูนประกอบแล้ว นักเรียนมีความเข้าใจในการอ่านไม่แตกต่างกัน ทั้ง 3 กลุ่ม เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม

3. เมื่อนักเรียนได้รับการฝึกทักษะการอ่านจากการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยมีภาพการ์ตูนประกอบแล้ว นักเรียนมีความเข้าใจในการอ่านทั้ง 3 กลุ่ม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001

 กลับ


 

15.ชื่องานวิจัย     การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่องการจัดทำผ้าบาติก โดยใช้คู่มือครู และชุดฝึกทักษะปฏิบัติด้วยตนเองในระดับประถมศึกษา

ผู้วิจัย นิพนธ์   นิกาจิ

ปี พ.ศ. 2544

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเรื่องการจัดทำผ้าบาติก โดยใช้คู่มือและชุดฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง การสร้างแผนการสอนที่ฝึกผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ตลอดจนการเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจของนักเรียนเกี่ยวกับการเรียนทำผ้าบาติก ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงทดลองที่ใช้กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนโรงเรียนบ้านสายหมอ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอหนองจิก สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปัตตานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2543 จำนวน 16 คน การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการสอนเรื่องการทำผ้าบาติกกจำนวน 16 หน่วย คู่มือครู และชุดฝึกปฏิบัติเรื่องการทำผ้าบาติกจำนวน 6 หน่วย และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เนื้อหาการทำผ้าบาติกจำนวน 25 ข้อ ตัวแปรอิสระ คือแผนการสอนเรื่องการทำผ้าบาติก และคู่มือครู และชุดฝึกปฏิบัติเรื่องการทำผ้า บาติก ดำเนินการสอนในคาบเวลากลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพ สัปดาห์ละ 6 คาบ ระหว่างที่ทำการสอนได้ปรับปรุงแก้ไขแผนการสอนและคู่มือไปพร้อมกัน โดยที่ก่อนสอนได้ทดสอบความรู้ความเข้าใจด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องทำผ้าบาติก และเมื่อทดลองสอนจบลงก็ทำแบบทดสอบฉบับเดิมมาทดสอบครั้งหลังอีกครั้งหนึ่ง

        ผลการวิจัยปรากฏผลดังนี้

        การสร้างคู่มือและชุดฝึกปฏิบัติด้วยตนเองสำหรับครูและนักเรียนได้รวบรวมจากเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ตลอดจนประสบการณ์ของผู้วิจัยแล้วนำไปทดลองสอน มีการปรับปรุงแก้ไขโดยนักวิชาการที่เกี่ยวข้องจนได้คู่มือแลชุดฝึกปฏิบัติเรื่องการทำผ้าบาติก ระดับประถมศึกษา

        การจัดทำแผนการสอน ผู้วิจัยได้รับสร้างจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น แล้วนำไปทดลองใช้ก่อนนำมาทดลอง จนได้แผนการสอนเรื่องของการสอนเรื่องการทำผ้าบาติกที่ใช้กระบวนการสอนยึดผู้เรียนเป็นศูฯย์กลาง

        ผลการประเมินความรู้ความเข้าใจของบทเรียนที่เรียนโดยชุดปฏิบัติด้วยตนเองเรื่องการทำผ้าบาติก พบว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการทดสอบหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

 กลับ


 

16.ชื่องานวิจัย    ผลของการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ต่อความพึงพอใจ และผลสัมฤทธิ์

ผู้วิจัย วัชราภรณ์ ยลสุริยัน

ปี พ.ศ. 2544

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังจากได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม กลุ่มทดลองที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบันนังสตาวิทยา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2543 จำนวน 54 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิต-ศาสตร์ เรื่องทศนิยม และ แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ t-test แบบทดสอบกลุ่มเดียว (One sample test) คะแนนเฉลี่ย (X) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D )

        สรุปผลการวิจัย

        ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา สูงกว่าเกณฑ์ 50 % อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

        นักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง

 กลับ


 

17.ชื่องานวิจัย     ผลการสอนซ่อมเสริมการอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทที่มีต่อความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนยะหาศิรยานุกูล ที่มีทักษะทางการอ่านต่ำ และพูดภาษาแม่ต่างกัน

ผู้วิจัย จิรา อ่อนเจริญ

ปี พ.ศ. 2544

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการสอนซ่อมเสริมการอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธีการสอนแบบ แลกเปลี่ยนบทบาท ( Reciprocal Teaching ) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนยะหาศิรยานุกูล ที่มีทักษะทางการอ่านต่ำ และพูดภาษาแม่ต่างกันและศึกษากิริยาร่วมของตัวแปร ทั้งสองคือภาษาแม่และวิธีการ สอนซ่อมเสริมการอ่านภาษาอังกฤษนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างจำนวน 26 คน จากโรงเรียนยะหาศิรยานุกูลซึ่งเป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2543 นักเรียนเหล่านี้ได้รับการสุ่มเข้ากลุ่มทดลอง 2 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มมีจำนวน 13 คน

        การวิจัยในครั้งนี้ใช้เครื่องมือ 4 ประเภท คือ (1) แบบทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษ จำนวน 5 ฉบับ ฉบับละ 10 ข้อ (2) แผนการสอนซ่อมเสริมการอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยน
บทบาท จำนวน 5 แผน (3) แผนการสอนซ่อมเสริมการอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธีปกติจำนวน 4 แผน (4) เรื่อง ภาษาอังกฤษจำนวน 5 เรื่อง

        ผู้วิจัยทำการทดลองกลุ่มละ 5 ครั้ง ครั้งละ 45 นาที เป็นเวลา 5 วัน มีการทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่านโดยในแต่ละกลุ่มจะใช้เนื้อหาในการทดลอง และการทดสอบเนื้อหาเดียวกันและเหมือนกันทุกกลุ่ม แล้วนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์ความแปรปรวน

        ผลการวิจัยพบว่า

        ไม่พบกิริยาร่วมระหว่างการสอนซ่อมเสริมการอ่านภาษาอังกฤษกับภาษาแม่ที่นักเรียนใช้นักเรียนที่ใช้ภาษาไทย
เป็นภาษาแม่มีความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษไม่แตกต่างจากนักเรียนใช้ภาษาไทยเป็นภาษามลายูเป็นภาษา
แม่นักเรียนที่ได้รับการสอนซ่อมเสริมการอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท(Reciprocal Teaching) และวิธีการสอนแบบปกติ มีความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษแตกต่างกัน โดยนักเรียนกลุ่มที่ได้รับการสอนซ่อมเสริมการอ่านโดยวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท (Reciprocal Teaching ) มีความเข้าใจในการอ่านสูงกว่านักเรียนกลุ่มที่ได้รับการสอนซ่อมเสริมการอ่านโดยวิธีปกติอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001

 กลับ


18.ชื่องานวิจัย   การแก้ปัญหาการพูดคำที่สะกดด้วยมาตราตัวสะกดแม่กน แม่กง แม่กบ แม่กด ของนักเรียนที่ใช้ภาษามลายูท้องถิ่นในชีวิตประจำวัน ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านคลองหิน อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี

ผู้วิจัย กาญจนา จองเดิม

ปี พ.ศ. 2543

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างแบบฝึกการอ่านออกเสียงคำที่สะกดด้วยมาตรตัวสะกดแม่กน แม่กง แม่กบ แม่กด และหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านออกเสียงของนักเรียนก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2543 ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนบ้านคลองหิน อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แผนการสอน จำนวน 8 แผน แบบฝึกจำนวน 8 แบบฝึก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการทดสอบแบบที (t-test)

        ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ปรากฏว่าแบบฝึกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 83.04/81.75 และนักเรียนที่ฝึกทักษะการพูดมีผลสัมฤทธิ์ด้านการพูดสูงกว่าก่อนเรียน

 กลับ


019          ซื่องานวิจัย         การวิจัยปฏิบัติแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเรื่อง       การจัดท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในท้องถิ่นชุมชนบ้านดาวดึงส์  อำเภอไทรโยค  จังหวัดกาญจนบุรี

    ผู้วิจัย                 ดร.อุไรวรรณ    วินะพันธุ์  และคณะ

       ปี พ..                2546

………………………………………………………………………………………………………………...………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา  เรื่องการจัดท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในท้องถิ่นชุมชนบ้านดาวดึงส์  อำเภอไทรโยค  จังหวัดกาญจนบุรีครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลัดสูตรสถานศึกษาเรื่องการจัดท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในท้องถิ่นชุมชนบ้านดาวดึงส์ประชากร (ผู้ร่วมปฏิบัติการ) ประกอบด้วยบุคคล  กลุ่ม  เช่น  ผู้บริหารและครูอาจารย์  กลุ่มผู้ปกครอง  กลุ่มมัคคุเทศก์  เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกกิจกรรม  แบบบันทึกการศึกษาบริบทชุมชน,โรงเรียน  แบบสัมภาษณ์  แบบประเมินผล  แบบทดสอบ ดำเนินการวิจัยตามขั้นตอน  4 ขั้นตอน ด้วยเทคนิคการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม  ทำการรวบรวมข้อมูลด้วยการร่วมปฏิบัติการพัฒนาหลักสูตรและสื่อในสภาพจริง การใช้วิธีการสัมภาษณ์ และการให้ผู้เกี่ยวข้องตอบแบบประเมินโดยตรง และได้ดำเนินการทดลองใช้หลักสูตรตามแผนการทดลองกลุ่มเดียววัดผล 2 ครั้ง (one group pretest-posttest design) กับกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนช่วงชั้น  ป.4-6 ของโรงเรียนบ้านถ้ำดาวดึงส์ในปีการศึกษา 2547 จำนวน 19 คน เพื่อประเมินประสิทธิผลของหลักสูตรสถานศึกษาที่สร้าง จากนั้นนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณาและใช้สถิติทดสอบ t-test และประเมินประสิทธิผลของหลักสูตรสถานศึกษา ผลการสศึกษา พบว่า หลักสูตรสถานศึกษาที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลที่ทำให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะเพิ่มขึ้นจริง และนักเรียนที่เรียนรู้จากหลักสูตรสถานศึกษาดังกล่าวมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้และการปฏิบัติกิจกรรม ในระดับมาก

 กลับ


 

020          ซื่องานวิจัย         การศึกษาตัวแปรที่สัมพันธ์กับศักยภาพของเด็กไทยระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในเขตการศึกษา  3      

    ผู้วิจัย                 นายบรรลือศักดิ์ จำนง

       ปี พ..                2544

………………………………………………………………………………………………………………...………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของเด็กไทย และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบศักยภาพของเด็กไทยรวมถึงการศึกษาตัวแปรที่ส่งผลต่อศักยภาพของเด็กไทย ในเขตการศึกษา 3 วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า โดยการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2543 สังกัดกรมสามัญศึกษา ในเขตการศึกษา 3 จำนวน 40 โรงเรียน ๆ ละ 1 ห้องเรียน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi – Stage sampling)  เครื่องมือและวิธีการสร้างเครื่องมือ โดยการนำแบบสอบถามวัดศักยภาพของเด็กไทยตามกรอบแนวความคิดของตัวแปร ที่จะทำการศึกษา  พร้อมกับการขอคำแนะนำจากคณะกรรมการที่ปรึกษาและนำเครื่องมือไปทำการทดสอบหาความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใช้วิธีหาค่าสัมประสิทธิ์ (Alpha – Coefficient) ก่อนที่จะนำเครื่องมือไปใช้ในการรวบรวมข้อมูล ปรากฏว่า ได้ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น (oc) มากกว่า 0.77

ผลการวิจัยพบว่า

        1.  ศักยภาพด้านทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ในอนาคต เมือจำแนกตามคุณลักษณะด้านเพศ การใช้สื่อ การรับข่าวสารด้านต่าง ๆ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตการศึกษา 3 แตกต่างกันอย่างระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05

        2.  ศักยภาพด้านทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงาน ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตการศึกษา 3 เมื่อจำแนกตามคุณลักษณะด้านเพศ การใช้สื่อการรับข่าวสารด้านต่าง ๆ มีความแตกต่างกันอย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิตติที่ .05

        3.  ศักยภาพด้านลักษณะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตการศึกษา 3 เมื่อจำแนกตามคุณลักษณะด้านเพศ การใช้สื่อ การรับข่าวสารด้านต่าง ๆ มีความแตกต่างกันอย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05

        4.  ศักยภาพโดยรวมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตการศึกษา 3 ทั้ง 3 ด้าน เมื่อจำแนกตามจังหวัด โปรแกรมการเรียน ระดับการศึกษาของ บิดา-มารดา มีความแตกต่างกันอย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05

        5.  ปัจจัยด้านเพศความคาดหวังต่อการใช้ชีวิตในอนาคต การรับข่าวสารทางเศรษฐกิจ ระดับการศึกษาของ บิดา-มารดา โปรแกรมการเรียน การเลี้ยงดูของครอบครัว จำนวนสมาชิกที่เป็นเพศหญิงของครัวเรือนและการชอบอ่านหนังสือพิมพ์ของนักเรียน ส่งผลหรือมีอิทธิผลต่อศักยภาพโดยรวมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตการศึกษา 3

กลับ


 

021         ซื่องานวิจัย          ความพึงพอใจและความคิดเห็นที่มีต่อการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวนักศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตการศึกษา 6

ผู้วิจัย                     กลุ่มวิจัยและพัฒนา

ปี พ..                    2546

………………………………………………………………………………………………………………...………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  (1)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจและความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา  ครู-อาจารย์  นักเรียน  พ่อ-แม่/ผู้ปกครองและกรรมการสถานศึกษาที่มีต่อการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  (2)  เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะของผู้บริหารสถานศึกษา ครู-อาจารย์ นักเรียน พ่อ-แม่/ผู้ปกครอง และกรรมการสถานศึกษาเกี่ยวกับการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  กรมสามัญศึกษา กรมอาชีวศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนในเขตการศึกษา 6 จำนวน 123 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู-อาจารย์ นักเรียน พ่อ-แม่/ผู้ปกครองและกรรมการสถานศึกษา สำหรับการสุ่มตัวอย่างเป็นการสุ่มแบบ Multi-stage random sampling เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีจำนวน 5 ฉบับเป็นแบบสอบถามแบบเลือกตอบและแบบปลายเปิด ใช้สถิติค่าร้อยละ

                ผลการวิจัยพบว่า

1.  ความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษา ครู-อาจารย์ นักเรียน พ่อ-แม่/ผู้ปกครองและกรรมการสถานศึกษาที่มีต่อการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พบว่าผู้บริหารส่วนใหญ่แสดงความไม่พึงพอใจ ส่วนครู/อาจารย์ นักเรียน/นักศึกษา พ่อ-แม่/ผู้ปกครอง และกรรมการสถานศึกษาส่วนใหญ่แสดงความพึงใจ

2.  ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา ครู-อาจารย์ นักเรียน พ่อ-แม่/ผู้ปกครองและกรรมการสถานศึกษาที่มีต่อการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า

        2.1.  ความเข้าใจของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีต่อการเก็บค่าใช้จ่ายทางการศึกษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.. 2540 พบว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่าไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย ในขณะที่ครู/อาจารย์ นักเรียน/นักศึกษาและพ่อ-แม่/ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่าไม่ต้องเสียเฉพาะค่าเล่าเรียนเท่านั้นและกรรมการสถานศึกษาส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่าไม่ต้องเสียเฉพาะค่าเล่าเรียนและอุปกรณ์

        2.2.  ผู้บริหารและครู/อาจารย์ ส่วนใหญ่แสดงความเห็นด้วยกับการเก็บค่าใช้จ่ายต่อหัวประกอบด้วยค่าเล่าเรียนและค่าอุปกรณ์การเรียนเฉพาะที่นักเรียนใช้ร่วมกันเท่านั้นสำหรับรายการที่ไม่เห็นด้วยทั้งผู้บริหารและครู/อาจารย์ส่วนใหญ่เสนอความเห็นว่ารัฐควรออกให้ทั้งหมดสำหรับรายการที่ไม่เห็นด้วยทั้งผู้บริหารและครู/อาจารย์ส่วนใหญ่เสนอความเห็นว่ารัฐควรออกให้

                    2.3. นักเรียน/นักศึกษา พ่อ-แม่/ผู้ปกครองและกรรมการสถานศึกษาส่วนใหญ่รับทราบและแสดงความเห็นด้วยกับการจัดสรรเงินเป็นค่าเล่าเรียนและค่าอุปกรณ์การเรียนของรัฐบาล

        2.4. ผู้บริหารส่วนใหญ่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรค่าใช้จ่ายพื้นฐานของสถานศึกษาของรัฐและเอกชนในอัตราที่เท่ากัน

        2.5.  ผู้บริหาร ครู/อาจารย์ นักเรียน/นักศึกษา พ่อ-แม่/ผู้ปกครอง และกรรมการสถานศึกษาส่วนใหญ่แสดงความเห็นด้วยกับการจัดสรรค่าเล่าเรียนและค่าอุปกรณ์การเรียนของสถานศึกษาของรัฐและเอกชนในอัตราที่เท่ากัน

        2.6.  ผู้บริหาร ครู/อาจารย์ นักเรียน/นักศึกษา พ่อ-แม่/ผู้ปกครอง และกรรมการสถานศึกษาส่วนใหญ่แสดงความเห็นด้วยกับการจัดสรรค่าเล่าเรียนและค่าอุปกรณ์การเรียนให้เท่ากันทุกคนโดยไม่จำกัดฐานะทางสังคม

        2.7. ผู้บริหารส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าการเก็บค่าใช้จ่ายในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2545 มีการเก็บเท่าเดิม

        2.8. ผู้บริหารและครู/อาจารย์ส่วนใหญ่แสดงความเห็นด้วยกับการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวไปยังสถานศึกษา

        2.9. ผู้บริหารและครู/อาจารย์ส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวไม่ทันต่อเวลา

                    2.10.  ผู้บริหาร ครู/อาจารย์และนักเรียนส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าควรเรียกเก็บเพิ่มเติมในกิจกรรมเสริมคุณภาพชีวิต และนักเรียน/นักศึกษา ส่วนใหญ่ให้ข้อมูลว่ารายการที่สถานศึกษาเรียกเก็บจริงในปัจจุบัน คือ กิจกรรมพิเศษในโรงเรียน เชน การเข้าค่าย ฯลฯ ส่วนพ่อ-แม่/ผู้ปกครองส่วนใหญ่ให้ข้อมูลว่า รายการที่สถานศึกษาเรียนเก็บจริงในปัจจุบัน คือค่าเล่าเรียนพิเศษในโรงเรียน เช่น เรียนคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

3.  การได้รับข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ พบว่า ครู/อาจารย์ นักเรียน/นักศึกษา  พ่อ-แม่/ผู้ปกครอง  และกรรมการสถานศึกษาส่วนใหญ่รับทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจัดสรรเงินเป็นค่าใช้จ่ายต่อหัวจากผู้บริหาร/โรงเรียนแจ้งให้ทราบ และนักเรียน/นักศึกษาพ่อ-แม่/ผู้ปกครองและกรรมการสถานศึกษาส่วนใหญ่รับทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจัดสรรเงินเป็นค่าใช้จ่ายต่อหัวจากรายการโทรทัศน์ที่ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการแจ้งให้ทราบ

4.  การจัดสรรที่มีต่อการบริหารจัดการในสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารและครู/อาจารย์ส่วนใหญ่เห็นว่าการได้รับการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวที่มีต่อการบริหารจัดการในสถานศึกษาไม่พอเพียง และผู้บริหารส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าการจัดสรรฯ  ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานเหมือนเดิม ส่วนครู/อาจารย์ส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าการจัดสรรฯ ทำให้ประสิทธิภาพในการสอนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผู้บริหารและครู/อาจารย์ส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าเห็นด้วยกาบการคิดค่าใช้จ่ายต่อหัวในปัจจุบันที่ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการบริหารโรงเรียนทุกรายการ

 

5.  ประเภทของโรงเรียนที่ควรได้รับการจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษเพิ่มเติม พบว่า ผู้บริหารและครู/อาจารย์ส่วนใหญ่เห็นว่าควรจัดสรรเงินเพิ่มเติมพิเศษให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนทรัพยากร

6.  การได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาต่อการรับบริจาคและระดมทรัพยากรของสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหาร ส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าเหมาะสม                     

7.  ข้อเสนอแนะของผู้บริหารสถานศึกษา  ครู-อาจารย์ นักเรียน พ่อ-แม่/ผู้ปกครองและกรรมการสถานศึกษาเกี่ยวกับการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

        71.  ข้อคิดเห็นที่มีต่อการการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัว พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เสนอข้อคิดเห็นว่าการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวเป็นการแบ่งเบาภาระผู้ปกครองที่มีรายได้น้อยรองลงมา คือ ทำให้การเบิกจ่ายของโรงเรียนคล่องตัวขึ้น นักเรียนมีโอกาสได้เรียนต่อเพิ่มขึ้น ระบบใหม่มีความชัดเจน โปร่งใสและตรวจสอบได้และได้รับค่าใช้จ่ายที่แน่นอนและไม่ผูกพันเป็นภาระของนักเรียนและไม่ต้องนำใบเสร็จรับเงินไปเบิกจ่ายทางราชการ

        7.2.  ข้อเสนอแนะในการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มเดิม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม  เสนอแนะว่าควรจัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัวเพิ่มเติมในรายการค่าวัสดุ/สื่อ/อุปกรณ์ รองลงมาคือ อาหารกลางวัน/อาหารเสริมและค่าบริการสุขภาพ ต้นทุนในการจัดองค์กรและการบริหารและค่าเสื้อผ้า เช่น ชุดกีฬา ฯลฯ และกิจกรรมฝึกงานเพื่ออาชีพ

         7.3.  ข้อเสนอแนะในการจัดสรรเงินเพิ่มเติมให้แก่โรงเรียนประเภทต่าง ๆเป็นพิเศษพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเสนอแนะว่าควรจัดสรรเงินเพิ่มเติมให้แก่โรงเรียนประเภทต่าง ๆ เป็นพิเศษให้แก่โรงเรียนที่ครูตั้งใจทำงานโดยมีรางวัลกิจกรรมดีเด่น รองลงมา คือโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนเสื่อมโทรมและโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาโรงเรียน โรงเรียนที่มีชื่อเสียงและโรงเรียนที่มีขนาดกลางและใหญ่ 

กลับ


 

022      ซื่องานวิจัย             เกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายสำหรับนักเรียนไทยระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  เขตการศึกษา 5

ผู้วิจัย                      นายวรยุทธ์  ทิพย์เที่ยงแท้    และคณะ

                ปี พ..                    2544

………………………………………………………………………………………………………………...………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสมรถภาพทางกายของนักเรียนไทยระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและเพื่อสร้างเกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายสำหรับนักเรียนไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เขตการศึกษา 5

                                กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นนักเรียนชายและนักเรียนหญิงกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 5 ปีการศึกษา 2543 จำนวนทั้งสิ้น 1,200 คน ประกอบด้วยนักเรียนชาย 600 คน และนักเรียนหญิง 600 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน  (Multistage  random  sampling)

                                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย  Kasetsart  Youth  Fitness Test  5 รายการ  และการคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย คือ ลุก-นั่ง 60 วินาที  ดันพื้น 30วินาที  นั่งงอตัวไปข้างหน้า วิ่งอ้อมหลัก วิ่ง/เดิน 1,000 เมตร  และองค์ประกอบของร่างกายวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐานของแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายทุกรายการของนักเรียนชายและนักเรียนหญิงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  และหาเกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายแต่ละรายการโดยใช้คะแนนมาตรฐาน “ที” (T-score)

                                ผลการวิจัย พบว่า                 1.   สมรรถภาพทางกายของนักเรียนชายและนักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1,2 และ 3 มีค่าเฉลี่ยดังนี้

                                นักเรียนชายมัธยมศึกษาปีที่ 1, 2 และ 3

                ลุก-นั่ง 60 วินาที                                 X  =  35.76 ,   SD   =   6.14  ,  X    =  37.95 ,  SD  =

                                                                                6.72, และ X  =  38.47 ,  SD  =  5.99   ตามลำดับ

                ดันพื้น 30 วินาที                                 X  =  23.34 ,   SD   =   4.26 ,  X   =   25.46 ,  SD  =

                                                                                4.13 ,  และ X  =  25.78  ,  SD  =  5.41  ตามลำดับ

                นั่งงอตัวไปข้างหน้า                           X  =  6.25  ,  SD  =  5.07  ,   X  =  8.34  ,  SD  =

1.26    ,  และ  X  =  9.15  ,  SD  =  5.14  ตามลำดับ

วิ่งอ้อมหลัก                                          X  =  20.00  ,  SD  =  1.65  ,  X  =  19.26  ,  SD  =

1.95    , และ  X  =  18.66  ,  SD  =  4.72  ตามลำดับ

เดิน/วิ่งระยะทาง 1,000 เมตร           X  =  5.40  ,  SD  =  1.10  ,  X  =  5.33  ,  SD  =

                                    1.29  ,  และ  X  =  4.59  <  SD  =  0.89  ตามลำดับ

องค์ประกอบของร่างกาย                  X  =  17.66  ,  SD  =  2.79  ,  X  =  18.70  ,  SD  =        

                                                                                3.46  ,  และ  X  =  18.66  ,  SD  =  3.15  ตามลำดับ

นักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่  1 , 2  และ 3

                ลุก–นั่ง 60 วินาที                                 X  =  26.51  ,  SD  =  8.22  ,  X  =  28.35  ,  SD  =

6.46    และ  X  =  28.58  ,  SD  =  6.82  ตามลำดับ

ดันพื้น 30 วินาที                                 X  =  15.76  ,  SD  =  5.06  ,  X  =  16.33  ,  SD  =

                                                                                4.65  ,  และ  X  =19.76  ,  SD  5.21  ตามลำดับ

                นั่งงอตัวไปข้างหน้า                           X  =  6.68  ,  SD  =  5.27  ,  X  =  8.64  SD  =

                                                                                3.46  ,  และ  X  10.08  ,  SD  =  4.96  ตามลำดับ

                วิ่งอ้อมหลัก                                          X=  21.29  ,  SD  =  1.83  ,  X  =  20.93  ,  SD  =

                                                                                2.01  ,  และ  X  =  19.25  ,  SD  =  2.27  ตามลำดับ

                เดิน/วิ่งระยะทาง 1,000 เมตร           X  =  6.59  ,  SD  =  1.18  ,  X  =  6.52  ,  SD  =             

                                                                                1.11  และ  X  =  6.33  ,  SD  1.25  ตามลำดับ

                องค์ประกอบของร่างกาย                  X  =  18.71  ,  SD  =  2.94  ,  X  =  18.85  ,  SD  =

2.50    และ  X  =  19.24  ,  SD  =  2.42  ตามลำดับ

                2.  สมรรถภาพทางกายของนักเรียนชายและนักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1, 2 และ 3 มีเกณฑ์มาตรฐานแต่ละรายการดังนี้

                นักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1, 2 และ 3

                ลุก-นั่ง  60  วินาที  41,42  และ  45  ครั้งขึ้นไป ระดับดีมาก , 36-40 , 37-41  และ 39-44 ครั้งระดับดี , 31-35  ,  32-36  และ  34-38  ครั้ง  ระดับปานกลาง  ,  26-30  ,  26-31  ,  และ  29-33  ครั้ง  ระดับค่อนข้างต่ำและ  25,  25  และ  28  ครั้งลงมา  ระดับต่ำ

                ดันพื้น  30  วินาที  27  , 28 และ 28 ครั้งขึ้นไป ระดับดีมาก  ,  21-26 , 24-27 และ 24-27 ครั้งระดับดี , 17-20 , 20-23 และ 21-23 ครั้ง ระดับปานกลาง, 11-16 , 17-19 , และ 17-20 ครั้ง  ระดับค่อนข้างต่ำ และ 10, 16 และ 16 ครั้งลงมาระดับต่ำ

                นั่งงอตัวไปข้างหน้า  15,16 และ 16 เซนติเมตรขึ้นไป ระดับดีมาก , 9-14 , 9-15 และ 10-45 เซนติเมตร ระดับดี, 3-8 , 2-8 และ 4-9 เซนติเมตร ระดับปานกลาง ,  -3)-2,-5)-1,  และ –2)-3  เซนติเมตร  ระดับค่อนข้างต่ำ  และ –4, -6 และ –3 เซนติเมตรลงมาระดับต่ำ

                วิ่งอ้อมหลัก 17.40,17.10 และ 16.80 วินาทีลงมา ระดับดีมาก , 17.41-19.40, 17.11-18.85 และ 16.81-18.70  วินาที ระดับดี , 19.41-21.20 , 18.86-20.70 และ 18.71-20.50 วินาที ระดับปานกลาง, 21.21-23.20, 2071-22.50  และ 20.51-22.00 วินาที  ระดับค่อนข้างต่ำ และ 23.21,22.51 และ 22.01 วินาทีขึ้นไประดับต่ำ

                วิ่ง/เดิน 1,000 เมตร  4.50,4.45 และ 4.10 นาทีลงมา ระดับดีมาก , 4.51-5.40, 4.46-5.35 และ 4.11-4.59 นาที ระดับดี , 5.41-6.50 , 5.36-6.45 และ 5.00-5.59 นาทระดับปานกลาง , 6.51-7.50, 6.46-7.45 , และ 6.00-6.59 นาที ระดับค่อนข้างต่ำ และ 7.51, 7.46 และ 7.00 นาทขึ้นไประดับต่ำ

                องค์ประกอบของร่างกาย 13.45,14.59 และ 13.29 กิโลกรัมต่อตารางเมตรลงมา ระดับผอม , 13.46-15.99 , 14.60-17.99 และ 13.30-16.79 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ระดับค่อนข้างผอม, 16.00-19.99 , 18.00-21.49  และ 16.80-20.50 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ระดับมาตรฐาน , 20.00-22.95, 21.50-24.99 , และ 20.51-24.09 กิโลกรัมต่อตารางเมตรา ระดับค่อนข้างอ้วนและ 22.96. 25.00 และ 24.10 กิโลกรัม/ต่อตารางเมตรขึ้นไประดับอ้วน

                นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 1 , 2 และ 3

                ลุง-นั่ง 60 วินาที 36,36 และ 37 ครั้งขึ้นไป ระดับดีมาก , 28-35 , 30-35 และ 33-36 ครั้งระดับดี, 20-27 , 24-29 และ 26-32 ครั้ง ระดับปานกลาง , 12-19 , 17-23 , และ 20-25 ครั้ง ระดับค่อนข้างต่ำและ 11 , 16 และ 19 ครั้งลงมา ระดับต่ำ

                ดันพื้น  30  วินาที 24,26 และ 24 ครั้งขึ้นไประดับดีมาก 19-23, 21-25 และ20-23 ครั้งระดับดี , 15-18 , 15-20 และ 15-19 ครั้ง ระดับปานกลาง , 10-14, 10-14 , และ 11-14 ครั้ง ระดับค่อนข้างต่ำ และ 9,9 และ 10 ครั้ง ลงมา ระดับต่ำ

นั่งงอตัวไปข้างหน้า 17, 17 และ 16 เซนติเมตร ขึ้นไป ระดับดีมาก , 11-16 , 11-16 และ 10-15 เซนติเมตร ระดับค่อนข้างต่ำ และ –2, 0 และ –2 เซนติเมตร ลงมาระดับต่ำ

วิ่งอ้อมหลัก 18.20,18.00 และ 17.90 วินาที่ลงมา ระดับดีมาก , 18.21-20.10, 18.01-20.00 และ 17.91-19.80 วินาที ระดับดี, 20.11-21.90 , 20.01-21.80 และ 19.81-21.60 วินาที ระดับปานกลาง , 21.91-23.80 , 21.81 23.60 , และ 21.61-23.60 วินาที ระดับค่อนข้างต่ำ และ 23.81,23.61 และ 23.61 วินาทีขึ้นไประดับต่ำ

วิ่ง/เดิน 1,000 เมตร 5.59,5.50 และ 5.50 นาทีลงมา ระดับดีมาก , 6.00-6.59 , 5.51-6.60 และ 5.51-6.59 นาที ระดับดี , 7.00-7.59 , 7.00-7.50 และ 7.00-8.00 นาที  ระดับปานกลาง, 8.00-8.50, 7.51-8.40 , และ 8.01-9.00 นาที ระดับค่อนข้างต่ำ และ 8.51, 8.41 และ 9.01 นาทีขึ้นไประดับต่ำ

องค์ประกอบของร่างกาย 16.10,15.14 และ 16.49 กิโลกรัม/ต่อตารางเมตรลงมา ระดับผอม , 16.11-18.49 , 15.15-17.59 และ 16.50-18.99 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ระดับค่อนข้างผอม, 18.50-20.80 , 17.60-20.19 และ 19.00-21.49 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ระดับมาตรฐาน , 2081-23.14, 20.20-22.59 , และ 21.50-23.99 กิโลกรัมจ่อตารางเมตร ระดับค่อนข้างอ้วน และ 23.15, 22.60 และ 24.00 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไประดับอ้วน

กลับ


 

023      ซื่องานวิจัย               การสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่าย อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา

ผู้วิจัย                       นายนพเก้า  ณ  พัทลุง  อาจารย์ 1  ระดับ 4

                ปี พ..                    2544

………………………………………………………………………………………………………………...………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก จำนวน 15 แบบฝึกสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่าย อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนสะกดคำยากของนักเรียน ก่อนใช้และหลังใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก

                กลุ่มที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ โรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่ายอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสลขลา ภาคเรียนที่  ปีการศึกษา   2543  จำนวน  39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก  จำนวน  15  แบบฝึก  แบบทดสอบความสามารถในการสะกดคำยาก จำนวน 50 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติร้อยละ และค่าเฉลี่ย

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ปรากฏว่า แบบฝึกการเขียนสะกดคำยากที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ  86-84/84  ความสามารถในการเขียนสะกดคำยากของนักเรียน หลังใช้แบบฝึกสะกดคำยากสูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก

 

กลับ


 

024       ซื่องานวิจัย            การสร้างแบบปร ะเมินค่าทักษะพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล

ผู้วิจัย                     นางสาวจรินทร์   โฮ่สกุล

                ปี พ..                    2544

……………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างแบบประเมินค่าทักษะพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอลจำนวน 6 รายการ ประกอบด้วย 1) การเล่นลูกสองมือล่างขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล  2) การเสิร์ฟลูกมือล่างด้านหน้า 3) การเสิร์ฟลูกมือบนเหนือศีรษะด้านหน้า 4 ) การเล่นลูกสองมือบนหรือการเซ็ทขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล 5) การตบบอลขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล และ 6) การสกัดกั้นขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล ผู้วิจัยวิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา  (Content  Validity)  โดยใช้วิธีของโรไวนิลไลและแฮมเบิลตัน  (Test – Retest) และวิเคราะห์ค่าความเป็นปรนัยของผุ้ประเมิน (Objectivity)  จากการข้อมูลที่ประเมินโดยผู้วิจัยและคณะ จำนวน 2 คน

                กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา และสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ จังหวัดภายในเขตการศึกษา 4 เป็นนักเรียนชาย 150 คน และนักเรียนหญิง 150 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple  Random Sampling)

                ผลการวิจัยพบว่าแบบประเมินค่าทักษะพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอลที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทั้ง 6 รายการเป็นแบบประเมินค่าที่มีมาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนด ดังนี้ 1 ) แบบประเมินค่าการเล่นลูกสองมือล่างขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0983  มีค่าความเหมาะสมของการกำหนดน้ำหนักคะแนนของทักษะย่อยแต่ละทักษะเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0886 และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ .937  2) แบบประเมินค่าการเสิร์ฟลูกมือล่างด้านหน้ามีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .992  มีค่าความเหมาะสมของการกำหนดน้ำหนักคะแนนของทักษะแต่ละทักษะเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0922 และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ 0946  3) แบบประเมินค่าการเสิร์ฟลูกมือบนเหนือศีรษะด้านหน้า มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .983  มีค่าความเหมาะสมของการกำหนดน้ำหนักคะแนนของทักษะย่อยแต่ละทักษะเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0874  และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ 0886  4) แบบประเมินค่าการเล่นลูกสองมือ

บน หรือการเซ็ทขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0942  มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0899 และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ 0913 5) แบบประเมินค่าการตบบอลขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0967 มีค่าความเหมาะสมของการกำหนดน้ำหนักคะแนนของทักษะย่อยแต่ละทักษะเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0956 และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ 0954 และ 6) แบบประเมินค่าการสกัดกั้นขั้นพื้นฐานของกีฬา

วอลเลย์บอล มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0967 มีค่าความเหมาะสมของการกำหนดน้ำหนักคะแนนของทักษะย่อยแต่ละทักษะเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0896 และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ 0935  โดยแบบประเมินค่าทักษะพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอลทุกรายการมีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัด และค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินอยู่ในระดับสูง ถึง สูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอยู่ที่ระดับ .05

                จากค่าสถิติที่บ่งชี้ ความเมี่ยงตรงเชิงเนื้อหา ความเชื่อมั่นของกีฬาวอลเลย์บอล  สร้างขึ้นมีคุณภาพถึงดีมากเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนำไปใช้วัดและประเมินนักเรียนที่เรียนกิจกรรมกีฬาวอลเลย์บอลขั้นพื้นฐาน

 

กลับ


 

025       ซื่องานวิจัย            พฤติกรรมการสอนภาษาไทย  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เขตการศึกษา 2

ผู้วิจัย                       นายศราวุธ    อรรถานุรักษ์   นักวิชาการศึกษา  7  (ว.)

                ปี พ..                    2542

……………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  เพื่อศึกษาพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เขตการศึกษา 2 จำนวน 278 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองแบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นแบบบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของโรงเรียนและครูที่ถูกสังเกต ตอนที่ 2 แบบสังเกตพฤตกรรมการเรียนการสอนของครูในห้องเรียนเฉพาะการสอนวิชาภาษาไทยในด้านการใช้สื่อ ด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน และด้านการใช้วิธีสอน

                การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป  SPSS (Statistical  Package  for  Social  Science)  หาค่าสถิติ  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ค่าที่  (t-test)  ค่าเอฟ  (F-test)  การทดสอบสมมติฐานกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  ผลการวิจัยพบว่า

1. ครูที่มีอายุต่างกันมีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย  ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.012) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านการใช้สื่อ (P=0.403) และด้านการใช้วิธีสอน (P=0.106)

2.  ครูที่มีระดับการศึกษาต่างกันพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในด้านการใช้วิธีสอน (P=0.012) โดยพบว่าครูที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญาตรีกับปริญาตรีและปริญญาตรีกับสูงกว่าปริญญาตรี มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกัน และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการใช้สื่อ (P=0.055) และด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.908)

3.  ครูที่มีประสบการณ์ต่างกันมีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย  ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  ในด้านการใช้สื่อ (P=0.018) โดยพบว่าครูที่มีประสบการณ์ต่ำกว่า 5 ปี กับครูที่มีประสบการณ์ 5-10 ปี และในด้านการใช้สอน (P=0.014) โอยพบว่าครูที่มีประสบการณ์ต่ำกว่า 5 ปี กับครูที่มีประสบการณ์ 5-10 ปี มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกัน และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.600)

4.  ครูที่ทำการสอนในชั้นเรียนต่างกันมีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย  ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในด้านการใช้วิธีสอน (P=0.809) ในด้านการใช้สื่อ (P=0.750) และด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.920)

5.  ครูที่ทำการสอนในโรงเรียนที่เปิดสอนตามใบรับอนุญาตที่ได้รับตามมาตรา 15(1) และมาตรา 15(2) มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.035) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านการใช้สื่อ (P=0.242) และด้านการใช้วิธีสอน (P=0.723)

6.  ครูที่ทำการสอนในโรงเรียนที่มีขนาดเล็กกับขนาดกลาง ขนาดเล็กกับขนาดใหญ่มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในด้านการใช้สื่อ (P=0.001) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.174) และด้านการใช้วิธีสอน (P=0.074)

7.  ครูที่มีภูมิลำเนาจังหวัดยะลากับปัตตานี ยะลากับนราธิวาส ยะลากับสตูล ปัตตานีกับสตูล และนราธิวาสกับสตูล มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย  ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในด้านการใช้สื่อ (P=0.001) และพบว่าครูที่มีภูมิลำเนาจังหวัดยะลากับปัตตานี ยะลากับนราธิวาส ยะลากับสตูล มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.01 ในด้านการใช้วิธีสอน (P=0.001) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.90)   

 

กลับ


 

026       ซื่องานวิจัย              การพัฒนาสื่อประกอบการจัดการเรียนการสอนประเภทวิดีทัศน์  เรื่อง การหลีกเลี่ยงสารเสพย์ติด

ผู้วิจัย                        นางปรานอม    ประทีปทวี

                ปี พ..                    2543

………………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการพัฒนาสื่อวิดีทัศน์ประกอบการจัดการเรียนการสอนและศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนการสอน เรื่อง การหลีกเลี่ยงสารเสพย์ติด ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 40 คน ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2542 โรงเรียนพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการสอนโดยเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ จำนวน 5 แผน 7 คาบ ซึ่งสร้างขึ้นเอง วิดีทัศน์ประกอบการจัดการเรียนการสอน เรื่อง การหลีกเลี่ยงสารเสพติด แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนการสอนโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอน เรื่องการหลีกเลี่ยงสารเสพย์ติด นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสถิติทดสอบที่ (t-test)

                ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาสื่อวิดีทัศน์ประกอบการเรียนการสอน เรื่อง  การหลีกเลี่ยงสารเสพย์ติด ทำให้ผลการทดสอบก่อนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ และนักเรียนมีความพึงพอใจที่มีต่อการใช้สื่อวิดีทัศน์ประกอบการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและประโยชน์ในการนำมาประยุกต์ใช้กับตนเองในระดับมากที่สุด

 

กลับ


 

027       ซื่องานวิจัย            การศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยจัดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ (102) สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  

ผู้วิจัย                     นายสุระชัย       ศรีสุวรรณ

                ปี พ..                    2544

………………………………………………………………………………………………………………...………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยชุดจัดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ว.102 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75

                ในการศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา  ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1.  ศึกษาเอกสารและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ  ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะโครงงานวิทยาศาสตร์  มากำหนดวิธีการสอนสำหรับใช้สร้างชุดจัดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์  ว.102  โดยบูรณาการวิธีการสอนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

2.  สร้างแผนจัดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ว. 102 โดยประยุกต์และบูรณาการทฤษฎีต่าง ๆ เข้าด้วยกัน  โดยมีกิจกรรมกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  และโครงงานวิทยาศาสตร์กระตุ้นให้นักเรียนค้นพบความรู้ด้วยตนเองอย่างมีเหตุผล  คิดเป็น  ทำเป็น  แก้ปัญหาเป็น  สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้

3.  สร้างแบบทดสอบวัดผล  แบบทดสอบก่อนเรียนแบบทดสอบหลังเรียน  แล้วหาคุณภาพความเที่ยงตรงเป็น  ทุกข้อ โดยใช้สูตร             t     =      åD

                                                                                        ND²  -   (åD ²)

                                                                                   --------------------------                                                                                                                                                                                                                                                                                                                   

                                                                            N    -    1          (df  = N – 1)

                ค่า  t  ที่ใช้ตรวจสอบอำนาจจำแนกของข้อสอบมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  ทุกข้อ  แบบทดสอบกลางภาคเรียน    แบบทดสอบปลายภาคเรียน

                4.  หาประสิทธิภาพแผนจัดกิจกรรมการสอน  โดยนำไปทดลอง  ครั้ง  กลุ่มตัวอย่างในการทดลอง  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ โรงเรียนศาลาพัน  สำนักงานการประถมศึกษา  อำเภอสามโคก  สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปทุมธานี  ผลการทดลองปรากฏว่าประสิทธิภาพของชุดการสอนในการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าเป็น  75.28 / 74.07 , 76.81 / 74.20 , 78.07 / 75.68ต  ตามลำดับผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์การเรียน  พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ   .01

 

กลับ


 

028       ซื่องานวิจัย              การใช้วิธีสอน “แบบสองภาษา” ในชั้นอนุบาลโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม   

ผู้วิจัย                       คุณอุณาวรรณ    มั่นใจ

                ปี พ..                    2544

………………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การจัดการศึกษาสำหรับเด็กหูหนวกเป็นที่ถกเถียงกันว่าวิธีใดเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับคนหูหนวกปัญหาที่พบคือ  ความสามารถด้านการอาน เขียน ของคนหูหนวกด้อยกว่าคนทั่วไปในวัยเดียวกันมาก  ซึ่งเป็นผลทำให้คนหูหนวกมีความสามารถด้านการเรียนไม่เท่ากับคนทั่วไป ปัจจุบันได้มีการนำวิธีการสอนแบบสองภาษามาใช้สอนเด็กหูหนวกกันอย่างแพร่หลาย และพบว่าได้ผลดีในประเทศแถบสแกนดีเนเวีย อเมริกา  ยุโรป  ออสเตรเลีย  สำหรับในประเทศไทยวิทยาลัยราชสุดามหาวิทยาลัยหิดล  และโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม  ได้นำมาหดลองใช้เช่นเดียวกัน  คณะผู้วิจัยจึงได้สนใจทำการวิจัย  เรื่อง “การใช้วิธีสอนแบบสองภาษาในชั้นอนุบาลโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองการจัดการเรียนการสอนโดยวิธีสอนแบบสองภาษาในชั้นอนุบาลของเด็กหูหนวกในโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม คำถามการวิจัยมี 3 ข้อ (1) กระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบสองภาษาเป็นอย่างไร (2) ปัจจัยที่เอื้อต่อการจักการเรียนการสอนแบบสองภาษา มีอะไรบ้าง และ (3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กหูหนวกที่เรียนโดยวิธีสอนแบบสองภาษาเป็นอย่างไร  โดยศึกษาจากเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2543 ของโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม และโรงเรียนสอนคนหูหนวกในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลอีก 3 แห่ง หารวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณร่วมกัน การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และเอกสารจากชั้นเรียนและโรงเรียน การทดลองนำแผนการสอนโดยใช้วิธีกาสอนแบบสองภาษาไปสอนในโรงเรียนสอนเด็กหูหนวกชั้นอนุบาลปีที่ 1 แห่งอื่น  จลอดจนการทดสอบวัดความสามารถด้านคำศัพท์ในชั้นเรียนที่เป็นประชากรกลุ่มตัวอย่างและโรงเรียนอื่นอีก 3 แห่ง เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย รวมทั้งทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว แล้วนำมาเสนอในรูปแบบการพรรณนา

                จากผลการวิจัยพบดังนี้

1.  กระบวนการเรียนการสอนแบบสองภาษามีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง คือ มีครูที่มีการได้ยินและครูหูหนวกสอนร่วมกันในชั้นเดียวกัน ครูสองคนต้องมีความสามารถในด้านภาษาไทยและภาษามือไทยในระดับค่อนข้างดี  ใช้ภาษามือไทยสื่อสารในชั้นเรียน วิธีการสอนครูจะทำงานร่วมกันทุกขั้นตอนและแบ่งบทบาทหน้าที่ในชั้นเรียนอย่างชัดเจน เช่น บทบาทด้านการสอนเนื้อหา และการสอนภาษามือ เป็นของครูหูหนวกและการสอนภาษาไทยในด้านการอ่าน พูดและเขียนเป็นของครูที่มีการได้ยิน โดยครูทั้งสองคนจำทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชั้นเรียนร่วมกัน

2.  ปัจจัยที่เอื้อต่อการสอนแบบสองภาษา พบว่าโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม มีนโยบายด้านการจัดการเรียนการสอนแบบสองภาษาอย่างชัดเจน และมีโครงการห้องเรียนสาธิตเพื่อเป็นโครงการนำร่องทดลองสอนแบบสองภาษา มีบุคลากรที่มีคุณวุฒิสูงและปริมาณมากพอ มีการจ้างครูหูหนวกเพื่อสอนในโครงเรียนและชั้นเรียนการสอนแบบสองภาษา มีโครงการและกิจกรรมพัฒนาบุคลากรครู  ตลอดจนการเตรียมความพร้อมครูและบุคลากรเพื่อการจัดการเรียนแบบสองภาษามีการปรับสภาพแวดล้อมของโรงเรียนและการจัดเรียนให้เหมาะสมกับคนหูหนวก ตลอดจนมีนโยบายให้ใช้ภาษามือสื่อสารในโรงเรียนและชั้นเรียนด้วย

3.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ของโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม จากการประเมินของโรงเรียนอยู่ในระดับที่น่าพอใจและน่าพอใจมาก และจากการวัดความสามารถด้านคำศัพท์ของนักเรียน ผลปรากฏว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง คือร้อยละ 87.4 รวมทั้งจากการประเมินพัฒนาการของเด็ก ของครู ผู้ปกครอง และบุคลากรที่เกี่ยวข้องพบว่านักเรียนมีพัฒนาการเป็นที่น่าพอใจเช่นกัน สรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ

นอกจากนี้ยังพบว่าบรรยากาศการเรียนในชั้นเรียนสอนแบบสองภาษาดีมาก เด็กส่วนใหญ่มีความสนุกสนาน สนใจการเรียน มีการโต้ตอบกับครูผู้สอนตลอดเวลา และสามารถอยู่ร่วมในกิจกรรม การเรียนการสอนเป็นระยะเวลานาน และพบว่าวิธีการสอนแบบสองภาษานี้สามารถใช้ได้ในห้องเรียนเด็กหูหนวกทุกชั้นเรียน ถึงแม้ว่าจะเป็นห้องเรียนซึ่งใช้วิธีสอนแบบอื่น ซึ่งได้แก่วิธีการสอนพูดหรือการสอนแบบระบบรวมมาก่อน

 

กลับ


 

029       ซื่องานวิจัย            การศึกษาการพัฒนาป่าชายเลน ภาคตะวันออก  (ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี,    ตราด)

ผู้วิจัย                     นายเกื้อกูล   ดีประสงค์  นักวิชาการศึกษา 7  ว 

                ปี พ..                    2546

……………………………………………………………………………………………………………...………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การศึกษาการพัฒนาป่าชายเลนภาคตะวันออก (ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด) มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับป่าชายเลนภาคตะวันออกทั้งในด้านกายภาพและชีวภาพ เพื่อศึกษาปัญหาในการพัฒนาป่าชายเลนภาคตะวันออก ซึ่งเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน และแนวทางการแก้ปัญหาของชุมชนในหมู่บ้านในท้องที่จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรีและ จังหวัดตราดที่มีที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ใกล้กับป่าชายเลนหรือชุมชนที่มีการประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง จังหวัดละ 5 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 5 คน โดยการสุ่มแบบง่าย (Simple  Random Sampling) รวมจำนวนประชาการตัวอย่างทั้งสิ้น 100 คน การเก็บข้อมูลใช้วิธีการตอบแบบสอบถาม ที่สร้างขึ้นและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติร้อยละและการแจกแจงความถี่

                ผลการศึกษา

1. เกี่ยวกับปัญหาในการพัฒนาป่าชายเลนภาคตะวันออก ซึ่งเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน และแนวทางการแก้ปัญหาของชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า

    1.1  ประสบปัญหาปริมาณของป่าชายเลนในภาคตะวันออกมีจำนวนลดน้อยลง โดยมีสาเหตุจากการบุกรุกที่ดินป่าชายเลนเพื่อการประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์น้ำ การสร่งที่ยู่อาศัย และการตัดไม้ในป่าชายเลนเพื่อการอุปโภคและจำหน่ายสร้างรายได้

       1.2  ประสบปัญหาเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำ ทรัพยากรป่าชายเลน

       1.3  ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบนิเวศวิทยาทางทะเล

        1.4  มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในชุมชน และมีผลกระทบต่อความสุขในครัวเรือนของประชาชนและชุมชน

        1.5 ในการดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนอย่างยั่งยืน ขาดการประสานงานและความร่วมมือในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

        1.6 กระบวนการสร้างอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนอย่างยั่งยืน  ขาดการประสานงานและความร่วมมือในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

            2. ด้านความต้องการของประชาชนและชุมชนในการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนอย่างยั่งยืน  พบว่า

        2.1  ประชาชนและชุมชนหลายแห่งในจังหวัดระยอง  จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราดมีความกระตือรืนร้นในการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนอย่างยั่งยืน  มีการรวมตัวจัดเป็นประชาคมหมู่บ้าน  มีการกำหรดกติกาและมาตรการในการใช้ทรัพยากรป่าชายเลนของชุมชนร่วมกัน

        2.2 ประชาชนมีความต้องการให้รัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนโดยการส่งเสริมการปลูกสวนป่าชายเลนให้มากขึ้น  พร้อมทั้ง มีความต้องการได้รับการสนับสนุนการบำรุงป่าชายเลนผสมการพัฒนาสัตว์น้ำ  เพื่อที่ประชาชนในชุมชนจะได้ใช้ประโยชน์จากป้าชายเลน  เช่น การจับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคและจำหน่าย  เป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในชุมชนและลดปัญหาการบุกรุกทำลายป่าชายเลนเพื่อการประกอบอาชีพอีกทางหนึ่งด้วย

          2.3 ประชาชนต้องการให้มีการกำหนดอาณาเขตพื้นที่ป่าชายเลนให้ชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหาการรุกล้ำที่ดิน

         2.4  ประชาชนต้องกาให้ทางราชการเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับบุคคลที่กระทำความผิดเกี่ยวกับป่าชายเลน  เช่น  การบุกรุกที่ดินป่าชายเลนเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้มีอิทธิพล  การทำประมงชายฝั่งที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด  เช่นการจับสัตว์น้ำในเขตหวงห้าม  หรือในฤดูวางไข่  การใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ผิดกฎหมาย เช่น  การใช้อวนตาถี่เหล่านี้เป็นต้น

          2.5 ประชาชนมีความต้องการที่จะเข้าร่วมการประชุมสัมมนา  ศึกษาดูงานด้านการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนในสถานที่ต่าง ๆ เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสลการณ์ตรงระหว่างบุคคลในชุมชน และจะได้นำเอาความรู้และประสลการณ์ตรงที่ได้รับพัฒนาการดำเนินงานของชุมชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

กลับ


    

030       ซื่องานวิจัย            การประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพัทลุง    

ผู้วิจัย                     นายประทีป  แสงเปี่ยมสุข    ศึกษานิเทศก์  9 

                ปี พ..                    2546  -  2547

……………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเตรียมความพร้อมและการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนในสังกัด  ศึกษากระบวนการใช้หลักสูตรในด้านการบริหาร  และการจัดการเรียนการสอน  ศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้หลักสูตรสถานศึกษา  และเพื่อรวบรวมปัญหาอุปสรรค  และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

                กลุ่มตัวอย่างประชากร  ได้แก่ผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพัทลุงจำนวน  30  คน  ครูผู้สอน  จำนวน  270  คน  คัดเลือกโดยวิธีสุ่มอย่างงาย   (Simple  Random  Sampling)  และการสุ่มแบบเจาะจง  (Purposive  Sampling)

                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  แบบสอบถามผู้บริหารโรงเรียนและแบบสอบถามครูผู้สอนผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลด้วยตนเอง  ระหว่างวันที่  พฤศจิกายน  2546   15  ธันวาคม  2546

สรุปผลการวิจัย

ก.       ข้อมูลทั่วไปและข้อมูลด้านปัจจัย

1.  โรงเรียนกลุ่มตัวอย่าง  ส่วนใหญ่  ร้อยละ  70.00  เปิดสอนระดับประถมศึกษามีจำนวนนักเรียนระหว่าง  121  -  500  คน  โรงเรียนใช้วิธีประชาสัมพันธ์การใช้หลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้วิธีการประชุมชี้แจง

2.  โรงเรียนใช้วิธีพัฒนาความรู้  ความเข้าใจ  เรื่องหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแก่ครูผู้สอนโดยวิธีจัดอบรมเป็นกลุ่มโรงเรียน รองลงมาคือ  ผู้บริหารพัฒนาครูผู้สอนด้วยตนเองชุมชนเห็นความสำคัญของการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา  และมีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตรในระดับปานกลาง

ข.      ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียน

1.       ด้านกระบวนการ

ความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนด้านกระบวนการข้อกระทงส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก  ยกเว้นข้อกระทงที่ว่า  การตรวจและปรับปรุงหลักสูตรความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรของบุคลากรในสถานศึกษา  เรื่อง  การกำหนดเกณฑ์วิธีการวัดและประเมินผล  กรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอนเรื่องใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้  และด้านการนิเทศ  เรื่อง การเยี่ยมชั้นเรียน  การสรุปผลการนิเทศ  และการนำผลการนิเทศพัฒนาการเรียนรู้เท่านั้นที่อยู่ในระดับปานกลาง

2.       ด้านผลผลิต

                                ผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียนด้านการใช้หลักสูตรส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลางยกเว้นข้อกระทงที่ว่าครูผู้สอนทำวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียนที่เหมาะสมกับผู้เรียนเท่านั้นที่อยู่ในระดับน้อยส่วนความพึงพอใจต่อการใช้หลักสูตรของผู้บริหารโรงเรียนทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมากยกเว้นข้อกระทงที่ว่าการจัดสอนซ่อมเสริมและครูผู้สอนใช้สื่อประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนเท่านั้นที่อยู่ในระดับปานกลาง

3.       ด้านปัญหา  อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการใช้หลักสูตรสถานศึกษา

                                ความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนด้านสภาพปัญหาแต่ละด้านข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุด  คือครูไม่เข้าใจและเห็นความสำคัญของวิสัยทัศน์  โครงสร้างหลักสูตรบางสาระมีน้อยเกินไป  ครูไม่เข้าใจแนวทางการจัดหลักสูตร  ครูไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรมการสอนยังยึดติดรูปแบบเก่า ๆ การนิเทศมีน้อยส่วนข้อเสนอแนะ ข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุด  คือควรประชาสัมพันธ์ให้เห็นความสำคัญของวิสัยทัศน์ ควรจัดอบรมเรื่องหลักสูตร  และควรมีการนิเทศติดตามผลการช่วยเหลือ  และพัฒนากระบวนการนิเทศให้ชัดเจน

ค.       ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของครูผู้สอน

1.       ด้านกระบวนการ

                                ความคิดเห็นของครูผู้สอนด้านกระบวนการข้อกระทงส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากข้อกระทงที่อยู่ในระดับปานกลางได้แก่ การจัดสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมการกำหนดสาระของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การออกแบบหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ  การผลิตและการใช้สื่อการเรียนการสอนการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น/แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นมาจัดการเรียนการสอนการกำหนดเกณฑ์การวัดและประเมินผล  การวัดและการประเมินผลตามสภาพจริงการดำเนินการให้บิดามารดาผู้ปกครอง  มีส่วนร่วมในการประเมิน  ส่วนข้อกระทงที่อยู่ในระดับน้อย  ได้แก่  การใช้กระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้

2.       ด้านผลผลิต

                                พฤติกรรมผู้เรียน  อยู่ในระดับมาก  ข้อกระทง  ระดับปานกลาง  ข้อกระทงด้านความพึงพอใจต่อการใช้หลักสูตร  การจัดทำกิจกรรมการเรียน  การสอน  การใช้สื่อสารการเรียน  การสอน  การวัดและประเมินผล  และด้านการบริหารจัดการข้อกระทงส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากยกเว้นข้อกระทงที่ว่า  การมีส่วนร่วมในการจัดทำธรรมนูญโรงเรียนระยะเวลาที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน  คุณภาพสื่อความทันสมัยของสื่อและความหลากหลายของสื่อการกำหนดเกณฑ์ในการประเมินผล  การสอนซ่อมเสริมการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน  และการจัดเวลาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูผู้สอนเท่านั้นที่อยู่ในระดับปานกลาง

3.       ด้านปัญหา  และข้อเสนอแนะในการใช้หลักสูตรสถานศึกษา

                                ความคิดเห็นของครูผู้สอนด้านสภาพปัญหา  แต่ละด้านข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุด  คือ  ครูไม่เข้าใจกระบวนการจัดทำหลักสูตร  ครูไม่มีความชัดเจนในการวิเคราะห์หลักสูตรและเขียนแผนให้ครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรู้  ขาดงบประมาณในการจัดทำสื่อที่มีคุณภาพครูไม่มีความชัดเจนเรื่องการวัดและประเมินผล  ขาดความร่วมมือของบุคลากรภายในโรงเรียนนักเรียนบางคนมีปัญหาแตกต่างกันจึงยากแก่การช่วยเหลือ  ส่วนข้อเสนอแนะข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุดคือ  จัดอบรมครูเรื่องการจัดทำหลักสูตรการเขียนแผนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ  ควรจัดงบประมาณในการจัดทำสื่อ/แหล่งเรียนรู้ในการจัดการเรียนการสอนการวัดและประเมินผล  การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและควรมีครูที่มีความรู้เกี่ยวกับการแนะแนวทุกโรงเรียน

 

กลับ


 

031       ซื่องานวิจัย            การพัฒนารูปแบบการประเมินประสิทธิผลองค์การ  บริหารส่วนตำบลด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน

ผู้วิจัย                     ดร. พิสณุ    ฟองศรี 

                ปี พ..                    2544

………………………………………………………………………………………………………………...………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการประเมินประสิทธิผลองค์การบริหารส่วนตำบลด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน  รวมทั้ง  ทดสอบคุณภาพตลอดจนความสอดคล้องระหว่างโครงสร้างเชิงเส้นของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์  กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลมี  กลุ่มจำนวนทั้งสิ้น  941  คน  เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม  วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการคำนวณหาค่าสถิติพื้นฐานโดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม  SPSS  for  Windows  และวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นโดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม  LISREL  ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

                1.  รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย  ตัวแปรประสิทธิผลองค์การบริหารส่วนตำบลด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน  ตัวแปร  คือ  ตัวแปรการบรรลุจุดมุ่งหมาย  ประสิทธิภาพ  การปรับตัว  และความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้อง  ตัวแปรเชิงสาเหตุ  ตัวแปร  คือ  ตัวแปรนโยบายหน่วยเหนือ  บริบทชุมชน  นโยบายองค์การบริหารส่วนตำบล  ภาวะผู้นำองค์การบริหารส่วนตำบล  การบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบล  วัฒนธรรมองค์การบริหารส่วนตำบล  คุณลักษณะบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบล  และการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล

                2.  ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่ารูปแบบทีพัฒนาขึ้นมีประโยชน์ทางวิชาการ  และการนำไปใช้ทางปฏิบัติในระดับมาก  

                3. รูปแบบทีพัฒนาขึ้นสามารถประเมินประสิทธิผลองค์การบริหารส่วนตำบลด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนได้  และโครงสร้างเชิงเส้นของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์  โดยมีค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน  = 1.00  ค่าดัชนีวัดความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว  =  0.98  ตามลำดับ

                4.  ตัวแปรเชิงสาเหตุที่อิทธิพลต่อประสิทธิผลองค์การบริหารส่วนตำบลด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน  เรียงตามลำดับความสำคัญ  ดังนี้  นโยบายองค์การบริหารส่วนตำบล  การบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลนโยบายหน่วยเหนือ  ภาวะผู้นำองค์การบริหารส่วนตำบล  วัฒนธรรมองค์การบริหารส่วนตำบล คุณลักษณะของบุคลากร  บริบทชุชน  และการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล

 

กลับ


 

032       ซื่องานวิจัย            แนวทางการประยุกต์มาตรฐาน  ISO  9000  ไปใช้กับกิจกรรมทางการศึกษา

ผู้วิจัย                     ผู้ช่วยศาสตราจารย์  ดร.  กฤษดา     กรุดทอง 

                ปี พ..                    2542

………………………………………………………………………………………………………………...………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

แนวทางการประยุกต์มาตรฐาน  ISO  9000  ไปใช้กับกิจกรรมทางการศึกษา

                สภาพปัญหา

                ปัจจุบันองค์กรธุรกิจได้นำเอาระบบการบริหารงานคุณภาพไปใช้ในการสร้างสรรผลิตภัณฑ์และบริการให้มีคุณภาพอย่างได้ผลดีมาแล้ว  องค์กรทางการศึกษาได้พยายามผลักดันให้สถาบันการศึกษาจัดทำระบบคุณภาพขึ้น  และสถาบันการศึกษาหลายแห่งได้มีความพยายามและการริเริ่มให้มีการประกันคุณภาพ

ทางการศึกษาในขึ้นในสถาบัน  โดยเฉพาะเมื่อพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกำหนดให้สถาบันการศึกษาต้องมีการประกันคุณภาพในทุกสถาบันการศึกษาขึ้นภายในปี  พ..  2545

             ระบบบริหารงานคุณภาพ  ISO  9000  เป็นมาตรฐานของกิจกรรมคุณภาพที่องค์กรจะต้องพัฒนาขึ้นมาในระบบงานขององค์กร  เพื่อเสนิขอให้รับรองมาตรฐาน  ISO  9000  มาตรฐานของ  ISO  9000  เขียนขึ้นไว้เป็นข้อกำหนดทั่วไปที่องค์กรสามารถดัดแปลงใช้ตามลักษณะของธรกิจ  การนำมาตรฐาน  ISO  9000  ที่มีอยู่ไปไปใช้ในสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องมีการประยุกต์ให้สอดคล้องกับสภาพและภารกิจของงานการจัดการศึกษา  ที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันยังมีการตีความมาตรฐานไม่ตรงกันนัก  จึงควรได้มีการจัดทำแนวทางในการประยุกต์ข้อกำหนดของมาตรฐานไปเป็นกิจกรรมทางการศึกษาขึ้น  เพื่อให้สถาบันการศึกษาได้ใช้เป็นคู่มือในการพัฒนาระบบคุณภาพในสถานศึกษาให้ง่ายสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์

                การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อจัดทำแนวทางการอธิบายมาตรฐานของ  ISO  9000  ตามภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฏ  โดยกำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะไว้  ประการ  คือ

    ( เพื่อวิเคราะห์กรอบข้อกำหนดในมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ  ISO  9000

    ( เพื่อวิเคราะห์กรอบภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฏ

                    ( เพื่อวิเคราะห์วิธีการประยุกต์ข้อกำหนดในมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ  ISO  9000  ไปใช้ให้สอดคล้องกับภารกิจการจัดการศึกษาขอวงสถาบันราชภัฏ

วิธีดำเนินการ

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์เอกสาร  (Document  Analysis)

                แหล่งข้อมูลเอกสาร  ได้แก่  เอกสารมาตรฐานของระบบบริหารงานคุณภาพ  ISO  9000:200  ฉบับร่างสุดท้าย  และเอกสารคู่มือแนะนำการประยุกต์มาตรฐาน  ISO  900  ในทางการศึกษาและการจัดฝึกอบรมของ  British  Standard  Institute  และแหล่งข้อมูลบุคคล  ได้แก่  ผู้เชี่ยวชาญ  จำนวน  กลุ่ม  คือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฎ  ด้านมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ  ISO  9000  และ  ด้านมาตรฐาน  ISO  9000  ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา  จำนวน  15  ท่าน

                เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถาม  จำนวน  ฉบับ  ได้แก่  (1)  แบบสอบถามความเหมาะสมของกรอบกำหนดตามมาตรฐาน  ISO  9000  (2)  แบบสอบถามความเหมาะสมของกรอบภารกิจสถาบันราชภัฎ  แบบสอบถามใช้สอบถามความเหมาะสมของการตีความมาตรฐาน  เป็นชนิดมาตราส่วนประมาณค่า  แบบ  ระดับ

                การเก็บรวบรวมข้อมูลจำแนกออกเป็น  วิธี  คือ  การใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์  ใน  การใช้แบบสอบถาม  แบ่งเป็น  รอบ  รอบแรกเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลฉบับที่  และฉบับที่  ส่วนรอบหลังเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลฉบับที่  และได้ตรวจสอบผลโดยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามกลุ่มประกอบแบบสอบถามด้วย 

                การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบสอบถามฉบับที่  และ  และวิเคราะห์ความสอดคล้องเชิงเนื้อหาจากแบบสอบถามฉบับที่  และตรวจสอบความเชื่อมั่นและเที่ยงตรงกับความคิด

เห็นจากผู้เชี่ยวชาญทั้งจากแบบสอบถามและการสัมภาษณ์  นำผลจากแบบสอบถามฉบับที่  มาเขียนแนวทางการประยุกต์ใช้ข้อกำหนดของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพทางการศึกษา

       ผลการวิจัย

                ในการวิจัยนี้ได้เสนอผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย  ดังนี้  (1)  ผลการวิเคราะห์กรอบข้อกำหนดในมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ  ISO  9000  (2)  ผลการวิเคราะห์กรอบภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฎ  (3)  ผลการวิเคราะห์การประยุกต์ข้อกำหนดตามมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ  ISO  9000  ไปใช้ให้สอดคล้องกับภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฏ  และ  (4)  ผลการเขียนแนวทางการประยุกต์ใช้มาตรฐาน  ISO  9000  ตามภารกิจการจัดการศึกษา

                (1)  ในมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ  ISO  9000  ทั้ง  ข้อ  มีข้อกำหนดทั้งสิ้นจำนวน  131  ข้อ  จำแนกออกเป็น  ข้อกำหนดตามมาตรฐานข้อ  จำนวน  19  ข้อ  ตามมาตรฐานข้อ  จำนวน  ข้อ  มาตรฐานข้อ  จำนวน  70  ข้อและมาตรฐานข้อ  จำนวน  31  ข้อ  ตามลำดับ

                (2)  ในภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฎ  มีกิจกรรมทั้งหมด  จำนวน  39  กิจกรรม  จำแนกเป็นกิจกรรมหลัก  22  กิจกรรม  กิจกรรมย่อย  12  กิจกรรม  และกิจกรรมสนับสนุน  กิจกรรม

                (3)  ในการจัดกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฎจัดลงในข้อกำหนดของมาตรฐาน  ISO  9000  ตามประเด็จที่สอดคล้องกัน  จัดได้ดังนี้  (ความรับผิดชอบด้านการบริหาร)

                มาตรฐานของระบบบริหารงานคุณภาพ  ข้อ  ความรับผิดชอบด้านการบริหารสอดคล้องกับภารกิจการจัดการศึกษาด้านกระบวนการสนับสนุนเป็นหลัก

                มาตรฐานของระบบบริหารงานคุณภาพ  ข้อ  การบริหารทรัพยากรสอดคล้องกับงานกิจการจัดการศึกษาด้านกระบวนการย่อยเป็นหลัก

                มาตรฐานของระบบการบริหารงานคุณภาพ  ข้อ  การผลิต/การให้บริการ  และ  ข้อ  การวัด  การวิเคราะห์และการปรับปรุงสอดคล้องกับภารกิจการจัดการศึกษาด้านกระบวนการหลัก

                (4) ในการประยุกต์มาตรฐาน  ISO  9000  มาใช้กับกิจกรรมทางการศึกษา  ได้เสนอคำอธิบายของมาตรฐานของระบบบริหารงานคุณภาพตามภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฏ  จำนวน  ข้อ  ได้แก่  ข้อ  5  ,  6  ,  7  และ  8

 

กลับ


 

033       ซื่องานวิจัย            โครงงานภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณลักษณะของผู้เรียน

ผู้วิจัย                     นางสาวสุริยา     จันทร์เนียม 

                ปี พ..                    2541

………………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการพัฒนาศักยภาพด้านการใช้ภาษาอังกฤษและคุณลักษณะของผู้เรียนด้วยโครงงานภาษาอังกฤษ

                กลุ่มตัวอย่าง  คือ  นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  (แผนภาษาไทย  สังคมศึกษา  ภาษาอังกฤษที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษโครงงาน  ปีการศึกษา  2541  ของโรงเรียนคุรุประชาสรรค์  อำเภอสรรคบุรี  จังหวัดชัยนาท  จำนวน  30  คน  ผู้วิจัยได้นำโครงงานภาษาอังกฤษจัดการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาอังกฤษโครงงานกับกลุ่มตัวอย่างกลุ่มดังกล่าวโดยกลุ่มตัวอย่างทำโครงงาน  โครงงาน  แล้วนำผลที่ได้มาสรุปเป็นการพัฒนาด้านศักยภาพ  และด้านคุณลักษณะ

                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยเครื่องมือ  ชนิด  คือ  แผนการสอน แบบประเมินศักยภาพในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อวางแผน  ปฏิบัติงาน  และประเมินผลตามโครงงาน  และแบบประเมินคุณลักษณะด้านความรับผิดชอบในการทำงาน  ความร่วมมือในการทำงาน  และความเชื่อมั่นและกล้าแสดงออก  สถิติที่ใช้การวิจัยครั้งนี้คือ  ค่าเฉลี่ย

                ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างปฏิบัติงานตามโครงงานภาษาอังกฤษ  โดยมีศักยภาพทางด้านการใช้ภาษาในการวางแผน  การปฏิบัติงานตามแผน  การประเมินผลงานสูงขึ้น  และพัฒนาคุณลักษณะของตนเองด้านความร่วมมือในการทำงาน  ความรับผิดชอบในการทำงาน  ความเชื่อมั่นและกล้าแสดงออกอยู่ในระดับสูง

กลับ


 

 

034       ซื่องานวิจัย            การพัฒนาคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่อง  ทักษะการเรียนสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา

ผู้วิจัย                     รองศาสตราจารย์   ดร.ทวีศักดิ์     จินดานุรักษ์      

                ปี  พ..                   2543

………………………………………………………………………………………………………………...………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  (1)  พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่องทักษะการเรียนสำหรับนักเรียนประถมศึกษา  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  (2)  เปรียบเทียบทักษะการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนของนักเรียน  และ  (3)  ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่องทักษะการเรียน

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  จำนวน  27  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  (1)  บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่องทักษะการสอบ  (2)  แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน  และ  (3)  แบบสอบถามความคอดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่องทักษะการเรียน  การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่องทักษะการเรียนที่พัฒนาขึ้น  ไปทดสอบประสิทธิภาพ  ด้วยการทดสอบแบบเดี่ยว  ทดสอบแบบกลุ่ม  และทดสอบภาคสนาม  การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาประสิทธิภาพ  ใช้สูตร  E¹/E²  ใช้ค่าสถิติ  เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน  และใช้ค่ามัชฌิมเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่องทักษะการเรียน

                ผลการวิจัยพบว่า  (1)  บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่องทักษะการเรียนทั้ง  ทักษะมีประสิทธิภาพเรียงตามลำดับดังนี้  79.10/81.48  80.55/84.44  81.55/81.10  83.88/84.80  และ  72.27/80.60  (2)  ทักษะการเรียนหลังเรียนของนักเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  และ  (3)  ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่องทักษะการเรียน  ในส่วนของปัจจัยนำเข้า  ผลลัพธ์  และผลกระทบ  อยู่มนระดับ  “มาก”  ส่วนกระบวนการอยู่ในระดับ  “มากที่สุด”

 

กลับ


 

035       ซื่องานวิจัย            กลยุทธ์การจูงใจให้บุคลากรทางการศึกษาใช้การวิจัยในการพัฒนาการเรียนการสอน

ผู้วิจัย                     นางสาวศศิกาญจน์      รัตนศรี   และคณะ 

                ปี พ..                    2543

 ………………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการศึกษา  และองค์ความรู้ในศาสตร์สาขาต่าง ๆ  เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเนื้อหา  สาระกระบวนการเรียนการสอนและต่อกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้  จึงได้ดำเนินการวิจัยโดยมีวัตถุประสงค์  เพื่อการศึกษากลยุทธ์การจูงใจให้บุคลากรทางการศึกษาใช้การวิจัยในการพัฒนาการเรียนการสอนในแต่ละขั้นตอน  ตามที่คณะผู้วิจัยกำหนด  กลุ่มตัวอย่าง  คือ  บุคลากรทางการศึกษา  สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอควนเนียง  ปีการศึกษา  2544  คือ  ผู้บริหารสถานศึกษา  คน  ครูผู้สอน  26  คน  รวมทั้งสิ้น  30  คน  ได้มาจากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  คือ  แบบสังเกตพฤติกรรมและแบบสอบถาม  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละมัชฌิมเลขคณิต  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  วิเคราะห์เนื้อหาและการบรรยาย  ผลการวิจัยสรุปได้  ดังนี้

                1.  กลยุทธ์การจูงใจให้บุคลากรทางการศึกษาใช้การวิจัยในการพัฒนาการเรียน  จากการสอบถามความคิดเห็นของบุคลากรพบว่ากลยุทธ์การจูงใจที่ส่งผลให้ลุคลากรทำงานวิจัยได้สำเร็จ  จัดลำดับที่จากมากไปหาน้อยได้  ดังนี้   

                           1.  การให้คำปรึกษา

2.  การปรึกษาหารือ

                            3.  การพาไปศึกษานอกสถานที่

                            4.  การให้ปฏิบัติจริง

                            5.  การประชุมร่วมกัน

                            6.  การให้ความรู้เสริม

                            7.  การมีส่วนร่วมในการวางแผน

                            8.  การประชุมกลุ่มย่อย

                            9.  การปฏิบัติแบบจับคู่

                            10.  การศึกษาด้วยตนเอง

                            11.  การปฏิบัติแบบร่วมมือ

                            12.  การประเมินผลตนเอง

                            13.  การจัดแสดงผลงาน

                            14.  การประกาศความสามารถ

                            15.  การรับรางวัลแห่งความสำเร็จ

                2.  ความเหมาะสมของการใช้กลยุทธ์ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการพัฒนาบุคลากร  พบว่ากลยุทธ์ทั้ง  15  กลยุทธ์ที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการมีความเหมาะสมในระดับมากทุกกลยุทธ์

 

กลับ


 

036       ซื่องานวิจัย            การศึกษาสภาพการดำเนินงานการวิจัยเกี่ยวกับทุนอุดหนุนวิจัยของคณะอนุกรรมการวิจัยการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  เขตการศึกษา  6

ผู้วิจัย                       

                ปี พ..                    2544

………………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงานให้ทุนอุดหนุนการวิจัยและสภาพการดำเนินการวิจัยของผู้ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยของคณะอนุกรรมการวิจัยการศึกษา  การศาสนาและการวัฒนธรรม  เขตการศึกษา  ปีงบประมาร  2539  -  2542  และเพื่อเสนอแนะแนวทางในการดำเนินงานเกี่ยวกับทุนอุดหนุนการวิจัยเพื่อให้เกิดประสิทธิยิ่งขึ้น  ประชากรที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย  ผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  เขตการศึกษา  ระหว่างปีงบประมาณ  2539  -  2542  จำนวน  22  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบตรวจสอบรายการและปลายเปิดการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีแจกแจงความถี่  ค่าร้อยละและวิเคราะห์เนื้อหา

                ผลการวิจัย  สรุปได้ดังนี้

                1.  สภาพการดำเนินงานวิจัย

                                1.1  ด้านปัจจัยสนับสนุนงานวิจัย  แหล่งเงินทุนส่วนใหญ่มาจากกรมวิชาการ  ปัจจัยสนับสนุนในการทำวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  มีความสนใจในงานวิจัยและคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากงานวิจัย  ปัจจัยที่เป็นปัญหาในการทำวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยช่วงเวลาการรับสมัครเงินทุนอุดหนุนวิจัยเกินไป

                                1.2  ด้านการวางแผนงานวิจัยแนวทางในการกำหนดหัวข้อวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยเกิดจากผู้วิจัยเสนอหัวข้อที่สนใจ  ความสำคัญของการดำเนินการวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยเกิดจากประโยชน์ต่อการปรับปรุงการเรียนการสอนและกิจกรรมการเรียนรู้   ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการวางแผนการวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  ประโยชน์จากผลงานวิจัยและศักยภาพของผู้วิจัย

                                1.3  ด้านการดำเนินงานการวิจัย  ลักษณะของคณะผู้วิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยจะดำเนินการวิจัยเพียงคนเดียว  ระเบียบวิธีที่ใช้ในการวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยจะใช้การวิจัยเชิงทดลอง  วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเองโดยใช้เครื่องคิดคำนวณ  ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนหนุนวิจัยเกิดจากการทำวิจัยไม่ทันกับเวลาที่ได้วางแผนไว้

                                1.4  ด้านการนำผลวิจัยไปใช้  ข้อมูลจากผลการวิจัยที่ได้นำไปใช้โดยผู้วิจัยและผู้อื่นคือ  นำไปใช้ในด้านข้อค้นพบ  สรุปผลของงานวิจัย  ขอบข่ายงานที่นำผลการวิจัยไปใช้ของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุน  คือ  ด้านการปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอน  การนำผลการวิจัยไปใช้ของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  นำผลการวิจัยไปใช้เพียงบางส่วน

                                1.5  ด้านความพึงพอใจในผลงานวิจัย  เหตุผลที่ทำให้พึงพอใจในผลงานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  การเพิ่มพูนประสบการณ์การวิจัยและการใช้ผลงานวิจัยให้เกิดประโยชน์เหตุผลที่ทำให้ไม่พึงพอใจในผลงานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  ข้อจำกัดด้านเวลาและไม่สามารถทำได้ตามที่ตั้งใจไว้

                                1.6  ด้านการเผยแพร่งานวิจัย  ลักษณะของการเผยแพร่งานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  เผยแพร่โดยการรายงานผลการวิจัยไปยังต้นสังกัด  ปัญหาในการเผยแพร่งานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  งบประมาณไม่เพียงพอ

                2.  แนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานวิจัย

                                2.1  ด้านปัจจัยสนับสนุนงานวิจัย

                                -  แนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานวิจัยด้านปัจจัยสนับสนุนงานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  ควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมกับโครงการวิจัยจัดทีมที่ปรึกษาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้วิจัยตลอดระยะเวลาดำเนินการวิจัย  สำนักพัฒนาการศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  เขตการศึกษา  ควรจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเป็นประโยชน์ในการค้นคว้าอ้างอิง  ควรเพิ่มระยะเวลาในการเขียนโครงการเพื่อขอรับทุนให้มากขึ้น  ควรสนับสนุนให้มีแหล่งค้นคว้าอ้างอิงเพิ่มขึ้น  สำนักพัฒนาการศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  เขตการศึกษา  ควรจัดบริการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์และ  สำนักพัฒนาการศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  เขตการศึกษา  ควรมีแหล่งบริการ  การจัดพิมพ์และการจัดทำรูปเล่มที่เป็นมาตรฐานงานวิจัย

                                2.2  ด้านการวางแผนงานวิจัย

                                -  แนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานวิจัยด้านการวางแผนงานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  ควรเร่งรัดการอนุมัติโครงการให้เร็วกว่าที่เป็นอยู่เพื่อให้แผนการวิจัยที่วางไว้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและควรกำหนดกรอบ  ระเบียบ  ข้อกำหนดหรือข้อจำกัดต่าง ๆ  ให้ทราบล่วงหน้าเพื่อให้ผู้วิจัยวางแผนได้สอดคล้อง

                                2.3  ด้านการดำเนินงานการวิจัย

                                -  แนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานวิจัยด้านการดำเนินงานการวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  ควรประกาศให้ทุนสนับสนุนการวิจัยอย่างแพร่หลายทั่วถึง  ควรดำเนินการเบิกจ่ายเงินทุนให้คล่องตัวมากขึ้น  ควรขยายจำนวนทุนให้มากกว่านี้  ควรให้อิสระในการทำวิจัยในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น  ควรจัดประชุมชี้แจงการเบิกจ่ายงบประมาณให้ถูกต้องและควรเบิกจ่ายเงินทุนเพียงงวดเดียว

                                2.4  ด้านการเผยแพร่ผลงานวิจัย

                                -  แนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานวิจัยด้านด้านการเผยแพร่ผลงานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  สำนักพัฒนาการศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  เขตการศึกษา  ควรเผยแพร่ผลงานในหลายรูปแบบ  เช่น  วารสาร  บทความ  ฯลฯ  ควรให้การส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิจัยระหว่างหน่วยงานให้มากขึ้น  เจ้าของทุนอุดหนุนวิจัยควรสนับสนุนทุนในการเผยแพร่งานวิจัยให้ผู้รับทุนด้วย  ควรจัดเวทีให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และผลงานวิจัยและควรประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องตระหนักในคุณประโยชน์ของวานวิจัย

 

กลับ


 

037       ซื่องานวิจัย            การพัฒนาตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดกรมสามัญศึกษา  อำเภอคีรีมาศ  จังหวัดสุโขทัย

ผู้วิจัย                      นายสุทัน    มณีวัลย์   และคณะ

                ปี พ..                    2542

 ……………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการพัฒนาตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา  อำเภอคีรีมาศ  จังหวัดสุโขทัย  ในทักษะการเรียนรู้  ทักษะการคิด  และทักษะการสื่อสาร

                ประชากร  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา  จังหวัดสุโขทัย  จำนวน  4,772  คน

                กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ปีการศึกษา  2543  ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดกรมสามัญศึกษา  จังหวัดสุโขทัย  ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง  (Purposive  Sampling)  จำนวน  193  คน

                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่  แบบทดสอบเรื่อง  การพัฒนาตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดกรมสามัญศึกษา  อำเภอคีรีมาศ  จังหวัดสุโขทัย  จำนวน  ฉบับ  จำนวน  21  ข้อ  โดยได้ใช้แบบวัดศักยภาพของเด็กไทยระดับมัธยมศึกษา  ของกรมวิชาการ  กระทรวงศึกษาธิการ  ในด้านทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ในอนาคต  ข้อ  1  - ข้อ  21

                การวิเคราะห์ข้อมูล  ใช้การทางสถิติด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป  SPSS/PC  เพื่อหาค่าสถิติร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  (X)  และ  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (S.D.)  การทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวแปร  กลุ่ม  ใช้การทดสอบที  (T-test)  และการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวแปรมากกว่า  กลุ่ม  ใช้การทดสอบเอฟ  (F – test)

                ผลการวิจัยพบว่า  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา  อำเภอคีรีมาศ  จังหวัดสุโขทัย  มีการพัฒนาตนเองอยู่ในระดับมาก  (X  =  3.08  S.D.  =  0.29)  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า  นักเรียนมีการพัฒนาตนเองสูงสุด  คือด้านทักษะการเรียนรู้  รองลงมา  คือด้านทักษะการคิด  และด้านทักษะการสื่อสาร

                ผลการเปรียบเทียบการพัฒนาตนเองของนักเรียนตามตัวแปร  เพศ  พบว่า  นักเรียนชายและนักเรียนหญิงมีการพัฒนาตนเอง  ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  ทุกด้านเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ  พบว่า  นักเรียนหญิงมีการพัฒนาตนเองมากกว่านักเรียนชายในข้อ  นักเรียนสามารถแก้ไขปัญหาทั้งส่วนตนเองและส่วนรวมได้  และในข้อ  15  นักเรียนสามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์ข่าวตามสถานการณ์หรือข้อความที่กำหนดให้                                                                    

 

กลับ


 

038       ซื่องานวิจัย            การปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศึกษาราช  2521  (ฉบับปรับปรุง  พ..  2521)  ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  ในเขตการศึกษา  4

ผู้วิจัย                     คุณสมพร    ฉั่วสกุล

                ปี พ..                    2542

………………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การศึกษาวิจัยครั้งนี้  มุ่งศึกษาระดับ  เปรียบเทียบ  และประมวลข้อเสนอในการปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  2521  (ฉบับปรุง  พ..  2533)  ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  ในเขตการศึกษา  4

                ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย  ได้แก่  ผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  ในเขตการศึกษา  จำนวน  143  คน  แต่ตอบแบบสอบถามสมบูรณ์ส่งกลับคืน  จำนวน  127  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  ได้แก่  แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่าห้าระดับ  จำนวนคำถาม  50  ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย    ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานและใช้ค่าที  (T – test)  ในการทดสอบสมมติฐาน

                ผลการศึกษาวิจัย  พบว่า

                                1.  การปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  2521  (ฉบับปรับปรุง  พ..  2533)  ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  ในเขตการศึกษา  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป้ฯรายองค์ประกอบ  พบว่า  การจัดครูเข้าสอนตามหลักสูตร  การบริหารและบริการวัสดุหลักสูตร  การบริการหลักสูตรภายในโรงเรียน  การจัดทำแผนการสอน  การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  การวัดผลและประเมินผลการเรียน  และการบำรุงขวัญเพื่อให้กำลังใจแก่ครูอยู่ในระดับมาก  ส่วนองค์ประกอบด้านอื่น ๆ อยู่ในระดับปานกลาง

                                2.  ผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  ในเขตการศึกษา  ที่มีคุณวุฒิทางการศึกษาต่างกัน  การปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  2521  (ฉบับปรับปรุง  พ..  2533)  โดยภาพรวมและรายองค์ประกอบไม่แตกต่างกัน

                                3.  ผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  ในเขตการศึกษา  ที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานต่างกันการปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  2521  (ฉบับปรับปรุง  พ..  2533)  โดยภาพรวมและรายองค์ประกอบไม่แตกต่างกัน

                               

                                4.  ข้อเสนอแนะในการยกระดับการปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  2521  (ฉบับปรับปรุง  พ..  2533)  ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  ในเขตการศึกษา  จากแบบสอบถามปลายเปิด  ปรากฏดังนี้  ควรอบรมบุคลากรเกี่ยวกับการใช้หลักสูตร  ควรเพิ่มเติมความรู้เกี่ยวกับการใช้หลักสูตรในการผลิตบุคลากรทางการศึกษา  ควรจัดครูเข้าสอนให้ตรงกับวิชาเอก  หรือตามความรู้ความสามารถ  ควรจัดอบรมครูที่สอนตามรายวิชาต่าง  ๆ  ควรมีเอกสารคู่มือการบริหารแลบริการวัสดุหลักสูตร  ควรปรับปรุงแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวกับงานวัสดุให้ทันสมัยควรสนับสุนนให้ครูสามารถผลิตวัสดุหลักสูตรได้เองและนัดหาวัสดุสื่อให้ตรงกับความต้องการของครู  ควรมีการนิเทศ  ติดตามและประเมินผลการใช้สื่ออย่างสม่ำเสมอ  ควรจัดหาหนังสือให้ห้องสมุดอย่างเพียงพอและทันสมัย  ควรพัฒนาครูให้มีความรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร  ควรเชิญบุคลากรภายนอกมาร่วมพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น  ควรให้โรงเรียนเปิดสอนวิชาชีพตามความต้องการของท้องถิ่น  ควรจัดทำแผนการสอนสำเร็จรูป  ควรส่งเสริมให้ครูทุกคนทำแผนการสอน  ควรมีการอบรมครูเกี่ยวกับการจัดทำและพัฒนาแผนการสอนอย่างสม่ำเสมอ  ควรมีการนิเทศ  ติดตามการนำแผนการสอนไปใช้  ควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  ควรสนับสนุน  ส่งเสริม  ให้ครูใช้วิธีการสอนอย่างหลากหลาย  ควรเน้นกระบวนการกลุ่มในการเรียนการสอน  ควรพัฒนาบุคลากรด้านการวัดผลและประเมินผลการใช้หลักสูตรของโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ  ควรมีคณะกรรมการประเมินผลทุกระดับ  เช่น  โรงเรียน  อำเภอ  จังหวัด  ควรนำผลการนิเทศ  ติดตามมาปรับปรุงแก้ไขการใช้หลักสูตร  ควรจัดหารางวัลเกียรติบัตรมอบให้กับครูดีเด่นในแต่ละวิชา  ควรบำรุงขวัญ  กำลังใจแก่ครูอย่างเหมาะสม  ยุติธรรม  ควรส่งเสริมให้มีความก้าวหน้าทางอาชีพและวิชาการ  และควรรับฟัง  ร่วมแก้ไขปัญหาของผู้ใต้บังคับบัญชาและให้กำลังใจอย่างแท้จริง         

 

กลับ


                                               

039       ซื่องานวิจัย            การพัฒนาเครื่องมือประเมินคุณภาพนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน  ด้านความสามารถทางคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

ผู้วิจัย                     นางสาววรรณี     ตีวกุล     และคณะ

                ปี พ..                    2543

………………………………………………………………………………………………………………...………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย  ในระดับท้องถิ่น  ประจำปี  2541  จำนวน  91,900  บาท  ระยะเลาทำการวิจัย  ปี  ตั้งแต่  มีนาคม  2542  ถึง  มีนาคม  2543

                การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องมือสำหรับวัดความสามารถทางคณิตศาสตร์ที่มีคุณภาพตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน  และสร้างเกณฑ์มาตรฐานวิชาคณิตศาสตร์  ในการประเมินคุณภาพของนักศึกษาตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญ  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  2530

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนที่ลงทะเบียนเรียนวิชาหมวดคณิตศาสตร์  (บังคับในภาคเรียนที่  7/2542  และภาคเรียนที่  2/2542  ของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดในเขตการศึกษา  จำนวน  จังหวัด  จำนวน  423  คน  โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย  (Simple  Random  Sampling)

                เครื่องมือที่ใช้ในกรเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้  ได้แก่  แบบทดสอบความสามารถทางคณิตศาสตร์  ตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน  พุทธศึกราช  2530  ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาจำนวน  7 เรื่อง  ครอบคลุมความสามารถใน  ด้าน  คือ  ความสามารถด้านความรู้  ความจำ  ด้านการคิดคำนวณ  ความเข้าใจ  ด้านการนำไปใช้  และด้านการวิเคราะห์  โดยมีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล  ดังนี้  การทดสอบครั้งที่  กับกลุ่มตัวอย่างเพื่อหาคุณภาพของแบบทดสอบ  ส่วนครั้งที่  และ  ที่  เป็น  การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเพื่อกำหนดคะแนนจุดตัด

                ผลการวิจัยพบว่า

                1.  การพัฒนาเครื่องมือวัความสามารถทางคณิตศาสตร์  ตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญ  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  2530  ได้เครื่องมือที่มีคุณภาพ  ดังนี้

                                1.1  ค่าความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ  หาความเที่ยงตรงตามเนื้อหาให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ  โดยวิธีการของ  โรวิเนลลี่และแฮมเบิลตัน  (Rovenalli  and  Hambleton)  ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญทางเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ว่าข้อสอบแต่ละข้อวัดตรงตามเนื้อหาวิชาและความสามารถทางคณิตศาสตร์ที่ต้องการ  แสดงว่าแบบทดสอบมีความเที่ยงตรงตามเนื้อหา

                                1.2  คุณภาพของเครื่องมือประเมินจากการทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน

                                ค่าความยากง่ายของข้อสอบก่อนมีค่าตั้งแต่  0.09-0.52  แสดงว่าข้อสอบส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด

                                ค่าความยากง่ายหลังเรียนมีค่า  ตั้งแต่  0.38-0.78  แสดงว่าข้อสอบส่วนใหญ่ค่อนข้างยาก

                                ค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบหาโดยวิธีหาค่า  Pre  to  Post  Difference  Index  ได้ค่า  ตั้งแต่  0.11-0.47  มีจำนวนข้อสอบ  12  ข้อ  ที่มีค่าอำนาจจำแนกต่ำกว่า  0.20  ข้อ  แสดงว่าข้อสอบส่วนใหญ่มีอำนาจจำแนกที่ถือว่าจำแนกเด็กเก่งอ่อนได้

                                1.3  ค่าสถิติพื้นฐานของแบบทดสอบจากการทดสอบครั้งที่ก่อนเรียน-หลังเรียน

                                คะแนนผลการสอบก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย  เท่ากับ  30  และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่  เท่ากับ  57

                                คะแนนผลการสอบก่อนเรียนมีค่าคาวามเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ  6.69  หลังเรียนมีค่า  15.62

                                เสดงว่าผู้เรียนได้คะแนนเพิ่มขึ้นจากการสอบหลังเรียนมากกว่าการสอนก่อนเรียน  และคะแนนการสอบหลังเรียนมีการกระจายมากว่าคะแนนสอบก่อนเรียน

                                1.4  ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ  จากการทดสอบครั้งที่  และครั้งที่  ซึ่งคำนวณ  โดยใช้สูตรของ  ฮวน  (Huyhn)  ปรากฏผลว่าแบบทดสอบมีค่าความเชื่อมั่น  เท่ากับ  .71  ถือเป็นค่าที่สูงพอสมควร  แสดงว่าแบบทดสอบนี้มีความคงที่ในการประเมินคุณภาพ  ผู้เรียน

                2.  เกณฑ์มาตรในการประเมินคุณภาพของนักศึกษาตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ซึ่งหาคะแนนจุดตัดโดยวิธีการของเบอร์ก  (Berk)  ได้ที่คะแนนจุดตัดจากการทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน  คือ  46  ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์คะแนนสอบผ่าน

 

กลับ


 

040       ซื่องานวิจัย            ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน   และศักยภาพด้านความมีวินัยในตนเองทักษะการคิด  และการทำงานร่วมกับผู้อื่น  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  โรงเรียนกุมภวาปี  จังหวัดอุดรธานี

ผู้วิจัย                     นางจรรยา     แก้วสองเมือง

                ปี พ..                    2546

………………………………………………………………………………………………………………...………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  (1)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบบูรณาการ  (2)  เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านความมีวินัยในตนเอง  ทักษะการคิด  และทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบบูรณาการ

                กลุ่มตัวอย่าง  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  โรงเรียนกุมภวาปี  จังกวัดอุดรธานี  ภาคเรียนที่  ปีการศึกษา  2546  โรงเรียนกุมภวาปี  จังหวัดอุดรธานี  จำนวน  50  คน  ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง  เครื่องมือในการวิจัยได้แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ  แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  และแบบวัดศักยภาพด้านความมีวินัยในตนเอง  ทักษะการคิด  และทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การทดสอบค่าที  (t-test)  แบบ  Dependent  Sample

                ผลการวิจัยพบว่า  (1)  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบบูรณาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05  (2)  ศักยภาพด้านความมีวินัยในตนเอง  ทักษะการคิด  และทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบบูรณาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05

 

.การมัธยมศึกษา  (สังคมศึกษาโรงเรียนกุมภวาปี  อำเภอกุมภวาปี  จังหวัดอุดรธานี  (042)  331357

 

กลับ


 

041       ซื่องานวิจัย            เอกลักษณ์ของศิลปะแนวประเพณ๊ไทย

ผู้วิจัย                     นายอำนาจ   เย็นสบาย

                ปี พ..                   

………………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                งานวิจัยเรื่อง  “เอกลักษณ์ของศิลปะแนวประเพณีไทย”  ในความหมายเฉพาะจิตรกรรมแนวประเพณีไทย  ที่ปรากฏอยู่บนผนังพระอุโบสถและวิหารของพุทธศาสนาสมัยรัตนโกสินทร์นั้น  มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เอกลักษณ์ของศิลปะแนวประเพณีไทยเกิดการวิวัฒนาการ  เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะแนวประเพณีไทยกับสังคม  เพื่อศึกษาวิเคราะห์เอกลักษณ์ทางรูปแบบและเรื่องราวของศิลปะแนวประเพณีไทย  ซึ่งเมื่อทำการศึกษาวิจัยแล้ว  มีผลสรุปดังต่อไปนี้   

                ผลงานศิลปะแนวประเพณีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะแนวประเพณีไทยสมัยอยุธยา  สมัยสุโขทัย  และมีหลักฐานย้อนหลังไปจนถึงการได้รับอิทธิพลทั้งด้านเรื่องราวและรูปแบบมาจากอินเดีย

                ศิลปะแนวประเพณีไทยแต่ละสมัยมีความผูกพันกับศาสนาอย่างแนบแน่นโดยเฉพาะพุทธศาสนา  มีการนำคติความเชื่อของฝ่ายหินยาน  และมหายานมาแสดงออกในงานจิตกรรมแนวประเพณีไทย  รวมทั้ง ๆ ศาสนาอื่น  ลัทธิความเชื่ออื่นๆ เช่น  ศาสนาพราหมณ์และศาสนาฮินดู  ก็ถูกนำมาผสมผสานและแสดงออกในจิตรกรรมแนวประเพณีไทยมาตลอดทุกยุคทุกสมัย

                ลักษณะเด่นของศิลปะแนวประเพณีไทย  แสดงความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาจักรและอาณาจักรส่งผลทำให้เรื่องราวในจิตรกรรมแนวประเพณีไทย มีลักษณะรับใช้สถาบันศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์  ทั้งโอยทางตรงและโอยทางออ้ม

                ศิลปะแนวประเพณีไทยนอกจากจะรับอิทธิพลจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเดียวกันแล้ว  เมื่อสังคมโลกมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจการเมือง  สังคม  ได้ส่งผลกระทบทำให้ศิลปะแนวประเพณีไทยรับอิทธิพลจากประเทศมหาอำนาจตะวันตก  โดยเฉพาะในสมัยรัตนโกสินทร์  ศิลปกรรมแนวประเพณีไทยได้เปิดรับอิทธิพลทางด้านรูปแบบ  เทคนิควิธีการ  สื่อวัสดุ  รวมทั้งแนวคิดของเรื่องราวเข้ามาพัฒนาศิลปะแนวประเพณีไทยให้มีความหลากหลายไปจากอดีตมากขึ้น

                การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมไทย  หลัง  พ..  2475  เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ในเวลาต่อมา  ชนชั้นกลางมีบทบาทในสังคมสูงขึ้น  และส่งผลทำให้ศิลปะแนวประเพณีไทยต้องมีการปรับตัว  เข้าสู่ยุคของการค้นหาความเป็นปัจเจก  การค้นหาลักษณะเฉพาะตัวในการแสดงออกในศิลปะแนวประเพณีไทยมากขึ้น

                ความขัดแย้งระหว่างการอนุรักษาเอกลักษณ์  กับการพัฒนาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในศิลปะแนวประเพณีไทย  เป็นภาพสะท้อนความขัดแย้งของผู้คนในสังคมไทยและสะท้อนความขัดแย้งระหว่างสังคมไทยกับสังคมโลก   ซึ่งในปัจจุบัน  แนวคิดเรื่องการรักษาดุลภาพของศิลปะแนวประเพณีไทยกับการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยของโลกสากลที่ไม่โน้มเอียงไปในทางใดทางหนึ่งถือเป็นแนวคิดที่สำคัญในปัจจุบัน

กลับ


 

042       ซื่องานวิจัย            ศึกษาความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครูวิทยาศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  เขตการศึกษา  5

ผู้วิจัย                     นายประเทือง     ทรัพย์เกิด   นักวิชาการศึกษา  7  (ว)

                ปี พ..                    2542

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การศึกษาวิจัยนี้   มีจุดมุ่งหวายเพื่อศึกษาความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครูวิทยาศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ในเขตการศึกษา  และเปรียบเทียบความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครูวิทยาศาสตร์   ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ทุกจังหวัดและทุกสังกัดในเขตการศึกษา   5

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่  ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ทุกจังหวัด  ทุกสังกัด  ในเขตการศึกษา  กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง  โดยใช้ตารางของทาโร  ยามาเน   (Taro  Yamane)  และเลือกสุ่มตามสัดส่วนของจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัด  และสังกัด  จะได้กลุ่มตัวอย่าง  จำนวน  286  คน

                ผลการวิจัย  พบว่า

                1.  ความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของครูวิทยาศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาต้องต้น  เขตการศึกษา  5  โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก  เรียงตามลำดับ  ดังนี้  ด้านการสอนวิทยาศาสตร์ด้านการพัฒนาสมรรถภาพครูวิทยาศาสตร์  ด้านการวางแผนการสอน  ด้านการประเมินผลการเรียนด้านการบริหารทรัพยากรเพื่อการจัดการเรียนการสอน  และด้านการพัฒนาหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์

                2.  เปรียบเทียบความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของครูวิทยาศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  เขตการศึกษา  โดยจำแนกตามจังหวัดและสังกัด  สรุปได้นี้

                                2.1  ครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดที่ต่างกัน  มีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนโดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

                                2.2  ครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในสังกัดที่ต่างกัน  มีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยครูวิทยาศาสตร์สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  มีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนโดยรวมมากกว่าครู

วิทยาศาสตร์สังกัดกรมสามัญศึกษา  และรายด้านพบว่า  ครูวิทยาศาสตร์สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  มีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนในด้านการบริหารทรัพยากรเพื่อการจัดการเรียนการสอนมากกว่าครูวิทยาศาสตร์สังกัดกรมสามัญศึกษาและครูวิทยาศาสตร์สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  มีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนในด้านการประเมินผลการเรียนมากกว่าครูวิทยาศาสตร์สังกัดกรมสามัญศึกษา

                3.  ข้อคิดเห็นและข้อเสนอของครูวิทยาศาสตร์ในความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครูวิทยาศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  จากแบบสอบถามปลายเปิด  สรุปได้ว่า

                ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนใน  อันดับแรก  และอันดับสุดท้าย  คือ  ต้องการให้จัดอบรมสัมมนาครูวิทยาศาสตร์  ระดับเขตการศึกษา  เพื่อเปิดโอกาสให้ครูพัฒนาความรู้การเรียนการสอนและเปลี่ยนประสบการณ์และศึกษาดูงานมากเป็นอันดับแรก  อันดับที่สองต้องการให้หน่วยงานต้นสังกัดสนับสนุนช่วยเหลือด้านสื่อ   วัสดุ   อุปกรณ์การเรียนการสอนในโรงเรียนให้มีจำนวนเพียงพอ  อันดับที่สามต้องการข้อมูลข่าวสารและเอกสารเผยแพร่ด้านความเคลื่อนไหวทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ อันดับที่สี่ต้องการให้ครูที่เรียนจบสาขาวิชาวิทยาศาสตร์โดยตรงมาเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ที่มีวุฒิไม่ตรงสาขาวิชาและควรเป็นช่วงปิดภาคเรียน  และความต้องการอันดับสุดท้าย  คือ  ต้องการให้หลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์เน้นกิจกรรมเสริมความรู้มาก ๆ และเทคนิคในการเลือกกิจกรรมการเรียนรู้มาใช้สอน  และเขตการศึกษา  ควรวางแนวทางการวัดผลประเมินผลการสอนนักเรียนให้เหมือนกันทุกโรงเรียน

               

กลับ


                               

043       ซื่องานวิจัย            บทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบล  (อบต.)  ในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน  (ศรช.)  ในอำเภอผักไห่

ผู้วิจัย                     นายกรวุฒิ     เกิดนาวี

                ปี พ..                    2543

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบล  (อบต.)  ในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน  (ศรช.)  การปฏิบัติตามนโยบาย  แผนงานโครงการ  และการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบล  ในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน  และความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา  อุปสรรค  ของคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบล ในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน

                ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  เป็นคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลทุกคนของตำบลต่าง ๆ ในอำเภอผักไห่  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  จำนวน  126  คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย  ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และร้อยละ

                ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า

                1.  ความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบลในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชนโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง

                2.  การปฏิบัติตามนโยบาย  แผนงาน  โครงการและการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน  โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก

                3.  ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา  อุปสรรค  ของคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน  โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อยมาก

 

กลับ


 

044       ซื่องานวิจัย            การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมพฤติกรรมประชาธิปไตยในโรงเรียนมัธยมศึกษา  โดยเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

ผู้วิจัย                     นางสาวกอบกุล     ดิษฐแย้ม   วุฒิ  กศ.บ. (เคมี-ชีววิทยา)

ปี พ..                    2543

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

                1)  พัฒนารูปแบบการสร้างเสริมพฤติกรรมประชาธิปไตยในโรงเรียนมัธยมศึกษา  โดยเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

                2)  เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียนตามรูปแบบการสอนที่เน้นเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนที่เน้นเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับนักเรียนที่เรียนตามแผนการสอนที่เน้น

                3)  เพื่อเปรียบเทียบเจตคติหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยของนักเรียนตามรูปแบบแผนการสอนที่เน้นเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับนักเรียนที่เรียนตามแผนการสอนปกติ

                4)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนของนักเรียนที่เรียนตามรูปแบบแผนการสอนที่เน้นเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับนักเรียนที่เรียนตามรูปแบบการสอนปกติ  วิธีวิจัยแบ่งออกเป็น  ขั้นตอน ขั้นตอนแรกเป็นการพัฒนารูปแบบแผนการสอนในรายวิชาสังคมศึกษา ส 401  และแผนการจัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยและเอกสารประกอบการสอน  ขั้นตอนที่ 2 เป็นการทดลองใช้รูปแบบแผนการสอนและแผนการจัดกิจกรรมส่งเริมประชาธิปไตยกับนักเรียน  จำนวน  1,406  คน  ในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดส่วนกลาง  จำนวน  โรงเรียน  ปรากฏผลดังนี้

                                1.  พัฒนารูปแบบการสร้างเสริมพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียน  ซึ่งเป็นแผนการสอนที่มีส่วนประกอบสำคัญคือ  สาระสำคัญ  จุดประสงค์การเรียนรู้  เนื้อหาสาระ  กิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนแบบร่วมมือร่วมแรงร่วมใจ  สื่อการเรียนการสอน  และการวัดและประเมินผลจำนวนแผนการสอน  แผน  ใช้เวลาสอน  36  คาบ  ในภาคเรียนที่  ปีการศึกษา  2543  ซึ่งประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ  พบว่าแผนการสอนมีความเหมาะสม  ระดับดีมาก

                                2.  ผลเปรียบเทียบพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียนกลุ่มทดลองจำนวน  โรงเรียนจากโรงเรียนทั้งหมด  สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  .05

                                3.  ผลเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยของนักเรียนในภาพรวมนักเรียนกลุ่มทดลองของโรงเรียนส่วนมากมีความคิดเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยในทิศทางบวกสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

                                4.  ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนของนักเรียนในภาพรวมเกือบทุกโรงเรียนนักเรียน

กลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์การเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  ยกเว้นเพียง  โรงเรียน  ที่นักเรียนกลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์การเรียนต่ำกว่าควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

กลับ


 

045       ซื่องานวิจัย            การศึกษาปัญหาการปฏิบัติงานตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษาและขั้นตอนการประกันคุณภาพศึกษาของโรงเรียนเอกชน  ประเภทสามัญศึกษาระดับประถมศึกษา  ในจังหวัดนครราชสีมา

ผู้วิจัย                       นายดิเรก    ทวยมีฤทธิ์

                ปี พ..                        2543

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  (1)  เพื่อศึกษาระดับปัญหาการปฏิบัติงานตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของครูโรงเรียนเอกชน  (2)  ศึกษาปัญหาในการปฏิบัติงานตามขั้นตอนการประกันคุณภาพการศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน  ประเภทสามัญศึกษา  ระดับประถมศึกษา  ในจังหวัดนครราชสีมา  กลุ่มตัวอย่างได้แก่  ครูโรงเรียนเอกชน  จำนวน  227  คน  ได้มาโดยคำนวณสัดส่วนของประชากรและเทียบบัญญัติไตรยางค์  และผู้บริหารโรงเรียนเอกชน  ได้แก่  ครูใหญ่  32  คนและผู้จัดการ  32  คน  ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง  (Putposive  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  มีจำนวน  ฉบับ  ได้แก่  แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์  โดยแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า  (Rating  Scale)  ชนิดตัวเลือก  ระดับ  วิเคราะห์ โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และสัมภาษณ์เป็นการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง  (Structured  Inteview)  การรวบรวมข้อมูลโดยใช้ความเรียงและวิเคราะห์โดยใช้สถิติ  คือ  ความถี่

                ผลการวิจัยพบว่า

                1.  ระดับปัญหาการปฏิบัติตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของครูโรงเรียนเอกชนทั้ง  มาตรฐาน  พบว่า  มีปัญหาในการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย  จำนวน  มาตรฐาน  ได้แก่  ด้านกิจการนักเรียน  และมีปัญหาการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย  จำนวน  มาตรฐาน  ได้แก่  ด้านกิจกรรมนักเรียน  และมีปัญหาการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง  จำนวน  มาตรฐานด้วยกันโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากน้อยไปมากได้ดังนี้  บุคลากรปรัชญาและเป้าหมายของโรงเรียน ทรัพยากรเพื่อการเรียนการสอนการจัดการ  การบริหารสัมฤทธิ์ผลของผู้เรียนและหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน

                2.  ปัญหาในการปฏิบัติงานตามขั้นตอนการประกันคุณภาพการศึกษาทั้ง  ขั้น  ของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน  ประเภทสามัญศึกษา  ระดับประถมศึกษา  ในจังหวัดนครราชสีมา  สามารถสรุปได้ดังนี้

                                2.1.  ขั้นการจัดทำธรรมนูญโรงเรียน/แผนพัฒนาโรงเรียน  มีปัญหาโดยเรียงจากมากไปหาน้อย  ระดับแรก  ได้ดังนี้  การเขียนธรรมนูญโรงเรียน/แผนพัฒนาโรงเรียนแนวปฏิบัติในการจัดทำและการวิเคราะห์มาตรฐาน

                                2.2  ขั้นการดำเนินงานตามธรรมนูญโรงเรียน/แผนพัฒนาโรงเรียน  มีปัญหาโดยเรียงจากมากไปหาน้อย  ระดับแรก  ได้ดังนี้  หารปฏิบัติไม่เป็นไปตามแผนที่ตั้งไว้ครูมีภาระต่าง ๆ ไม่ค่อยมีเวลาและงบประมาณไม่เพียงพอ

                                2.3  ขั้นการติดตาม  ตรวจสอบและปรับปรุง  มีปัญหาโดยเรียงจากมากไปหาน้อย  ระดับแรก  ดังนี้  ไม่ได้ประเมินผลการดำเนินงาน ความพร้อมของบุคลากรและการเก็บหลักฐาน

                                2.4  ขั้นการประเมินตนเองและรายงานผล  มีปัญหาโดยเรียงมากไปหาน้อย  ระดับแรก  ดังนี้  การเขียนการประเมินตนเอง การรวบรวมงานแต่ละฝ่ายให้เป็นงานเดียวกันและการวางแผนการประเมินที่ต่อเนื่อง

 

กลับ


 

046       ซื่องานวิจัย            การสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษา  สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน  ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรี

ผู้วิจัย                     นางณัฐพร      โอภาไพบูลย์

                ปี พ..                    2544

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้สืบเนื่องมาจากนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินขาดแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเองและยังขาดการเรียนรู้ในเรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษาและมารยาททางสังคมที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันผู้วิจัยจึงได้ทำวิจัยโดยมีจุดมุ่งหมายคือ  (1)  เพื่อสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม  เรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษาสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน  ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรีใช้อ่านด้วยตนเอง  (2)  เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่องวัฒนธรรมในการใช้สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน  ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรี  ตามเกณฑ์มาตรฐาน  70/70

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา  เป็นนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  ปีการศึกษา  2543  ภาคเรียนที่  โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรี  อำเภอเมืองชลบุรี    จังหวัดชลบุรี  จำนวน  35  คน

                เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง  ได้แก่  สร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม  เรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษาสำหรับนักเรียนที่มีความพร่องทางการได้ยิน  ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  โรงเรียนโสตศึกษา   จังหวัดชลบุรี  และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง

การเรียน  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติร้อยละ

                ผลการวิจัยพบว่า  หนังสืออ่านเพิ่มเติมที่ผู้วิจัยสร้างขั้นมีประสิทธิภาพ  80.00/87.71  เป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ  70/70  ทีกำหนดไว้สามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้ที่เป็นเช่นนี้เพราะหนังสื่ออ่านเพิ่มเติม  เรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษาที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นสื่อการเรียนที่สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล  นักเรียนแต่ละคนสามารถใช้เวลาอ่านได้อย่างอิสระ  ไม่จำกัดสถานที่  ได้รับความรู้และความเข้าใจ  เนื่องจากรูปแบบของหนังสืออ่านเพิ่มเติมสร้างขึ้นตามหลักเกณฑ์การสร้างหนังสือ  มีจุดมุ่งหมายในการสร้างเพื่อให้นักเรียนได้ใช้อ่านด้วยตนเองนักเรียนมีแหล่งเรียนรู้ที่เป็นของตนเองและใช้อ่านได้หลายครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมักเป็นคนที่ลืมง่าย  การมีหนังสือไว้อ่านด้วยตนเองสามารถหยิบอ่านได้บ่อยครั้งเท่าที่ต้องการจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจดีขึ้น  นอกจากนั้นด้านเนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษาแล้ว  ผู้วิจัยยังได้สอดแทรกสาระเรื่องมารยาททางสังคมซึ่งเป็นเรื่องที่อธิบายอยากมาเรียบเรียงใหม่ให้รัดกุม  มีภาพการ์ตูนสีประกอบทำให้นักเรียนสนใจและนักเรียนสามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย  ซึ่งนักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้และเกิดความภาคภูมิใจที่ตนเองมีความรู้สูงขึ้น  นับเป็นหนังสือที่ตรงตามความต้องการและความสนใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  ทั้งยังเป็น

หนังสือที่เพิ่มพูนความฝังค่านิยมและเอกลักษณ์ไทยให้เกิดขึ้นกับเยาวชนของชาติ  และกระตุ้นเตือนให้เยาวชนของชาติรักษาวัฒนธรรมของไทยไว้ต่อไปสมกับการเป็นคนไทยอีกด้วย

                ข้อเสนอแนะ  หน่วยงานที่รับผิดชอบต่อการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน  ควรจัดให้มีการอบรมครูเกี่ยวกับการสร้าหนังสืออ่านเพิ่มเติม  เพื่อสร้างหนังสือให้เหมาะสมกับศักยภาพของคนพิการสำหรับใช้ในโรงเรียนสังกัดกองการศึกษาเพื่อคนพิการต่อไป

 

กลับ


 

047       ซื่องานวิจัย            นิทานพื้นบ้านสุรินกับการเรียนแบบบูรณาการของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  โรงเรียนบ้านแนงมุด

ผู้วิจัย                     นางสาววณภัทร      เกถกิงบุณย์

                ปี พ..                    2544

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาและจุดมุ่งหมายในการแต่งหรือเล่านิทานพื้นบ้านมาให้เป็นแนวในการศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่น  และนำมาบูรณาการในการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  โรงเรียนบ้านแนงมุด  กลุ่มตัวอย่างประชากรที่ใช้ศึกษา  คือ  นำเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2/2  ของโรงเรียนบ้านแนงมุด  ในภาคเรียนที่  ปีการศึกษา  2543  แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำแผนการสอนแบบบูรณาการคือนิทานพื้นบ้านสุรินทร์  เรื่อง  คือ  ตำนานลูกช้างเผือก  ยายกับหลาน  ผีกลัว  อาจี  นางตร็วนสะตรา  นำมาจัดการทำแผนการสอนโดยใช้นิทานพื้นบ้านเหล่านั้นเป็นแกนในกลุ่มวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต  หน่วยที่  สิ่งที่อยู่รอบตัวเรา  วิเคราะห์ที่มาของนิทาน  ภาษาที่ใช้ในนิทาน  อาชีพที่ปรากฏในนิทาน  การดำรงชีวิต  คติธรรม  คำสอนจากนิทาน  นำมาสรุปเป็นข้อคิดในบทเรียน  นักเรียนนำนิทานไปอ่านให้ผู้ปกครองฟัง   ผู้ปกครองตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับนิทาน วิเคราะห์ความพอใจของผู้ปกครองและนักเรียนหลังเรียน  เปรียบเทียบผลการทดสอบความรู้เกี่ยวกับนิทาน  เรื่อง  ก่อนเรียน  หลังเรียนนำผลการสอบมาวิเคราะห์เปรียบเทียบเป็นร้อยละ  วิเคราะห์ผลงานนักเรียนจากการประเมินตามสภาพที่แท้จริงจากการเรียนรู้ระหว่างเรียน  หลังเรียน  กำหนดระดับคุณภาพผลงาน  นักเรียนร่วมกันประเมินผลงานของตนเอง  ของเพื่อนตามระดับคุณภาพ

                ผลการวิจัย  พบว่า

                1.  การเปรียบเทียบความก้าวหน้าจากการทดสอบก่อนเรียนหลังเรียน  ปรากฏว่านักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับนิทานเพิ่มขึ้นมากคิดเป็นร้อยละ  49.22

                2.  การประเมินผลงานนักเรียน  ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ  นักเรียนกล้าแสดงออกเป็นอย่างดี  มีความสามารถในการคิดตามวุฒิภาวะของตน  เรียนรู้อย่างมีความสุขผลงานที่ได้จากแผนการสอนครั้งแรกการหาความรู้เพื่อสรุปเป็นข้อคิดจากนิทานจะได้จากเพื่อนเพียงคนเดียว  แต่ต่อมาเริ่มมีการเสนอแนะความคิดตามที่แต่ละคนพบแล้วจึงนำมาสรุปเป็นของกลุ่ม   เช่น  ปราสาทของนางตร็วนสะตรามีการวาดภาพที่หลากหลายและนำมาสรุปข้อคิดว่าเป็นการสร้างที่อยู่อาศัยทั่วไปเพราะมีขนาดเล็ก  การที่นัก

เรียนกล้าแสดงออก  กล้าพูด  มีความสุขจากการเรียนรู้  ทำให้นักเรียนนำผลการเรียนรู้ไปเล่าสู่ผู้ปกครอง  พี่  และเพื่อนๆในชั้นอื่นๆเป็นการเผยแพรศิลปวัฒนธรรมวิธีหนึ่ง

                3.  ผู้ปกครองมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้  สังเกตได้จากการให้ความร่วมมือในการเตรียมสื่อ  สิ่งของการตอบแบบสอบถาม  ผู้ปกครองพยายามตอบแบบสอบถามเป้นอย่างดีตามความสามารถและความรู้ที่มี  นักเรียนมีผลตอบสนองที่ดีขึ้น  เพราะการได้เรียนรู้จากนิทาน  สถานที่จริงทำให้ทุกคนเรียนรู้อย่างสนุกสนานและมีความสุข  แต่การกำหนดกิจกรรมในแผนที่  คือ  แผนการสอนเรื่องนางตร็วนสะตรา  ซึ่งนักเรียนได้ออกไปปฏิบัติกิจกรรมในที่ปราสาทหินบ้านพลวง  มีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมบางรายการไม่สามารถกำหนดเวลาได้  ไม่สามารถปฏิบัติได้เพราะวัสดุไม่พร้อมเช่นการประดิษฐ์ภาพปราสาทบ้านพลวงโดยใช้รู้ทรงเรขาคณิตนักเรียนตื่นเต้นที่จะได้ไปเรียนรู้ในสถานที่จริงจึงเตรียมวัสดุในการประดิษฐ์ไม่พร้อม  ทุกคนจึงเปลี่ยนเป็นการวาดภาพปราสาทโดยใช้รู้ทรงเรขาคณิตแทน  ผลงานที่ได้รับนั้นดี  มีการแสดงความคิดอย่างหลากหลาย  บางกลุ่มวาดภาพไม่เหมือนของจริง  แต่เป็นการวาดภาพจินตนาการของตนเอง  และเชื่อมั่นในแบบที่ตนวาด

 

กลับ


               

 048       ซื่องานวิจัย            การศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  วิชาวิทยาศาสตร์  (203)  โดยหลักการสอนแบบซิปปา  (CIPPA   MODEL)  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2

ผู้วิจัย                     นางจันทร์เพ็ญ     ทองย่น

                ปี พ..                    2544

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การศึกษาครั้งนี้  มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการสอนที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบซิปปาในวิชาวิทยาศาสตร์  ว 203  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  และเปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนก่อนเรียนและหลังเรียน

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  โรงเรียนชุมชนวัดบางขัน  อำเภอคลิงหลวง  จังหวัดปทุมธานี  จำนวน  100  คน  ซึ่งได้มาโดยวิธีสุ่มอย่างง่ายโดยการจับฉลากแบ่งเป็นกลุ่มควบคุม  50  คน  ห้องเรียน  และกลุ่มทดลอง  50  คน  ห้องเรียน  ผู้ศึกษาเป็นผู้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง  โดยใช้แผนการสอนที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักการสอนแบบซิปปาในกลุ่มทดลอง  และการสอนตามคู่มือครูของ  สสวทในกลุ่มควยคุม  ก่อนดำเนินการทดลองสอนได้ทำการทดสอบก่อนเรียนโดยใช้แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น  โดยผ่านขั้นตอนการหาความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นเรียบร้อยแล้ว  หลังกรทดลองได้ทำการทดสอบอีกครั้งหนึ่ง  และนำผลการทดสอบวิเคราะห์เพื่อกาค่าเฉลี่ย  ค่าร้อยละและการทดสอบค่าที (t-test)  และการหารประสิทธิภาพของ  แผนการสอนตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  ผลการศึกษาพบว่า

                1.  แผนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์  ว  203  ที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักการสอนแบบซิปปาที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ  85.14/80.40  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80

                2.  นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แผนการสอน  ที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักการสอนแบบซิปปา  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์  ว  203  สูงกว่า  นักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครูของ  สสวท อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

                3.  นักเรียนที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมตามหลักการสอนแบบซิปปา  มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก

 

กลับ


 

 049       ซื่องานวิจัย            แนวทางในการอนุรักษ์และจัดการสิ่งแวดล้อมของตำหนักในวังสุนันทา

ผู้วิจัย                     นางฉันทนา      สุรัสวดี

                ปี พ..                    2543

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อหาแนวทางการอนุรักษาและจัดการสิ่งแวดล้อมของอาคารที่ได้ข้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน  หลังที่อยู่บริเวณสถาบันราชภัฏสวนสุนันทาโดยสร้างแบบสำรวจเก็บข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดของตัวงานสถาปัตยกรรม  และใช้ขบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อหาสาเหตุแห่งการเสื่อมสภาพของโบราณสถาน

                ผลของการศึกษาพบว่า  สาเหตุสำคัญที่ทำให้โบราณสถานเสื่อมสภาพคือ  ความชื้นที่เกิดจากการดูดซึมน้ำใต้ผิวดินไว้ในผนังอาคาร  น้ำฝนที่ซึมจากรอยรั่วของหลังคา  ผนังอาคารที่แตกร้าว  ประตูหน้าต่างที่ชำรุด  การระบายอากาศที่ไม่ดีทำให้เกิดความชื้นสะสมในผนัง  นอกจากนี้ความชื้นยังเป็นตัวทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีและฟิสิกส์  เกิดการตกผลึกของเกลือในผนังอาคารทำให้ผนังปูนเสื่อมสภาพหลุดร่อนออก  และปล่อยให้วัชพืชขึ้นตากซอกรอยแตกของอาคารก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง  แนวทางการแก้ไขจึงต้องซ่อมแซมรอยรั่วของหลังคา  ตามผนังอาคาร  ประตู  หน้าต่าง  จัดการระบบอากาศที่ดีของตัวอาคารดูดซับความเค็มของเกลือในผนังออให้มากที่สุดแล้วใช้ปูนหมักแบบโบราณในการซ่อมแซมผนัง  เลือกใช้สารเคลือบผิวที่มีคุณภาพดีเพื่อช่วยยืดอายุกรใช้งานของวัสดุให้ยาวนานขึ้น  สร้างความเข้าใจอันดีในการใช้งานโบราณสถานอย่างระมัดระวัง  มีการดูแลและบำรุงรักษาเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง  ส่วนการจัดการสิ่งแวดล้อมควรมีมาตรการในการกำหนดความต้องการในการใช้พื้นที่ที่ชัดเจนเพื่อรักษาโบราณสถานไว้  ไม่สร้างอาคารบดบังทัศนียภาพที่ดีของตัวโบราณสถานและพัฒนาพื้นที่ไปในทิศทางของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

 

กลับ


 

 050       ซื่องานวิจัย            “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  โรงเรียนชุมชนไมตรีอุทิศ  จังหวัดนนทบุรี  ที่เรียนโดยใช้และไม่ใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ “

ผู้วิจัย                     นายชนินทร     ศรีแล

                ปี พ..                    2544

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่อสร้างแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  และศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียน  ที่เรียนโดยใช้และไม่ใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนชุมชนไมตรีอุทิศ  อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี  จำนวน  80  คน  โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง  40  คน  และกลุ่มควบคุม  40  คน

                ผู้วิจัยทดลองสอนนักเรียนทั้งสองกลุ่ม  โดยใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบการสอนเฉพาะกลุ่มทดลอง  เมื่อทดลองสอนครบ  21  ครั้ง  จึงทดสอบนักเรียนโดยใช้แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ทางภาษาจำนวน  ฉบับ  ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับมาตรฐานพร้อมด้วยแบบทดสอบเรียงความแบบบรรยายภาพ  ฉบับ  จากนั้นนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์ทั้งสองกลุ่มโดยใช้  t- test 

                ผลการวิจัยปรากฎว่า  ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสร้างสรรค์ของกลุ่มทดลองแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยทางสถิติที่ระดับ  .01

 

กลับ


 

 051       ซื่องานวิจัย            การศึกษาเปรียบเทียบเจตคติของผู้บริหาร  และครูที่มีต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  ในโรงเรียนโครงการเรียนร่วม  สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา

ผู้วิจัย                     นายอภินันท์     ไชยศร     และคณะ

                ปี พ..                    2543

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเจตคติของผู้บริหารและครูในโรงเรียนโครงการเรียนร่วม  ที่มีต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  และเปรียบเทียบเจตคติของผู้บริหาร  และครูในโรงเรียนโครงการเรียนร่วมที่มีต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  ในด้านตำแหน่งหน้าที่  วุฒิทางการศึกษาพิเศษ  และประสบการณ์ที่เข้าร่วมโครงการเรียนร่วมกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่  ผู้บริหาร  จำนวน  123  คน  ครูผู้สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  จำนวน  118  คน  ครูที่ไม่ได้สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  จำนวน  338  ตน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  เป็นแบบสอบถามเจตคติ  ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า  (Rating  Scale)  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว  (ANOVA)  และการเปรียบเทียบเจตคติโดยใช้ t-test  แบบ  Independent

                ผลการวิจัยพบว่า

                1.  การศึกษาเจตคติของผู้บริหาร  ครูผู้สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  และครูที่ไม่ได้สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  มีเจตคติต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษในทางบวกทุกด้าน  และมีเจตคติอยู่ในระดับมากทุกด้าน

                2.  การเปรียบเทียบเจตคติ  ในด้านตำแหน่งหน้าที่  ระหว่างผู้บริหาร  ครูผู้สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  และ  ครูที่มีวุฒิทางการศึกษาพิเศษและไม่มีวุฒิทางการศึกษาพิเศษ  และในด้านประสบการณ์ที่เข้าร่วมโครงการเรียนร่วม  ระหว่างครูที่มีประสบการณ์เข้าร่วมโครงการเรียนร่วมน้อยกว่า ปี  และมากกว่า  ปี  ทั้ง  ด้าน  มีเจตคติแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05

 

กลับ


 

 052       ซื่องานวิจัย            ศึกษาศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรมของข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ผู้วิจัย                     นายพัฒนา     ชมเชย        นักวิชาการศึกษา  .

                ปี พ..                    2543

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้  มุ่งศึกษาศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนาและการวัฒนธรรม  ของข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการที่ปฏิบัติงานในสำนักงานศึกษาธิการจังกวัดและสำนักงานศึกษาธิการอำเภอหรือกิ่งอำเภอ  เขตการศึกษา  2   เพื่อทราบระดับและเปรียบเทียบศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนาและการวัฒนธรรม  ของข้าราชการ  ที่มี  เพศ  อายุ  ภูมิละเนา  วุฒิการศึกษา  และตำแหน่ง  ต่างกัน

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ  ข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ที่ปฏิบัติงานในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงานศึกษาธิการอำเภอหรือกิ่งอำเภอ  เขตการศึกษา 2 จำนวน  265  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่ามีห้าระดับ  จำนวน  60  ข้อ  การวิเคราะห์ข้อมูล  โดยการหาค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และทดสอบสมมติฐาน  โดยใช้  t-test   และ   F-test   เมื่อมีนัยสำคัญทางสถิติ  จะเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มเป็นรายคู่  โดยวิธีของ   Newman   -   Keuls   test   ต่อไป

ผลการวิจัยพบว่า

                1.  ระดับศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  ของข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกรทรวงศึกษาธิการ  เขตการศึกษา  พบว่า   โดยภาพรวม  และรายด้าน  อยู่ในระดับปานกลาง

                2.  ผลการเปรียบเทียบศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนาและการวัฒนธรรม   ของข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  เขตการศึกษา  ที่แตกต่างกันตามตัวแปรเพศ  อายุ  ภูมิลำเนา  วุฒิการศึกษาและตำแหน่ง  พบว่า

                        2.1  ข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  เขตการศึกษา  ที่มีเพศต่างกันมีศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  โดยภาพรวม และรายด้าน  ไม่แตกต่างกัน  ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

                        2.2  ข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  เขตการศึกษา  ที่มีอายุต่างกันมีศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  โอยภาพรวม และรายด้าน  ไม่แตกต่างกัน  ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

                        2.3  ข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  เขตการศึกษา  ที่มีภูมิลำเนาต่างกันมีศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  โดยภาพรวมไม่แตกต่างกันเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน  พบว่า  แตกต่างกันหนึ่งด้านคือ  ด้านการจัดการศาสนา  มีความแตกต่างกันอย่ามีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  โดยที่ข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ที่มีภูมิอยู่จังหวัดในเขตการศึกษา  มีศักยภาพด้านการจัดการศาสนา  มากกว่า  ข้าราชการที่มีภูมิลำเนา  อยู่จังหวัดนอกเตการศึกษา  2

                        2.4  ข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดประทรวงศึกษาธิการ  เขตการศึกษา  ที่มีวุฒิการศึกษาต่างกันมีศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนาและการวัฒนธรรม  โดยภาพรวม  และรายด้าน  ไม่แตกต่างกัน  ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

                        2.5  ข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  เขตการศึกษา  ที่มีตำแหน่งต่างกันมีศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า  แตกต่างกันสองด้าน  คือ  ด้านการจัดการศาสนา  และด้านการจัดการวัฒนธรรมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทีระดับ  .01  และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มเป็นรายคู่  โดยวิธีของ  Newman  -  Keuls  test  พบว่า  ด้านการจัดการศาสนา  และด้านการจัดการวัฒนธรรมแตกต่างกัน  โดยที่ข้าราชการที่มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารการศึกษา  มีศักยภาพด้านการจัดการศาสนา  และด้านการจัดการวัฒนธรรมมากกว่าข้าราชการที่มีตำแหน่งเป็นนักวิชาการศึกษา  ข้าราชการที่มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารการศึกษา  มีศักยภาพด้านการจัดการศาสนา  และด้านการจัดการวัฒนธรรม  มากกว่าข้าราชการทีมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่  และข้าราชการที่มีตำแหน่งเป็นนักวิชาการศึกษา  มีศักยภาพด้านการจัดการศาสนา  และด้านดารจัดการวัฒนธรรมมากกว่าข้าราชการที่มีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่  ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

 

กลับ


 

 053       ซื่องานวิจัย            การรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียน  นักศึกษา  ในเขตตรวจราชการที  9

ผู้วิจัย                       -

                ปี พ..                      -

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                รายงานการวิจัยเรื่อง  “การับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  ของนักเรียน  นักศึกษา  ในเขตตรวจราชการที่  9  “  มีวัตถุประสงค์เพื่อ  ศึกษาระดับการับรู้กระบวนการให้การศึกษา  ความรู้ความเข้าใจ  เจตคติ  และการปฏิบัติ  มนการป้องกัน  และแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียน  นักศึกษา  ในเขตตรวจราชการที่  9

                ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้  คือ  สถานศึกษาการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษา  และสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา  สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ  กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น  (Strtified  Random  Sampling)  ประกอบด้วยสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา  และอาชีวศึกษา  ที่ตั้งอยู่ในเมือง  จำนวน  แห่ง  และนอกเมืองจำนวน  10  แห่ง  รวม  19  แห่ง  ผู้ให้ข้อมูล  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่  และนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่  ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษากลุ่มตัวอย่าง  จำนวน  382  คน

                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  เป็นแบบสอบถามเพื่อศึกษาการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาที่คณะผู้วิจัยร่วมกันสร้างขึ้น  ตรวจสอบคุณภาพด้วยการกาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา  (Content  Validity)  และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟา  ตามวิธีการของครอนบัค  (Cronbach)  วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม  โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติทางสังคมศาสตร์  เพื่อคำนวณหาค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยโดยใช้การทดสอบ  t-test  และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว  (One  Way  ANOVA)

                ผลการวิจัยสรุปรวม  ด้าน  คือ  1)  ด้านข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง  2)  ด้านการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  และ  3)  ด้านความรู้ความเข้าใจ  เจตคติ  และการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  4)  การเปรียบเทียบ  ระดับการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  5)  การเปรียบเทียบระดับความรู้ความเข้าใจ  เจตคติและการปฏิบัติในการป้องกันแก้ไขปัญหาเอดส์  ดังนี้

                1.  ด้านข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง

                                นักเรียน  นักศึกษา  ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีสัดส่วนด้านเพศ  ระดับการศึกษา  ที่ตั้งของสถานศึกษาจำนวนใกล้เคียงกัน  จากจำนวนทั้งหมด  ใน  เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์โดยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก  ในช่วงอายุ  13-18  ปี  ส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์ครั้งแรกกับคนรักรองลงมา  เป็นกับรุ่นพี่/น้อง  กับเพื่อนสนิท  กับคนรู้จัก  กับอื่น ๆ กับหญิง/ชายขายบริการทางเพศกับญาติพี่น้อง  ตามลำดับ  ส่วนประสบการณ์การใช้สารเสพติด  กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เริ่มใช้สารเสพติดตั้งแต่ช่วงอายุ  14  -  18  ปี  รองลงมาเป็นช่วงอายุ  ปี  ถึง  13  ปี  และอายุ  19ปีขึ้นไปน้อยที่สุด  สารเสพติดที่ใช้ส่วนใหญ่  คือ  เหล้าเบียร์  และไวน์

                2.  ด้านการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                ผลการศึกษาพบว่านักเรียน  นักศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง  มีการรับรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในระดับมาก  โดยมีการรับรู้ด้านเนื้อหาสาระและหลักสูตรมากที่สุดรองลงมา  คือ  ด้านสื่อการเรียนรู้  และด้านกิจกรรมการเรียนรู้  อยู่ในระดับปานกลาง  แสดงว่ากระบวนการให้การศึกษาด้านเนื้อหาสาระและหลักสูตรเรื่องเอดส์ที่สอดแทรกในรายวิชาสุขศึกษาสังคมศึกษา  และวิทยาศาสตร์  ทำให้นักเรียน  นักศึกษาเกิดการรับรู้วิธีการป้องกันและรักษาโรคเอดส์ได้มากที่สุด  รองลงมา  คือ  ด้านสื่อการเรียนรู้  และด้านกิจกรรมการเรียนรู้  อยู่ในระดับปานกลาง  แสดงว่ากระบวนการให้การศึกษาด้านเนื้อหาสาระและหลักสูตรเรื่องเอดส์ที่สอดแทรกในรายวิชาสุขศึกษาสังคมศึกษาและวิทยาศาสตร์ทำให้นักเรียนนักศึกษาเกิดการรับรู้วิธีการป้องกันและรักษาโรคเอดส์ได้มากที่สุด  รองลงมา  คือ  ด้านสื่อการเรียนรู้โดยมีการรับรู้จากสื่อโทรทัศน์มากที่สุด  ส่วนด้านกิจกรรมการเรียนรู้  พบว่า  นักเรียน  นักศึกษามีการรับรู้จากกิจกรรม  ทู  บี  นัมเบอร์วัน  มากที่สุด  เมื่อจำแนกตัวตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ของนักเรียน  นักศึกษาพบว่าเพศชาย  และเพศหญิง  มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง  แต่การรับรู้ของเพศหญิงมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเพศชาย  เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษานักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้มากที่สุด  รองลงมา  คือ  ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพตามลำดับ  ส่วนสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเมืองมีค่าเฉลี่ยของการรับรู้ในภาพรวมมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่สถานศึกษาตั้งอยู่นอกเมือง  กลุ่มตัวอย่างที่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์  มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ไม่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์  กลุ่มตัวอย่างที่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด  มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด 

                3.  ด้านความรู้  ความเข้าใจ  เจตคติ  และการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                3.1  ด้านความรู้ความเข้าใจ

                                                ระดับความรู้ความเข้าในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียน  นักศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง  ส่วนใหญ่จำนวน  274  คน  อยู่ในกลุ่มต่ำ  คิดเป็นร้อยละ  71.70  นอกจากนั้นอยู่ในกลุ่มต่ำ  จำนวน  108  คน  คิดเป็นร้อยละ  28.30  กลุ่มตัวอย่างเพศชายมีสัดส่วนความรู้ความเข้าใจในการป้องกัน

และแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มสูงมากกว่าเพศหญิง  กลุ่มตัวอย่างระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  มีสัดส่วนความรู้ความเข้าใจในกลุ่มสูงมากกว่าเพศหญิง  กลุ่มตัวอย่างระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  มีสัดส่วนความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มสูงมากที่สุด  รองลงมา  คือ  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ  ส่วนนักเรียน  นักศึกษา  รองลงมา  คือ  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ  ส่วนนักเรียน  นักศึกษา  ที่ศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่นอกเมือง  ที่เคยมีประสบการณ์การเพศสัมพันธ์และที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด  มีสัดส่วนความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มสูงมากกว่ากลุ่มต่ำ

                                3.2  ด้านเจตคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                                ระดับของเจตคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียนนักศึกษา  ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง  ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มต่ำ  จำนวน  267  คน  คิดเป็นร้อยละ  69.90  และอยู่ในนกลุ่มต่ำจำนวน  115  คน  คิดเป็นร้อยละ  30.10  กลุ่มตัวอย่างเพศชายส่วนใหญ่มีเจตคติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มตัวอย่างระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ  มีระดับเจตคติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มสูงมากที่สุด  รองลงมา  คือ  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในสถานศึกษา  ที่ตั้งอยู่ในเมือง  ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์และที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติดมีสัดส่วนของเจตคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  มีสัดส่วนอยู่ในกลุ่มสูงมากกว่ากลุ่มต่ำ

                                3.3  ด้านการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                                ระดับการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียน  นักศึกษา  ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จำนวน  286  คน  อยู่ในกลุ่มที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องคิดเป็นร้อยละ  74.90  ส่วนที่ปฏิบัติถูกต้อง  มีเพียง  96  คน  คิดเป็นร้อยละ  25.10  สัดส่วนของการปฏิบัติ  กลุ่มตัวอย่างเพศชายมีการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  อยู่ในกลุ่มปฏิบัติถูกต้องมากกว่าเพศหญิงกลุ่มตัวอย่างระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  มีสัดส่วนเจตคติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของระดับการศึกษาที่มีการปฏิบัติถูกต้องมากที่สุด  รองลงมา  คือ  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษามรสถานศึกษาที่ตั้งอยู่นอกเมือง  ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์และที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด  มีสัดส่วนการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มปฏิบัติถูกต้องมากกว่าไม่ถูกต้อง

                4.  การเปรียบเทียบ  ระดับการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                เพศชายและเพศหญิง  มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  กลุ่มตัวอย่างที่สถานศึกษาตั้งอยู่ในเมืองและนอกเมือง  มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยกลุ่มตัวอย่างที่สถานศึกษาตั้งอยู่ในเมือง  มีการรับรู้โดยเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มตัวอย่างที่สถานศึกษาตั้งอยู่นอกเมือง  กลุ่มตัวอย่างที่ไม่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์และที่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์  มีค่าเฉลี่ของการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไข

ปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างไม่นัยสำคัญทางสถิติ  กลุ่มตัวอย่างที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติดกับกลุ่มที่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด  มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้กระบวนการการให้การศึกษาในการ

ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ  ค่าเฉลี่ยของการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียน  นักศึกษาในระดับต่าง ๆ โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 

                5.  การเปรียบเทียบระดับความรู้ความเข้าใจ  เจตคติ  และการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                5.1  ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์                            

                                                กลุ่มตัวอย่างที่เพศ  ที่ตั้งสถานศึกษา  ประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์  และประสบการณ์การใช้สารเสพติดต่างกัน  มีค่าเฉลี่ของความรู้ความเข้าใจในเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ  ส่วนระดับการศึกษามีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

                                5.2  เจตคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                                กลุ่มตัวอย่างเพศที่ตั้งของสถานศึกษา  มีค่าเฉลี่ยของเจตคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยกลุ่มตัวอย่างเพศหญิง  มีค่าเฉลี่ของเจตคติต่อการป้องและแก้ไขปัญหาเอดส์สูงกว่าเพศชาย  กลุ่มตัวอย่างที่สถานศึกษาตั้งอยู่นอกเมือง  มีค่าเฉลี่ยของเจตคติติดต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์สูงกว่าในเมือง  ส่วนกลุ่มตัวอย่างประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์  และกลุ่มตัวอย่างประสบการณ์การใช้สารเสพติด  มีค่าเฉลี่ยของเจตคติติดต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์   แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติส่วนระดับการศึกษามีเจคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

                                5.3  การปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                                กลุ่มตัวอย่างเพศ  ประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์และประสบการณ์การใช้สารเสพติด  มีการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยกลุ่มตัวอย่างเพศหญิงมีค่าเฉลี่ยของการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์สูงกว่าเพศชาย  ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์  และที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด  มีค่าเฉลี่ยของการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์สูงกว่า  ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ตั้งของสถานศึกษา  มีค่าเฉลี่ของการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ  และระดับการศึกษามีการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

                ข้อเสนอแนะจากการวิจัย

                1.  ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

                                1.1  ด้านเนื้อหาสารและหลักสูตรการเรียนการสอน  ควรมุ่งเน้นให้นักเรียนนักศึกษาเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  หรือการปฏิบัติที่ถูกต้อง

                                1.2  ด้านกิจกรรมการเรียนรู้  ควรมีการจัดกิจกรรมทางการศึกษาที่หลากหลายด้วยการบูรณาการเนื้อหาสาระและหลักสูตรการเรียนการสอนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ร่วมกับกลุ่มวิชา

ต่าง ๆ รวมทั้งกิจกรรมเสริมหลักสูตร

                                1.3  ด้านสื่อการเรียนรู้  ควรมีการจัดทำสื่อโทรทัศน์เผยแพรสาระความรู้  และแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะคือนักเรียน  นักศึกษาและให้สามารถนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในสถานศึกษาได้อย่างเหมาะสม

                2.  ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

                                2.1  สถานศึกษาควรมีนโยบายในการเฝ้าระวังพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์  และพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของนักเรียน  นักศึกษา  และเผยแพร่ข้อมูลให้นักเรียน  นักศึกษาได้รับรู้ถึงสภาพปัญหา  ความรุนแรง  และมีทางเลือกในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                2.2  กระทรวงศึกษาธิการควรกำหนดนโยบายในการจัดการศึกษา  เฝ้าระวัง  และติดต่อสถานการณ์ของเอดส์  โดยมีเครื่องมือที่สามารถประมวลผลในภาพรวม  ที่บ่งชี้ให้เห็นถึงสภาพความรุนแรง  และทางเลือกในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                3.  ข้อเสนอแนะในการวิจัย

                                3.1  สถานศึกษาควรมีการศึกษาสภาพ  ปัจจัย  และพฤติกรรมของนักเรียน  นักศึกษา  และจำแนกนักเรียน  นักศึกษาเป็นกลุ่มเสี่ยง  และกลุ่มปกติ  เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับนักเรียน  นักศึกษาแต่ละกลุ่ม

                                3.2  ควรมีการศึกษาและพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวัง  และให้ความรู้ความเข้าใจ ใน  การป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์สำหรับนักเรียน  นักศึกษาที่เหมาะสมกับวัย

                                3.3  ควรมีการศึกษาทัศนคติ  ค่านิยมในการมีเพศสัมพันธ์ของนักเรียน  นักศึกษาทั้งในมิติด้านพฤติกรรมศาสตร์  และสังคมศาสตร์  เพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับการวางแผน  ป้องกัน  และแก้ไขปัญหาเอดส์ได้อย่างเหมาะสม

 

กลับ


 

054       ซื่องานวิจัย             การพัฒนาแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับ  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปทุมธานี

ผู้วิจัย                         นางสมใจ     กงเติม

                ปี พ..                         2543

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                                การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ  พัฒนาแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นประถมปีที่  สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปทุมธานี  โดยผู้วิจัยพัฒนาและหาประสิทธิภาพแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์  จำนวน  ชุด  ได้แก่  แบบฝึกการสร้างคำแบบฝึกการเขียนประโยค  แบบฝึกการเขียน  สำนวน  สุภาษิต  คำพังเพย  และแบบฝึกการเขียนเรื่อง  โดยแบบฝึกที่สร้างขึ้นทุกชุด  มีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  มีค่าคะแนนเฉลี่ยระหว่าง  0.30 – 1.00  และประสิทธิภาพ  87.79/85.50  และนำไปใช้กับนักเรียนโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ    Randomized  group pretest  -  posttest  design  กลุ่มละ  30  คน  พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ  .05  และเมื่อประเมินความคิดเห็นในการใช้แบบฝึกในด้าน  ปัจจัยนำเข้า  ด้านกระบวนการ  และด้านผลผลิตจากนักเรียนที่ใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์  จำนวน  30  คน  มีความเห็นว่าแบบฝึกมีความเหมาะสมปานกลางถึงเหมาะสมมาก

 

กลับ


 

055       ซื่องานวิจัย            (ภาษาไทย การพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  โดยใช้สื่อใกล้ตัว

ผู้วิจัย                     นางอัสนี     พ่วงสะอาด  

                ปี พ..                    2544

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                งานวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ที่สอนโดยใช้สื่อใกล้ตัวกับการสอนปกติ

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  โรงเรียนวัดทีมุขาราม  สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอปลายพระยา  จังวัดกระบี่  จำนวน  38  คน  แบ่งเป็น  กลุ่ม  เท่า ๆ กันกลุ่มละ  19  คน  ทำการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนทั้งสองกลุ่มโดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวกัน  จำนวน  30  ข้อ  30  คะแนน  ใช้เวลาทดสอง  ภาคเรียน  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ค่าเฉลี่ยร้อยละ  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และใช้ค่าที่  (t-test)  ในการทดสอบสมมติฐาน

                ผลการวิจัยพบว่า

                1.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการสอนโดยวิธีปกติมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  14.11  คิดเป็นร้อยละ  47.03  อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์   และหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  17.26  คิดเป็นร้อยละ  57.53  อยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ

                2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการสอนโดยใช้สื่อใกล้ตัวมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  14.58  คิดเป็นร้อยละ  48.60  อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์  และหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  20.21  คิดเป็นร้อยละ  67.37  อยู่ในระดับปานกลาง

                3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากวิธีสอนปกติ  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

                4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการสอนโดยใช้สื่อใกล้ตัว  หลังเรียนสูงกว่าก่นเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

                5.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนโดยใช้สื่อใกล้ตัวสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยสอนปกติ  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

                6.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนระหว่างวิธีสอนโดยใช้สื่อใกล้ตัวกับวิธีสอนปกติมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

                ข้อเสนอแนะ

                1.  การสอนอ่านต้องให้นักเรียนฝึกอ่านบ่อย ๆ สม่ำเสมอทุกวัน  โดยให้เริ่มอ่านคำจากรูปภาพไปสู่การอ่านคำที่ไม่มีรูปภาพ

                2.  การฝึกความเข้าใจในการอ่าน  ควรฝึกจากเรื่องที่ง่ายไปหาเรื่องยาก

                3.  เมื่อนักเรียนอ่านคำได้  ควรให้นักเรียนสร้างคำใหม่ที่มีความหมาย  โดยใช้โครงสร้างขอคำเดิม  เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้คำและอ่านคำได้มากขึ้น

 

กลับ


 

056       ซื่องานวิจัย            ผลการใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณตามแนวเวทคณิตเรื่องการบวกและการลบ  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1

ผู้วิจัย                        นางอาภาภรณ์     นันทัชพรพงศ์       และคณะ 

                ปี พ..                       2544

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณตามแนวเวทคณิต  เรื่องการบวกและการลบ  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  และเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณตามแนวเวทคณิตเรื่องการบวกและการลบ  กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ภาคเรียนที่  ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนบ้านโป่งแดงน้ำฉ่าสามัคคี  สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอขามทะเลสอ   สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา  จำนวน  32  คน  โดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive  Sampling)  ใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียว  มีการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง  (One  Group  Pretest  Posttest  Design)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย  แผนการสอนจำนวน  45  แผน  แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณตามแนวเวทคณิต  จำนวน  45  เล่ม   แบบทดสอบย่อย  จำนวน  ฉบับ  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  จำนวน  ฉบับ  สถิติใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบค่า  t  (t-test)   

                ผลการวิจัยพบว่า  แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณตามแนวเวทคณิตที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิ์ภาพเท่ากับ  86.64/80.95  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  ที่ตั้งไว้  และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางเรียนหลังเรียนสุงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ  .01

กลับ


 

057       ซื่องานวิจัย            ปัญหาการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  ในโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดกรมสามัญศึกษาเขตการศึกษา  12

ผู้วิจัย                     นายวิรัช     กิมทรง  

                ปี พ..                    2545

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ  ศึกษาและเปรียบเทียบปัญหาการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดกรมสามัญศึกษา  เขตการศึกษา  12  โดยศึกษาปัญหา  ด้าน  คือ  ด้านการจัดการเรียนการสอนด้านการบริบริหารโครงการด้านอาคารสถานที่ด้านการบำรุงรักษาอุปกรณ์ด้านการนิเทศตดตาม  และประเมินผล  ตัวแปรที่นำมาศึกษาในครั้งนี้  ได้แก่  เพศ  วุฒิการศึกษา  และประสบการณ์ในการทำงาน

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้านี้ได้แก่  หัวหน้างานโสตทัศนศึกษา  ครูผู้รับผิดชอบโครงการ  และครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ในโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดกรมสามัญศึกษาเขตการศึกษา  12  ปี  การศึกษา  2543  จำนวน  596  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  เป็นแบบสอบถามแบบเลือกตอบที่ผู้ศึกษาค้นค้า  สร้างขึ้นเอง  และนำแบบสอบถามไปหาค่าความเชื่อมั่นได้  0.87  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ประกอบด้วย  ความถี่  คะแนนเฉลี่ย  ร้อยละ  และการหาค่าไค  สแควร์

                ผลการวิจัย  พบว่า

                1.  ด้านการจัดการเรียนการสอน  มีปัญหาในเรื่องระยะเวลาในการจัดสอนซ่อมเสริมที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้ในทันที  ปัญหาการนำเข้าสู่บทเรียนและการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประกอบ การเรียนในการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  ด่านการบริหารโครงการ  มีปัญหาเรื่องการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบโครงการและปัญหาการจัดทำแผนปฏิบัติการการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  ด้านอาคารสถานที่  มีปัญหาในด้านการใช้อาคารสถานที่รับชมรายการปัญหาในด้านความสะดวกของการใช้สถานที่ในการจัดการเรียนการสอน  การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  ด้านการบำรุงรักษาอุปกรณ์  มีปัญหาในด้านการนิเทศติดตามกำกับเกี่ยวกับการบำรุงรักษาอุปกรณ์และการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการกำกับติดตามประเมินผล  และการนิเทศติดตามและประเมินผลการดำเนินงานการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของผู้บริหารโรงเรียน

                2.  ผลการเปรียบเทียบปัญหาการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  ในโรงเรียน  มัธยมศึกษา  สังกัดกรมสามัญศึกษา  เขตการศึกษา  12  ตามทัศนะของหัวหน้างานโสตทัศนศึกษา  ครูผู้รับผิดชอบโครงการและครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  จำแนกตามเพศ  วุฒิการศึกษา  และประสบการณ์ในการทำงาน  ไม่แตกต่างกัน

 

กลับ


 

058       ซื่องานวิจัย            การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อทักษะชีวิตด้านสารเสพติดของนักเรียนศึกษาอาชีวเกษตร

ผู้วิจัย                        คุณบรรชร     กล้าหาญ    และคณะ 

                ปี พ..                       2543

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงรูปแบบและวิธีการในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อทักษะชีวิตด้านสารเสพติดของนักศึกษาอาชีวเกษตร  รูปแบบและวิธีการในการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา  ผลของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมตลอดจนศึกษาปัจจัยและเงื่อนไขที่มีผลต่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม  ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาได้แก่นักศึกษาในโครงการปฏิรูปการศึกษาเกษตรเพื่อชีวิต  ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ  (ปวช.  3)  จำนวน  20  คน จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่  การศึกษาได้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม  ซึ่งกระทำโดยการนำเอาโปรแกรมทักษะชีวิต, เทคนิค  PRA,  AIC,  การระดมความคิดเห็น,การสัมภาษณ์เชิงลึก  การสนทนากลุ่ม  รวมทั้งการสังเกตทั้งแบบมีส่วนร่วมและแบบไม่มีส่วนร่วม

                ผลการวิจัยพบว่า  รูปแบบของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมประกอบด้วยการเรียนรู้แบบเป็นทางการโดยการจัดกิจกรรมการศึกษาอบรม  โดยกำหนดหลักสูตรการฝึกอบรมอย่างชัดเจน  เช่น  การจัดโปรแกรมทักษะชีวิต  การทำกิจกรรม  AIVC  เพื่อการกระตุ้นสำนึกรับผิดชอบและแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นระบบ  และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการจากการระดมพลังสมองเพื่อสะท้อนความคิดจากการเข้าร่วมกิจกรรมการสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์  ทั้งจากการร่วมอภิปราย  การสนทนากลุ่ม  และการทำกิจกรรม  PRA  เพื่อวิเคราะห์และสร้างความตระหนักต่อสภาพปัญหารวมทั้งการเติบเต็มความรู้จากการศึกษาดูงาน  ตลอดจนการเรียนรู้ตามอัธยาศัยซึ่งเป็นการเรียนรู้จากการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนและสิ่งแวดล้อมด้าน  ส่วนวิธีการในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมประกอบด้วย  การเรียนรู้ผ่านกระบวนการกลุ่มและการเรียนรู้ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม  ทั้งนี้ขั้นตอนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมประกอบด้วย  ขั้นตอนคือการจัดประสบการณ์ซึ่งเป็นการประมาณประสบการณ์เดิมของนักศึกษาให้เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ในสิ่งใหม่  การสะท้อนความคิดเห็นและการอภิปรายข้อคิดเห็นที่ได้รับจากการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนรู้ร่วมกัน  เพื่อนำไปสู่การสร้างความเข้าใจและเกิดความคิดรวบยอด  รวมทั้งการทดลองหรือประยุกต์แนวคิดซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการนำเอาการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันในลักษณะและสถานการณ์ต่าง  ๆ  จนเกิดเป็นแนวปฏิบัติของนักศึกษา  นอกจากนี้ยังต้องสัมพันธ์กับองค์ประกอบทั้ง  ด้านของทักษะชีวิต  คือทักษะพิสัย  จิตพิสัยและพุทธิพิสัย

                สำหรับรูปแบบและวิธีการในการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา  ประกอบด้วยกระบวนการในการขัดเกลาทางสังคมในลักษณะของการขัดเกลาทางตรง  กรขัด

เกลาแบบบูรณาการ  และการขัดเกลาทางอ้อม  รวมทั้งการจัดกิจกรรมในรูปแบบของกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์

                ผลจากการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม  ทำให้นักศึกษาเกิดความตระหนักในตนเองสามารถวิเคราะห์ถึงสถานภาพ  ข้อดี  ข้อจำกัดของตนเอง  สามารถจัดการกับตนเองในภาวะกดดันได้  โดยการคิดวิเคราะห์หาสาเหตุและแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม  เกิดความเข้าใจและเห็นคุณค่าของผู้อื่นที่แตกต่างจากตนเองโดยเฉพาะผู้ที่ประสบปัญหาอันเนื่องมาจากปัญหาสารเสพติด  นำไปสู่ความภูมิใจในตนเองและสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันแก้ไขปัญหาสารเสพติดจากการทำหน้าที่อาสาสมัครเพื่อสื่อสารความรู้เรื่องสารเสพติดให้แก่เพื่อนทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา  ซึ่งผลของการทำหน้าที่อาสาสมัครทำให้นักศึกษาสามารถพัฒนาทักษะในการสร้างสัมพันธภาพและการสื่อสาร  รวมทั้งสามารถจัดการกับอารมณ์และความเครียดของตนเองได้ด้วย

                สำหรับปัจจัยเงื่อนไขที่มีผลต่อการเรียนรู้ประกอบด้วยคุณลักษณะส่วนบุคคลอันเกิดจากความสนใจและความสามารถทางสติปัญญาในการคิดวิเคราะห์อย่างเชื่อมโยง  หลอมรวมกับคุณลักษณะของความเป็นผู้นำที่มีความสามารถในการควบคุมตนเอง  และความสำนึกรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม  เกิดเป็นแรงจูงใจในการเข้าร่วมกิจกรรม  เช่นเดียวกับความรู้สึกคาดหวังต่อการกระทำของตนเอง  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังได้รับแรงสนับสนุนจากสังคม  จากการแสดงออกซึ่งการยอมรับในการแสดงพฤติกรรมจากบุคคลแวดล้อม  ประกอบกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและเน้นการมีส่วนร่วม  ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดได้ทำ  ได้สร้างสรรค์  และสรุปสาระของการเรียนรู้ร่วมกัน  อีกทั้งจากบริบทของสถานศึกษาเกี่ยวกับที่พักอาศัยของนักศึกษาและลักษณะกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักสูตรของสถานศึกษา  และด้วยการเลือกใช้ช่วงเวลาที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน  ทำให้ได้รับการร่วมมือในการทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ 

 

กลับ


 

059       ซื่องานวิจัย            การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่อง  “โครงสร้างของดอก”  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  โรงเรียนคงทองวิทยา

ผู้วิจัย                     นางสาวสุภัคสิริ     อ้นแพ     และ     นายผจญ     รุ่งอรุณเลิศ 

                ปี พ..                       2544

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่อง  “โครงสร้างของดอก”  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  90/90  เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนปกติ  และศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

                กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ภาคเรียนที่  ปีการศึกษา  2544  โรงเรียนคงทองวิทยา  จำนวน  160  คน  โดยแบ่งการทดสองออกเป็น  กลุ่ม  คือ  กลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนปกติ  กลุ่มละ  80  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย  1)  บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง  “โครงสร้างของดอก”  2)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  3)  แบบวัดเจตคติ  ทำการทดลองโดยการทดสอบก่อนเรียน  แล้วจึงเรียนด้วยวิธีสอนแต่ละวิธี  เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนให้นักเรียนทำแบบทดสอบและกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์สอนตอบแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ความถี่  ค่าร้อยละ  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน    t-test   และ  z-test 

                ผลการวิจัยพบว่า  1)  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนปกติ  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น  .01  โดยนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนปกติ  2)  นักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  คิดเป็นร้อยละ  95.27  3)  บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง  “โครงสร้างของดอก”  มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  90/90.10  สามารถนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนและศึกษาด้วยตนเองได้

 

กลับ


 

060       ซื่องานวิจัย    การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ

ผู้วิจัย               นายประยงค์     มาแสง 

                ปี พ..               2543

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ  ที่พิมพ์เผยแพร่ระหว่างปี    พ..  2533  -  2543  โดยการสังเคราะห์เชิงคุณลักษณะด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสำรวจงานวิจัย  แบบประเมินงานวิจัยด้วยตนเองและแบบสรุปรายงานการวิจัย  ได้งานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์การประเมินจำนวน  128  เรื่อง  สำหรับทำการสังเคราะห์

                สรุปผลการวิจัย

                1)  สภาพงานวิจัย  ร้อยละ  19.55  พิมพ์เผยแพร่ในปี  พ..  2543  ร้อยละ  96.24  เป็นวิทยานิพนธ์  ซึ่งร้อยละ  51.13  ผลิตจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น  และร้อยละ  31.58,  6.02  ผลิตจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  และมหาวิทยาลัยนเรศวร  ตามลำดับร้อยละ  65.41  เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ  และร้อยละ  34.59  เป็นงานวิจัยเชิงทดลอง  จำแนกตามเนื้อหาด้านการบริหารการศึกษา  คิดเป็นร้อยละ  37.59  ด้านการนิเทศการศึกษา  ร้อยละ  4.51  และด้านการจัดการเรียนการสอน  ร้อย  57.90

                2)  งานวิจัยการบริหารการศึกษา  พบเนื้อหาเกี่ยวกับลักษณะพฤติกรรมและการปฏิบัติงานของหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอ  การปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียนการใช้หลักสูตรประถมศึกษา  การปฏิรูปการศึกษา  มาตรฐานโรงเรียน  โครงการขยายโอกาสทางการศึกษา  การใช้คอมพิวเตอร์และห้องปฏิบัติการ  การดำเนินงานบริหารทั่วไป  การดำเนินงานการเงินและพัสดุ  คณะกรรมการการประถมศึกษาอำเภอ  คณะกรรมการโรงเรียนศูนย์วิชาการกลุ่มโรงเรียน  โครงการอาหารกลางวัดและโครงการเศรษฐกิจพอเพียง  ผลงานทางวิชาการ  และการพัฒนาบุคลากร

                3)  งานวิจัยด้านการนิเทศการศึกษา  พบเนื้อหาเกี่ยวกับสภาพ  ปัญหาความต้องการ  และการปฏิบัติการนิเทศ

                4)  งานวิจัยด้านการเรียนการสอน  พบเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา  การเรียนการสอนวิชาภาษาไทย  วิชาคณิตศาสตร์  กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต  กลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพ  วิชาภาษาอังกฤษ  วิชาจริยศึกษา  วิชาศิลปศึกษา  วิชาลูกเสือ-ยุวกาชาด  วิชาสังคมศึกษา  การแนะแนวและให้คำปรึกษาหลักสูตรและภูมิปัญญาท้องถิ่น  และพัฒนาการเด็ก

                5)  ผลการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงสำรวจพบสภาพ  ปัญหา  ความต้องการผลการเปรียบเทียบและความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษาตามลักษณะกิจกรรมและเนื้อหาสามารถพัฒนาการเรียนรู้  ทักษะและพฤติกรรมต่าง ๆ ของนักเรียนให้สูงขึ้น

                6)  ผลการสังเคราะห์เชิงทดลองพบผลการใช้นวัตกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสามารถพัฒนาการเรียนรู้  ทักษะและพฤติกรรมต่าง ๆ ของนักเรียนให้สูงขึ้น

 

กลับ


 

061       ซื่องานวิจัย            แหล่งการเรียนรู้แบบบูรณาการในพื้นที่โดยรอบโรงเรียนศรีวิชัยวิทยา  อำเภอเมืองนครปฐม  จังหวัดนครปฐม

ผู้วิจัย                       นายประพัฒน์     วรทรัพย์ 

                ปี พ..                       2546

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การศึกษาวิจัย   เรื่อง  แหล่งการเรียนรู้แบบบูรณาการในพื้นที่โดยรอบโรงเรียนศรีวิชัยวิทยาอำเภอเมืองนครปฐม    จังหวัดนครปฐม  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเภทและจำนวนแหล่งการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการในพื้นที่ศึกษา  และเพื่อวิเคราะห์รูปแบบการจัดการศึกษาแบบบูรณาการที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ   และเพื่อวิเคราะห์รูปแบบการจัดการศึกษาแบบบูรณาการที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ  และการมีส่วนร่วมของชุมชน  ด้วยการวิจัยเอกสาร  การสำรวจ  และการวิจัยเชิงคุณภาพ  และการมีส่วนร่วมของชุมชน  ด้วยการวิจัยเอกสาร  การสำรวจ  และการวิจัยเชิงคุณภาพ  รายงานผลการวิจัยด้วยการพรรณนาวิเคราะห์  โดยมีขอบเขตพื้นที่ในการศึกษาเป็นรัศมีระยะ  กิโลเมตรจากโดรงเรียนศรีวิชัยวิทยา  จากการศึกษาพบว่า

                แหล่งการเรียนรู้รอบโรงเรียนศรีวิชัยวิทยาแต่ละแห่งมีความเหมาะสมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ แตกต่างกันไป  จำแนกประเภทของแหล่งการเรียนรู้แบบบูรณาการออกเป็น  ปะเภท  โดยแต่ละประเภทมีจำนวนแหล่งการเรียนรู้ดังนี้  แหล่งการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น  จำนวน  แหล่ง  แหล่งการเรียนรู้ด้านศาสนาศิลปวัฒนธรรม  และภูมิปัญญาท้องถิ่น  จำนวน  12  แหล่ง  แหล่งการเรียนรู้ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  จำนวน  แหล่ง  แหล่งการเรียนรู้ด้านการประกอบอาชีพที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นจำนวน  แหล่ง  แหล่งการเรียนรู้ด้านวิทยาการสมัยใหม่  จำนวน  แหล่ง  จำนวนแหล่งการเรียนรู้ทั้งหมดที่ศึกษาในแต่ละประเภทเมื่อรวมแหล่งการเรียนรู้ที่มีชื่อซ้ำอยู่ในแหล่งอื่น  ๆ  ด้วยมีจำนวนทั้งสิ้น  33  แหล่งการเรียนรู้  การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแหล่งการเรียนรู้แบบบูรณาการเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญและการมีส่วนร่วมของชุมชน  จะส่งผลให้นักเรียนเป็นคนเก่ง  ดีอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข

                รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่จากกระบวนการคิดและการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง  เป็นไปตามความต้องการของผู้เรียน  ด้วยกิจกรรมที่ผสมผสานและเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา  โดยมีการวางแผนในการกำหนดโครงการร่วมกันระหว่างสถานศึกษา  ครูผู้สอน  และชุมชนที่เกี่ยวข้อง  สำหรับการดำเนินงานของโรงเรียนศรีวิชัยวิทยาสามารถดำเนินการได้ในขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยครูผู้สอน  ซึ่งสามารถจัดการเรียนรู้ได้ทั้งบูรณาการแบบคู่ขนาน  บูรณาการแบบสหวิทยาการ  และบูรณาการแบบโครงการ  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดทำแผนการเรียนรู้สถานศึกษาเป็นสำคัญ

 

กลับ


 

062       ซื่องานวิจัย            การสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากในวิชาภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  4

ผู้วิจัย                        นางกรวิการ์     รื่นรมย์ 

                ปี พ..                       2543

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากในวิชาภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  และนำไปหาประสิทธิภาพกับนักเรียนเป็นจำนวน  ครั้ง  นักเรียนรายบุคคลจำนวน  คน  เป็นกลุ่มย่อยจำนวน  10  คน  เป็นกลุ่มย่อยจำนวน  10  คน  เป็นกลุ่มใหญ่  จำนวน  73  คน  ในปีการศึกษา  2543   เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำยากและความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากกับการสอนโดยใช้วิธีสอนตามคู่มือครูได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  4  สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดระยองจำนวนทั้งสิ้น  288  คน  กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายเป็นนักเรียนโรงเรียนวัดชากผักกูด  จำนวน  คน  โรงเรียนนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยอง  จำนวน  10  คน  โรงเรียนนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยอง  จำนวน  73  คน

                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่  แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากและแบบวัดความสามารถในการเขียนสะกดคำยาก  วิเคราะห์ข้อมูลโดยการประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยาก  ครั้ง  โดยใช้เกณฑ์  80/80  เกณฑ์  80  ตัวแรก  หมายถึง  ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งกลุ่มที่ทำแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากได้ถูกต้อง  เกณฑ์  80  ตัวหลังหมายถึง  ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งกลุ่มที่ทำแบบวัดความสามารถในการเขียนสะกดคำยากหลังเรียนได้ถูกต้องและใช้การทดสอบค่าที่ (t – test)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำยากก่อนและหลังการทำแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากและวัดความคงทนในการเรียนรู้

                ผลการวิจัยพบว่าแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากมีประสิทธิภาพ  92.05/81.55  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  80/80  ผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำยากและความคงทนในการเรียนรู้ระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากมีผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำยากและความคงทนในการเรียนรู้สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการสอนโดยใช้วิธีสอนตามคู่มือครู

 

กลับ


 

063       ซื่องานวิจัย             การศึกษาผลกระทบของการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่มีต่อสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา

ผู้วิจัย                        รองศาสตราจารย์  ดร.อุทัย     บุญประเสริฐ    และคณะ 

                ปี พ..                       2539

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่มีต่อสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา  ในด้านประสิทธิภาพการบริหารการศึกษา  ด้านคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา และระบบย่อยภายในองค์การของสถานศึกษาในสังกัดกรมอาชีวศึกษา  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่  ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษาทีได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาตามแผนพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง  สังกัดกรมอาชีวศึกษา  ระหว่างปีงบประมาณ  2529 – 2537  และเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในสถานศึกษาในปีการศึกษา  2538  จำนวน  82  คน  ผลการวิจัยปรากฏว่า

                1.  โดยภาพรวมแล้วประสิทธิภาพในการบริหารของสถานศึกษา  อยู่ในระดับมีประสิทธิภาพมาก  และความมีประสิทธิภาพนั้นเป็นผลมาจากการที่ผู้บริหารผ่านการฝึกอบรมในโครงการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในระดับมาก  ส่วนที่ส่งผลมากชัดเจนคือการส่งผลในงานด้านการส่งเสริมการศึกษา

                2.  คุณภาพของสถานศึกษา  เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้ว  ปรากฏว่ามีคุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง  และผลกระทบที่เกิดจากการที่ผู้บริหารสถานศึกษาผ่านการฝึกอบรมเมื่อพิจารณาโดยรวมก็อยู่ระดับปานกลางเช่นเดียวกัน  แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดเป็นการเฉพาะ  พบว่ามีการส่งผลกระทบในระดับมาก  ในองค์ประกอบด้านกระบวนการและด้านผลลัพธ์ทางการศึกษา

                3.  สถานศึกษามีการเปลี่ยนแปลงในระดับมาก  ทั้งโดยรวมและในระบบย่อยแต่ละระบบทุกระบบย่อย  การผ่านการฝึกอบรมในโครงการนี้มีผลโดยตรงในระดับมากต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบย่อยต่าง ๆ ภายในของสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา

 

กลับ


 

064       ซื่องานวิจัย            รายงานการจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการ

ผู้วิจัย                           - 

                ปี พ..                        2543

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                รายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการ  ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ดังนี้

                1)  การวิเคราะห์เค้าโครงการวิจัยประจำปีของกระทรวงศึกษาธิการ

                2)  การพิจารณาเค้าโครงการวิจัยในการให้ทุนอุดหนุนการวิจัย

                3)  การตรวจรายงานผลการวิจัยในการให้ทุนอุดหนุนการวิจัย

                4)  การคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพของกระทรวงศึกษาธิการ

                ประชากร  คือ  เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประเมินงานวิจัยของหน่วยงานและสถานศึกษาต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยในกระทรวง  ทบวง  กรม  ซึ่งในการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง  ด้วยการเลือกแบบเจาะจงได้แก่  เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้องจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ  และมหาวิทยาลัยรามคำแหง

                เครื่องมือและการเก็บรวบรวมข้อมูล  สร้างเครื่องมือขึ้นจากการหลอมรวมความคิดทฤษฎีต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับบทบาทและภาระหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งเป็นข้อคำถามปลายเปิด  เนื่องจากในการจัดทำหลักเกณฑ์การแระเมินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยครั้งนี้  มี  หลักเกณฑ์  คือ  การวิเคราะห์เค้าโครงการวิจัยประจำปี  การพิจารณาเค้าโครงการวิจัยที่ขอรับทุน  การตรวจรายงานผลการวิจัยที่ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย  และการคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพ  จึงสร้างเครื่องมือเป็นแบบสำรวจข้อมูลจากเอกสาร  แบบ  ตรวจสอบเครื่องมือโดยให้นักวิชาการพิจารณาในความแม่นตรงเชิงเนื้อหา    (Content  Validity)  เก็บรวบรวมข้อมูลโดยศึกษาจากเอกสารที่รวบรวมได้จากหน่วยงานที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง  โดยการติดต่อขอเอกสารทางไปรษณีย์  และสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง  แล้วนำมาสรุปตามกรอบความคิด  หรือตามแบบสำรวจข้อมูลในแต่ละหลักเกณฑ์ดังกล่าว

                การวิเคราะห์ข้อมูล  ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา  (Content  Analysis)  และทำการสรุปผลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา  (Descriptive  statistics)

                ขั้นตอนกาจัดทำหลักเกณฑ์การประเมิน  ในการจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินครั้งนี้  มีขั้นตอนการดำเนินงานสำคัญในแต่ละหลักเกณฑ์ประกอบด้วย

                1.  วางแผนพัฒนาคุณภาพงานวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการ  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการวิจัย  ใน  ลักษณะ  คือเกี่ยวกับการเสนอของงบประมาณโครงการวิจัยประจำปีผ่านสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติตามมติคณะรัฐมนตรี  (1 ฉบับ การให้ทุนอุดหนุนการวิจัย  (2 ฉบับ) และเกี่ยวกับการคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพเพื่อเผยและยกย่องเชิดชูเกียรติ  (1 ฉบับ โดยการกำหนดรูปแบบของหลักเกณฑ์การประเมิน  กำหนดสภาพปัจจุบันและปัญหากำหนดวัตถุประสงค์  กำหนดประชากรกลุ่มตัวอย่าง  การสร้างเครื่องมือ  การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล

                2.  ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณภาพงานวิจัยอย่างหลากหลาย  ทั้งเอกสารหลักเกณฑ์การประเมิน  ตำราการวิเคราะห์โครงการวิจัย  กรตรวจรายงานผลการวิจัยเพื่อนำมาสร้างกรอบความคิดในการดำเนินงานและเกี่ยวกับการคัดเลือกผลงานวิจัยเพื่อการเผยแพร่

                3.  สร้างกรอบความคิดที่ใช้ในการกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินแต่ละฉบับ  เพื่อกำหนดกรอบให้ครอบคลุมเนื้อหาที่จะทำการประเมิน  และสอดคล้องกับบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ

                4.  จัดทำร่างหลักเกณฑ์การประเมิน  4ฉบับ  ทั้งการวิเคราะห์เค้าโครงการวิจัยประจำปี  การตรวจสอบโครงการวิจัยที่ขอรับทุน  การตรวจรายงานผลการวิจัยที่ได้รับทุน  และการคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพ

                5.  ตรวจสอบความแม่นตรงเชิงเนื้อหา  (Content  Validity)  โดยขอความอนุเคราะห์จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ  นำไปทดลองใช้และปรับปรุงแก้ไขให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

                6.  ปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์ทั้ง  ฉบับ  โดยนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานเพื่อพิจารณาทุนอุดหนุนการวิจัยด้วยการตรวจสอบฉบับละ  ครั้ง  แล้วนำเสนอคระกรรมการวิจัยการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนาธรรมของกระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบ

                7.  จัดพิมพ์เผยแพร่ไปยังหน่วยงานทางการศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ  665  หน่วยงานทั่วประเทศได้ใช้ประโยชน์

                ผลการศึกษาได้เสนอสระสำคัญของประเด็นที่จะทำการปะเมินในแต่ละหลักเกณฑ์ดังนี้

                หลักเกณฑ์การวิเคราะห์เค้าโครงการวิจัยประจำปีของกระทรวงศึกษาธิการ  เป็นการสร้างเกณฑ์การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเบื้องต้นของเค้าโครงการวิจัยที่จะของบประมาณประจำปี  ผ่านสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ  โดยใช้เกณฑ์การจัดอันดับ  (Rating  Scale)  มาประกอบการวิเคราะห์  มีสาระสำคัญดังนี้

                                1.  คุณค่าเค้าโครงการวิจัยในเชิงนโยบาย  พิจารณาจากความสอดคล้องกับนโยบายและแผนพัฒนาทางการศึกษาของรัฐบาล  สภาพปัญหาและการพัฒนาตามสถานการณ์ทางการศึกษา  ตลอดจนความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา  และพิจารณาจากความซ้ำซ้อนหรือความคล้ายกันของโครงการวิจัยที่ดำเนินการมาแล้ว

                                2.  คุณค่าของเค้าโครงการวิจัยด้านระเบียบวิธีวิจัย  พิจารณาจากความสอดคล้องของวัตถุประสงค์กับปัญหาที่ทำการวิจัย  ความเหมาะสมของหลักการและเหตุผล  และความเหมาะสมของขั้นตอนของการดำเนินงานวิจัย

                                3.  ประโยชน์ที่จะได้จากการวิจัย  พิจารณาจากการนำไปกำหนดนโยบายหรือนำไปวางแผนทางการศึกษา  การนำไปใช้ในทางปฏิบัติจริง  และคุณค่าทางวิชาการเกี่ยวกับการหาข้อสรุปใหม่ทางการศึกษา

                หลักเกณฑ์การพิจารณาเค้าโครงการวิจัยที่ขอรับทุนอุดหนุนการวิจัยของกรทรวงศึกษาธิการ โดยใช้เกณฑ์การจัดอันดับ  (Rating  Scale)  มาประกอบการพิจารณา มีสาระสำคัญดังนี้

                                1.  ชื่อโครงการมีความกะทัดรัดครอบคลุมใช้ภาษาได้ถูกต้องตามสาขาวิชา  ความสำคัญและที่มาของปัญหา  สามารถชี้ประเด็นได้ชัดเจนวิเคราะห์ได้สอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎี  มีการศึกษาเอกสารแนวคิดทฤษฎีได้กะทัดรัด  และมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน  สอดคล้องกับปัญหาและตอบคำถามได้

                                2.  เลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยได้เหมาะสมกับการแก้ปัญหา  กำหนดแบบแผนได้สอดคล้องกับการแก้ปัญหา  ขั้นตอนการวิจัยชัดเจน  เครื่องมือถูกต้อง  และสถิติที่ใช้เหมาะสมกับแบบแผนการวิจัย

                                3.  ผลที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติได้  สอดคล้องกับการแก้ปัญหาและเกิดคุณค่าทางวิชาการ

                                4.   การอ้างอิงเขียนได้ถูกต้องตามหลักสากลที่ยอมรับได้และครบถ้วน

                                5. แผนการดำเนินงานและงบประมาณเหมาะสมกับการดำเนินงานและความพร้อมของผู้วิจัยเอื้อต่อการทำวิจัยให้ประสบความสำเร็จได้

                หลักเกณฑ์การตรวจรายงานการวิจัยที่ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยใช้เกณฑ์การผ่านหรือไม่ผ่าน  ในแต่ละตอน  ซึ่งมี  ตอน  ใช้ความเชี่ยวชาญของผู้ทรงคุณวุฒิเป็นสำคัญ  มีสาระสำคัญดังนี้

                                1.  ความสำคัญและขอบเขตของเรื่องที่วิจัยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญได้ชัดเจนสมเหตุสมผล  การอ้างอิงและกำหนดกรอบความคิดในการวิจัยได้เหมาะสมกับเรื่องที่วิจัย

                                2.  วิธีดำเนินการวิจัยและแบบแผนการวิจัยกำหนดได้สอดคล้องกับการแก้ปัญหาการวิเคราะห์ข้อมูลและการใช้สถิติได้เหมาะสมที่จะตอบคำถามได้  และแปลผลได้ถูกต้อง  ตลอดจนสรุปอภิปรายผลได้น่าสนใจและเชื่อถือได้

                                3.  การอ้างอิงดำเนินการได้ถูกต้องตามหลักสากลที่ยอมรับได้  การใช้ภาษาโดยทั่วไปได้เหมาะสมกะทัดรัด  ความต่อเนื่องของการเขียนรายงานได้เชื่อมโยงทุกตอน

                หลักเกณฑ์การคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพ  ใช้ระดับคุณภาพ  ระดับ  มีสาระสำคัญดังนี้

                                1.  ชื่อรายงานวิจัยมีความชัดเจน  กะทัดรัดเข้าใจง่าย  ครอบคลุมเนื้อหา  วัตถุประสงค์จำเพาะเจาะจง  สามารถตอบคำถามได้  ความสำคัญและที่มาของปัญหามีความชัดเจนกล่าวถึงกันมาก  จำเป็นต้องทำการวิจัยหาแนวทางแก้ไข

                                2.  มีการศึกษาแนวคิดทฤษฎีได้ครอบคลุมกับปัญหาของการวิจัย  เสนอกรอบความคิดได้ชัดเจน  ออกแบบการวิจัยได้เหมาะสมกับการแก้ปัญหา  มีวิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เชื่อถือได้เครื่องมือเหมาะสม  เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลได้ถูกต้อง

                                3.  เสนอผลการวิจัยได้ครอบคลุม  สรุปได้สมเหตุสมผลกับทฤษฎี  ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์  ผลที่เกิดขึ้นนำไปแก้ปัญหาและประยุกต์ใช้ในหน่วยงานได้  ตลอดจนเกิดคุณค่า

 

กลับ


 

065      ซื่องานวิจัย             รูปแบบการจัดการกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติในโรงเรียนประถมศึกษา  จังหวัดสงขลา

ผู้วิจัย                        นางสาวจรรย์จรูญ     ยอดศรี

                ปี พ..                       2544

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                งานวิจัย  เป็นการวิจัยรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติในโรงเรียนประถมศึกษา  จังหวัดสงขลา  โดยมีวัตถุประสงค์  ประการคือ  หารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพ  ตามสุขบัญญัติแห่งชาติในโรงเรียนประถมศึกษา  จังหวัดสงขลา  เพื่อนำผลจากการศึกษา  มาพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติ  แห่งชาติ  ให้เกิดประสิทธิผลต่อนักเรียน  และเพื่อให้นักเรียนสามารถเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ  โดยจัดทำเป็นหนังสือส่งเสริม  การอ่านสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1 – 2  ได้  ผู้วิจัยเก็บข้อมูลด้วยการทดสอบ  สังเกตและสัมภาษณ์  แล้วนำเสนอการวิจัยด้วยวิธีพรรณาวิเคราะห์  ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

                1.  ได้สรุปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติในโรงเรียนประถมศึกษา  จังหวัดสงขลา  ดังนี้

                2.  ผลการนำรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไปพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติในโรงเรียนประถมศึกษา  จังหวัดสงขลาสอยู่ในระดับดี  และส่งผลต่อพฤติกรรมของนักเรียนในระดับดีมาก

                3.  ผลจากการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างเสริมพฤติกรรมตามสุขบัญญัติแห่งชาติโดยการจัดทำหนังสือส่งเสริมการอ่านสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา  ปีที่  1 – 2  นั้น   นักเรียนนำเสนอเนื้อหาค่อนข้างมีสาระน้อย  การใช้ภาษาไม่ชัดเจน  ความคิดไม่ต่อเนื่อง   และที่สำคัญคือ  เขียนหนังเสือผิด

 

กลับ


 

066      ซื่องานวิจัย             รูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน  ในเขตการศึกษา  2

ผู้วิจัย                        นายพิษณุ     ก่อเกียรติยากุล 

                ปี พ..                       2543

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์รูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชุนในเขตการศึกษา  ตามกรอบความคิดเห็น  ด้าน  ได้แก่  ด้านการบริหารและการจัดการ  ด้านหลักสูตร  ด้านกระบวนการเรียนการสอน  และด้านวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้  ได้แก่  ผู้นำกลุ่มบุคคลในชุมชนในเขตการศึกษา  จำนวน  กลุ่ม  คือ  ผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรทางการศึกษา  ประกอบด้วยศึกษาธิการอำเภอ  หัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอหัวหน้าศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ  ผู้อำนวยการกองการศึกษาเทศบาลและผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  และผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาประกอบด้วยพัฒนาการอำเภอเกษตรอำเภอ  สาธารณสุขอำเภอ  ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล  และประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  จำนวน  339  คน  ซึ่งได้กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางการเปรียบเทียบของ  เครจซี่  และมอร์แกน  (Krejcie  and  MorgaN)  และทำการสุ่มอย่างง่ายให้ครอบคลุมทุกจังหวัดของเขตการศึกษา  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามแบบเลือกตอบ  ตัวเลือกจำนวน  48  ข้อ  ซึ่งผู้วิจัยสังเคราะห์ขึ้นตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ  มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ  1.00  และมีคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะเพิ่มเติม  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดลองสมสุติฐานโดยใช้  ค่าไค – สแควร์  ค่าเอฟ (f – test)  และค่าที  (t – test)  ผลการวิจัยพบว่า 

                1.  ผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรทางการศึกษาและผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในเขตการศึกษา  ส่วนใหญ่เห็นด้วย  กับรูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนในเขตการศึกษา  ซึ่งได้สังเคราะห์ขึ้นตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ  ทั้งโดยภาพรวมและรายด้าน  กล่าวคือ  ด้านการบริหารและการจัดการ  เห็นด้วยกับการที่จะให้กระทรวงการศึกษามีอำนาจน้อยลง  แต่จะมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย  แผน  และมาตรฐานการศึกษาให้กับสถานศึกษาในสังกัดรวมทั้งสังกัดกระทรวงมหาดไทยด้วย  นอกจากนั้นมีหน้าที่สนับสนุนทรัพยากรรวมทั้งการตรวจสอบติดตามประเมินผล  สำหรับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการการศึกษาเขตพื้นที่  และคณะกรรมการสถานศึกษามีหน้าที่วางแผนพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษา  ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  องค์กรเอกชนและประชาชน  ในการระดมสรรพกำลังมาใช้ในการจัดการศึกษาตลอดจนกำหนดระบบข้อมูลสารสนเทศระบบตรวจสอบนิเทศและระบบประเมินตนเองภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพ  ด้านหลักสูตร  เห็นด้วยกับการให้สถานศึกษามีหน้าที่ต้องจัดทำสาระของหลักสูตรให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางโดยให้ชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วม  พัฒนาหลักสูตรและจัดทำแผนการเรียนที่หลากหลาย  สอดคล้องกับสภาพความพร้อม  และความต้องการของผู้เรียนและชุมชน  บริหารการใช้หลักสูตรให้มีประสิทธิภาพ  ดำเนินการตามระบบเทียบโอนผลการเรียน  สถานศึกษาสามารถจัดทำสาระการเรียนรู้พื้นฐาน  กลุ่ม  ประกอบด้วยความรู้  ทักษะ  และคุณธรรม  ครูมีอิสระในการเลือกแบบเรียนและสร้างประมวลการสอน  สถานศึกษามีอิสระในการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นให้เหมาะกับสภาพชุมชนและมุ่งพัฒนาผู้เรียนในลักษณะองค์รวมทั้งด้านร่างกาย  จิตใจ  สังคม  และสติปัญญา  ด้านกระยวนการเรียนการสอน  เห็นด้วยที่จะให้จัดกระบวนการเรียนการสอนทียึดผู้เรียนเป็นสำคัญ  จัดทำสาระการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางและความต้องการของผู้เรียนและชุมชน  จัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม  และองค์ประกอบอื่นให้เหมาะกับการเรียนรู้รวมทั้งให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมกิจกรรมการเรียนการสอน  มีการทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อนำผลมาใช้พัฒนาการเรียนการสอนมีการปะเมินผลสัมฤทธิ์โดยใช้สื่อที่หลากหลายมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอน  ให้สัมพันธ์กับชีวิตจริงของผู้เรียน  การให้ปราชญ์ท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดการเรียนการสอนและจัดให้มีการประเมินคุณภาพการศึกษาที่น่าเชื่อถือ  ด้านวิชาชีพครูแลบุคลากรทางการศึกษา  เห็นด้วยกับการให้มีการพัฒนาบุคลากรทุกฝ่ายรวมทั้งประชาชนให้เป็นทีมงานที่มีคุณภาพในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาการศึกษา  พัฒนาครู  และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพเพื่อนำไปสู่การเป็นมืออาชีพ  มีความรู้ความเข้าใจการจัดทำหลักสูตร  และการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง  มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานทั้งภายใน  และภายนอก  มีการรายงานผลงานสู่  สาธารณชน  และรับฟังเสียงสะท้อนกลับ  เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา  ได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการทำวิจัยในชั้นเรียน    ดำเนินการให้คุณและบุคลากรทางการศึกษา  ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการสูงขึ้น  มีใบรับรองการประกอบวิชาชีพ  ให้คุรุสภามีหน้าที่ดูแลมาตรฐานครูและบุคลากรทางการศึกษา  พัฒนาหลักสูตรการผลิตครู  ส่งเสริมผู้มีความรู้คู่คุณธรรมเข้ามาเรียนวิชาชีพครู  และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีภูมิลำเนาในเขตพื้นที่ที่ตั้งสถานศึกษาเข้ามาเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มากที่สุด

                2.  ผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรทางการศึกษาและผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรชุชนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ในเขตการศึกษา  ที่มีเพศต่างกัน อายุต่างกัน  ระดับการศึกษาต่างกัน  ตำแหน่งหน้าที่การงานต่างกัน  และปฏิบัติงานในจังหวัดต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน  โดยภาพรวมและรายด้านทั้ง  ด้าน  คือด้านการบริหารและการจัดการ  ด้านหลักสูตร  ด้านกระบวนการเรียนการสอน  และด้านวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่แตกต่างกัน

                3.  ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนในเขตการศึกษา  ผู้นำกลุ่มบุคคลในชุมชนได้ให้ข้อเสนอแนะที่สำคัญคือ  ด้านการบริหารและการจัดการ  ควรให้มีการกระจายอำนาจบริหารและจัดการศึกษาไปสู่ท้องถิ่นและสถานศึกษาอย่างแท้จริง  ควรให้ชุมชนมีส่วนร่วม  ควรสรรหาและพัฒนาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพด้านหลักสูตร  ควรพัฒนาหลักสูตรให้ชุมชนมีส่วนร่วม  ควรสรรหาและพัฒนาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพก้านหลักสูตร  ควรพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและทันสมัยอยู่เสมอรวมทั้งพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาให้มีความรู้ในการจัดทำและพัฒนาหลักสูตร  ด้านกระบวนการเรียนการสอน  ควรจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างแท้จริง  และพัฒนาครูให้เข้าใจวิธีสอนแบบนี้ด้วยนอกจากนั้นเน้นให้ผู้เรียนมีความสุขกับการเรียนรู้  และด้านวิชาชีพครูและบุคลากรทางศึกษาควรพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพเพื่อนำไป  สู่การเป็นมืออาชีพ  การให้มีใบประกอบวิชาชีพครู  การให้ค่าตอบแทน  และสวัสดิการที่สูงขึ้น  การยกย่องเชิดชูเกียรติ  และการประเมินผลการปฏิบัติงานของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ

 

กลับ


 

067       ซื่องานวิจัย             ความต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการใน  จังหวัดชายแดนภาคใต้

ผู้วิจัย                        นางวัชราภรณ์     นิยม 

                ปี พ..                       2542

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1)  ศึกษาความต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการใน  จังหวัดชายแดนภาคใต้   2)   เพื่อเปรียบเทียบความต้องการแรงงานระหว่างระดับการศึกษาในแต่ละประเภทของสถานประกอบการ  3)  เพื่อเปรียบเทียบความต้องการแรงงานระหว่างประเภทวิชาในแต่ละประเภทของสถานประกอบการ  4)  เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความรู้ทางวิชาการ  และทักษะ  ทางวิชาชีพของสถานประกอบการ

                กลุ่มตัวอย่าง  คือ  สถานประกอบการประเภทอุตสาหกรรม  พาณิชยกรรม  และบริการ  ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด  และห้างหุ้นส่วนจำกัดในจังหวัดปัตตานี  ยะลา  นราธิวาส  จำนวน  193  แห่ง  ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย

                เครื่องมือใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  มี  ตอน  คือ  ตอนที่  เป็นข้อมูลเบื้องต้นของสถานประกอบการและผู้ตอบแบบสอบถาม  ตอนที่  เป็นแบบเติมจำนวนเกี่ยวกับความต้องการจ้างงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการ  ประเภทอุตสาหกรรมพาณิชยกรรม  และบริการ ตอนที่ เป็นคำถมปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะความรู้ทางวิชาการและทักษะทางวิชาชีพ  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป  SPSS/PC+  เพื่อหาค่าร้อยละและทดสอบค่าไคว์สแคว  (X²  Test)

                ผลการวิจัยพบว่า

                1.  ระดับการศึกษาที่สถานประกอบการมีความต้องการมากที่สุด  คือ  ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  (ปวส.)  ประเภทวิชา  คือ  ประเภทวิชาพาณิชยกรรม  ส่วนประเภทของสถานประกอบการและปี พ.ที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุด  คือ  สถานประกอบการประเภทพาณิชยกรรม  และปี พ..  2545

                2.  สถานประกอบการทั้ง  ประเภท  มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ  (ปวช.)  และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค  (ปวท.)  ไม่แตกต่างกัน

                3.สถานประกอบการทั้ง  ประเภท  มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)  ประเภทวิชาอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมไม่แตกต่างกันมีความต้องการแรงงานประเภทพาณิชยกรรมและคหกรรมแตกต่างกัน  มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  (ปวส.)  ประเภทวิชาอุตสาหกรรม  ศิลปกรรม  และคหกรรม  ไม่แตกต่างกัน  มีความต้องการแรงงานประเภทวิชาพาณิชยกรรมแตกต่างกัน  มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) ประเภทวิชาอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมไม่แตกต่างกัน

                4.ข้อเสนอแนะของสถานประกอบการเกี่ยวกับความรู้ทางวิชาการ คือ  ควรให้มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  เน้นการเรียนภาษาต่างประเทศ  เน้นเกี่ยวกับความรู้ความสามารถเฉพาะสาขาวิชาให้มากกว่านี้ส่วนทักษะทางวิชาชีพควรเน้นภาคปฏิบัติให้มากขึ้น  ให้ฝึกงานในสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียน  เน้นคุณธรรมจริยธรรม  ส่วนข้อเสนอแนะอื่น ๆ การสอนวิชาช่างควรเน้นปฏิบัติมากกว่าทฤษฎีควรฝึกให้นักศึกษามีความรับผิดชอบและกว้าแสดงออก

 

กลับ


 

068       ซื่องานวิจัย            รูปแบบการพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ผู้วิจัย                           นายสนั่น  พาหอม

                ปี พ..                       2548

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) กลุ่มเป้าหมายผู้ร่วมปฏิบัติการได้แก่ผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะ ประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญ  เจ้าหน้าที่ส่งเสริม โต๊ะครูและผู้เกี่ยวข้องอื่นในพื้นที่ รวม 308 คน  กลุ่มตัวอย่างในการประเมินผลการพัฒนาของสถาบันศึกษาปอเนาะได้แก่โต๊ะครูที่ร่วมปฏิบัติการ ส่วนกลุ่มตัวอย่างในการประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของรูปแบบได้แก่ผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของสถาบันศึกษาปอเนาะ ประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ส่งเสริม และโต๊ะครู จำนวน 100 คน ใช้แบบสนทนากลุ่มกำหนดปัญหาและความต้องการ แบบสนทนากลุ่มกำหนดแนวทางการพัฒนา แบบประเมินผลการดำเนินงานของสถาบันศึกษาปอเนาะและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และมีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยการหาความตรงในเนื้อหาด้วยการหาดัชนีความสอดคล้อง (IOC) และความเชื่อมั่นโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา เป็นเครื่องมือการวิจัย  เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม การจัดส่งแบบและรวบรวมแบบคืนทางไปรษณีย์และการจัดส่งแบบและรวบรวมคืนด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป ใช้ค่าเฉลี่ย ()           ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าความแตกต่างระหว่างฐานนิยมและมัธยฐาน (Mo-Md) และค่าพิสัยควอไทล์ (Q.D.)          เป็นสถิติในการวิเคราะห์

ผลการวิจัยพบว่า

1. สถาบันศึกษาปอเนาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัญหาเกี่ยวกับ ความไม่ชัดเจนและต่อเนื่องในนโยบายสนับสนุนของรัฐ อาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม บุคลากรขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง  หลักสูตรไม่เอื้อต่อการถ่ายโอนผลการเรียน การวัดและประเมินผลรวมทั้งการบริหารจัดการยังขาดประสิทธิภาพ ต้องการการสนับสนุนจากรัฐอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาหลักสูตรกลางเป็นตัวแบบ และต้องการสนับสนุนช่วยเหลือกันในการพัฒนา

2. สถาบันศึกษาปอเนาะจำเป็นต้องพัฒนา ทั้งด้านวิชาการ อาคารสถานที่ การบริหารการเงินและธุรการ    การพัฒนาบุคลากรและการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน โดยการพัฒนาที่เน้นการพึ่งตนเอง การร่วมมือช่วยเหลือกัน            การพัฒนาตามสภาพจริง การระดมสรรพกำลังจากทุกฝ่าย และการกำหนดกรอบกิจกรรมสำหรับการพัฒนา ในแต่ละระดับ

3. สถาบันศึกษาปอเนาะที่ร่วมปฏิบัติการ ได้นำแนวทางการพัฒนาที่กำหนดร่วมกัน ไปใช้เป็นแนวทางใน   การพัฒนา และได้ดำเนินการพัฒนาตามแนวทางที่กำหนดในระดับมากที่สุด

4. รูปแบบการพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะที่พัฒนาขึ้น เป็นรูปแบบความคิดเชิงยุทธศาสตร์ กำหนดให้สถาบันเป็นสถาบันสอนศาสนาและการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ผู้เรียนมีความรู้คู่คุณธรรมและสร้างชุมชนเข้มแข็ง ดำเนินการพัฒนาใน 5 พันธกิจ ได้แก่ การพัฒนาอาคารสถานที่ การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และการพัฒนาชุมชน โดยมีเป้าประสงค์ที่จะให้สถาบันศึกษาปอเนาะ เป็นสถาบันน่าอยู่  ครูมีคุณภาพ ผู้เรียนมีความรู้คู่คุณธรรม มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และเป็นสถาบันของชุมชน ใช้ 3 กลยุทธ์หลัก ในการพัฒนา ได้แก่ การพัฒนาแบบพึ่งตนเอง การสร้างเครือข่ายการพัฒนาและการสร้างคุณภาพถ้วนหน้า พร้อมทั้งกำหนดกรอบกิจกรรมการพัฒนาไว้ชัดเจนในแต่ละระดับ ให้ส่งผลต่อความร่วมมือและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

5. ผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะ ทั้งผู้บริหารระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ส่งเสริม และ โต๊ะครู มีความเห็นสอดคล้องกันเป็นฉันทามิติว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นนี้ มีความเหมาะสมและความเป็นได้ในระดับมาก       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กลับ


 

069       ซื่องานวิจัย            ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานทุนสนับสนุนการศึกษาสำหรับเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส

ผู้ศึกษา                        นางขนิษฐา  มณีนวล

                ปี พ..                       2548

………………………………………………………………………………………………………………....………………………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………...

บทคัดย่อ

                             การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานทุนสนับสนุนการศึกษาสำหรับเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส มีวัตถุประสงค์  4  ประการ คือ  1) เพื่อติดตามและประเมินผลการดำเนินงานทุนสนับสนุนการศึกษาสำหรับเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส    ในด้านสภาพแวดล้อมของโครงการ    ปัจจัยการผลิต    กระบวนการ  และผลผลิต      2) เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้รับบริการ    3) เพื่อติดตามผลการดำเนินงานทุนการศึกษาสำหรับเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส ในด้านความจำเป็นหรือความเหมาะสมของการได้รับทุนการศึกษา    ด้านการใช้จ่ายเงินทุนการศึกษา    ด้านพฤติกรรมของผู้ปกครองและผู้รับทุนการศึกษา    และด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้รับทุนการศึกษา      4) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะในการดำเนินงานทุนสนับสนุนการศึกษาสำหรับเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส

                        การรวบรวมข้อมูลใช้การสอบถาม      สัมภาษณ์        และการสนทนากลุ่มกับผู้เกี่ยวข้อง    ได้แก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือผู้แทน       และผู้รับผิดชอบงาน/โครงการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา     รวมทั้งผู้รับบริการ     ได้แก่    ผู้รับทุนการศึกษา  และผู้ปกครองของผู้รับทุนการศึกษาจาก   6   เขตพื้นที่การศึกษา    ในเขตตรวจราชการที่ 18     ได้แก่   จังหวัดยะลา    ปัตตานี    และนราธิวาส    ผลการวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินผลการดำเนินงาน    พบว่า

                        การบริหารจัดการทุนการศึกษาสำหรับเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาสในปีงบประมาณ 2547    มีผลการดำเนินงานในภาพรวมอยู่ในระดับมาก      และรายด้านมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากเช่นเดียวกัน   ได้แก่    ด้านสภาพแวดล้อม     และด้านผลผลิต        ข้อค้นพบในส่วนนี้แสดงให้เห็นว่าโครงการมีประโยชน์ต่อนักเรียนนักศึกษามาก     หลักการและเหตุผลของโครงการให้ทุนมีความเหมาะสม      นักเรียนนักศึกษา และผู้รับบริการได้รับบริการที่มีคุณภาพ และนักเรียนนำทุนที่ได้รับจากโครงการไปใช้ได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ และที่สำคัญ    คือ    โครงการนี้มีคุณค่าต่อนักเรียน/นักศึกษามากที่สุด         สำหรับรายด้านที่มีผลการประเมินอยู่ในระดับน้อย และควรได้รับการปรับปรุง      ได้แก่      ส่วนที่เกี่ยวกับปัจจัยการดำเนินงานที่สำคัญได้แก่       การประชุมหารือระหว่างที่เกี่ยวข้องกับโครงการ   การติดตามนักเรียน/นักศึกษาที่ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการ    การประชุมชี้แจงหรือพูดคุยกับผู้รับผิดชอบโครงการ       การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้หน่วยปฏิบัติทราบมีการปฏิบัติน้อย       จำนวนบุคลากรที่รับผิดชอบในระดับเขตพื้นที่การศึกษาที่มีไม่เพียงพอ         ระบบการตรวจค้นข้อมูลยังไม่เป็นปัจจุบัน     ไม่สะดวก     รวดเร็ว       สำหรับด้านกระบวนการดำเนินงานนั้น สิ่งที่มีการปฏิบัติน้อย      ได้แก่

การประชุมปรึกษาหารือ       และการประสานงานระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากับผู้บริหารโครงการในส่วนกลาง       ตลอดจนการติดตามนักเรียนนักศึกษาที่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการ     และจากการติดตามและประเมินผลเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับความพึงพอใจของผู้รับบริการ          ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามเป็นผู้รับทุนการศึกษาในประถมศึกษา     ร้อยละ 41.38       ระดับมัธยมศึกษา     ร้อยละ   23.17       และระดับอุดมศึกษา    ร้อยละ  35.45      แสดงให้เห็นว่าผู้รับผิดชอบการบริหารทุนเห็นความสำคัญของการให้ทุนสนับสนุนการศึกษาทุกระดับใกล้เคียงกัน      การได้รับทุนเป็นการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองได้มาก    จึงส่งผลให้มีความพึงพอใจกับโครงการนี้มากที่สุด    โดยเฉพาะเรื่องจำนวนเงินทุนการศึกษาที่ได้รับ     ครูที่ปรึกษา/เจ้าหน้าที่เต็มใจในการให้บริการ    และการให้เวลาในการบริการทุนการศึกษาของครูและเจ้าหน้าที่    เป็นต้น

                        สำหรับผลการดำเนินงานทุนการศึกษาที่สำคัญจากการวิเคราะห์    สังเคราะห์ข้อมูล     โดยการสัมภาษณ์     และสนทนากลุ่ม       ทำให้ทราบว่า

                        1. ความจำเป็นและความเหมาะสม      การจัดสรรทุนสอดคล้องกับความจำเป็นและความเหมาะสมกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้ปกครองเป็นส่วนใหญ่    กล่าวคือ   เป็นการให้ทุนต่อนักเรียนที่ยากจนและด้อยโอกาส     ทำให้มีโอกาสได้รับการศึกษาเท่าเทียมกับผู้อื่น     และช่วยให้เศรษฐกิจในชุมชนดีขึ้น

                        2. การใช้จ่ายเงินทุนการศึกษา    การใช้จ่ายเงินทุนการศึกษาของผู้รับทุนการศึกษาส่วนใหญ่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการให้ทุน        เพราะอยู่ภายใต้การควบคุม    ดูแล    ให้คำปรึกษาของครูที่ปรึกษา      และผู้ปกครอง     ให้นำเงินทุนไปใช้จ่ายในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเรียน     เช่น     ซื้ออุปกรณ์การเรียน     หนังสือเรียน   ค่าพาหนะ      และค่าอาหารกลางวัน      โดยส่วนน้อยได้นำเงินทุนไปใช้จ่ายช่วยเหลือครอบครัวบ้าง      เช่น    เครื่องอุปโภคบริโภค     และนำไปลงทุนเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว

                        3. พฤติกรรมของผู้ปกครองและผู้รับทุนการศึกษา     ผลการได้รับทุนการศึกษาไม่เป็นเหตุทำให้ผู้ปกครอง หรือนักเรียนพึ่งตนเองน้อยลง     เพราะเป็นเพียงการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของเด็กในความปกครองได้เพียงส่วนหนึ่ง     ลดความวิตกกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาทั้งผู้รับทุนและผู้ปกครอง   และช่วยให้มีกำลังใจในการประกอบอาชีพมากขึ้น   เพราะมีความรู้สึกว่าได้รับการเอาใจใส่ดูแลและห่วงใยจากรัฐบาล      สำหรับนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษายังคงมีวิถีชีวิตตามปกติ     แต่ได้รับการดูแล   เอาใจใส่จากครอบครัวเพิ่มขึ้น     รวมทั้งมีขวัญกำลังใจในการเรียนดีขึ้น

                        4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้รับทุนการศึกษา         การได้รับทุนการศึกษาทำให้ผู้รับทุนไม่ต้องกังวลใจในเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียน      มีกำลังใจ     มีสมาธิในการเรียน     มีความรับผิดชอบมากขึ้น      ส่งผลให้ส่วนใหญ่มีผลการเรียนดีขึ้นกว่าเดิม       แต่มีนักเรียนส่วนน้อยที่มีผลการเรียนเท่าเดิม หรือไม่ดีขึ้น      เพราะเกี่ยวข้องกับระดับสติปัญญา    สภาพแวดล้อมทางครอบครัว     เป็นต้น

  

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

                        1. ควรจัดให้มีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการบริหารทุนอย่างต่อเนื่อง       รวมทั้งการมีคู่มือการปฏิบัติงาน     เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับปฏิบัติได้ชัดเจน

                        2. ควรจัดให้มีโครงการติดตามผลผู้รับทุนการศึกษา     เพื่อทราบข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียน      การใช้จ่ายทุน      และตรวจสอบความเหมาะสมและความจำเป็นของผู้รับทุนการศึกษา         เมื่อเปรียบเทียบกับนักเรียนคนอื่น ๆ    เป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาการดำเนินงานให้ทุนการศึกษามีความเหมาะสมยิ่งขึ้น

                        3. ควรปรับปรุงกระบวนการบริหารของหน่วยงานที่ให้ทุน      โดยเฉพาะการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวกับการให้ทุน      พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้  ความเข้าใจการดำเนินงานให้บริการทุนการศึกษา      เพื่อให้การบริการผู้รับทุนเป็นไปด้วยความรวดเร็ว     ถูกต้อง

                        4. ควรปรับปรุงวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ทุนให้ชัดเจน       ดำเนินงานด้วยความรวดเร็ว             

                        5. ควรมีหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่สามารถพิจารณาผู้รับทุนการศึกษาอย่างเหมาะสม     ยุติธรรม   และโปร่งใส

                        6. ควรพิจารณาผู้รับทุนได้รับทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง        จนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือตามความสามารถของผู้รับทุนการศึกษา

                        7. ควรกระจายทุนการศึกษาให้สถานศึกษาทุกแห่งอย่างทั่วถึง       โดยพิจารณาจากจำนวนนักเรียน     และสภาพความต้องการของนักเรียน/นักศึกษา

 

    กลับ

 


 

070         ชื่องานวิจัย           กระบวนทัศน์ในการปฏิรูปการเรียนรู้ของครูต้นแบบ  ปี  พ..2542

                ผู้วิจัย                     ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิทยาภรณ์    มานะจุติ

                ปี พ..                    2543

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

         การวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนทัศน์ในการปฏิรูปการเรียนรู้   ปัจจัยเกื้อหนุน

ความสำเร็จและกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูต้นแบบ   ปี  พ.. 2542 ประชากร

ในการวิจัย ได้แก่ ครูต้นแบบ ปี  พ.. 2542 ในเขต 1 ภาคเหนือตอนบน จำนวน 14 คนซึ่งปฏิบัติงาน

อยู่ในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่  เชียงราย  แม่ฮ่องสอน  แพร่  น่าน ลำพูนและลำปาง  เครื่องมือที่ใช้ใน การเก็บรวบรวมข้อมูล  ประกอบด้วย  แบบสอบถามแบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตและแบบบันทึกการเก็บข้อมูล ข้อมูลที่ได้รับนำมาวิเคราะห์เพื่อหาค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดย

ใช้โปรแกรม  SPSS

           ผลการวิจัยพบว่า  กระบวนทัศน์ในการปฏิรูปการเรียนรู้ของครูต้นแบบ  ด้านตัวผู้เรียนคือครูต้นแบบ  เห็นด้วยในระดับมากที่สุดว่า  ผู้เรียนต้องมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้   ต้องมีการใช้กระบวนการคิดมีส่วนในการประเมินผล มีโอกาสเรียนรู้จากการทำงานกลุ่ม เป็นตัวของตัวเอง  มีความสามารถในการคิด แก้ปัญหาการเรียนรู้ได้และพึ่งตนเอง       สำหรับกระบวนทัศน์ด้านคุณลักษณะของครูแนวใหม่ครูต้นแบบเห็นด้วยในระดับมากที่สุดว่าครูต้องมีทักษะในการใช้ปัญญา

มีทักษะทางสังคม  สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้  โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญได้  มีทักษะการใช้ภาษาไทยและค้นคว้า  โดยระบบสารสนเทศได้  ภายหลังการได้รับรางวัลแล้ว  ครูต้นแบบมีการขยายเครือข่ายการเรียนรู้ผ่านการเป็นวิทยากร  การพัฒนาครูแกนนำ  และทำการสาธิตการสอน

         ด้านปัจจัยเกื้อหนุน  ความสำเร็จของครูต้นแบบ  พบว่าครูต้นแบบมีความเชื่อในระดับมากที่สุดว่า  ความสำเร็จในการทำงานมาจากตนเอง  รองลงมาคือมาจากบุคคลที่เกี่ยวข้องและองค์กร

         ด้านกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  พบว่าครูต้นแบบส่วนใหญ่  ร้อยละ  71.43

เชื่อในทฤษฏีการสอน  โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ  ร้อยละ  92.86  กระตุนให้ผู้เรียนค้นหาวิธีเรียนให้คำปรึกษาซักถามผู้เรียนและสร้างบรรยากาศจูงใจแก่ผู้เรียน   

 

    กลับ

 


 

 071        ชื่องานวิจัย           กระบวนทัศน์ในการปฏิรูปการเรียนรู้ของครูต้นแบบ  ปี  พ..2542

                ผู้วิจัย                     ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิทยาภรณ์    มานะจุติ

                ปี พ..                    2543

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                          จังหวัดระนอง  เป็นจังหวัดชายแดนที่มีการติดต่อทั้งด้านการค้าขาย  การใช้แรงงานทำให้ภาษาพม่ามีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตของประชาชนในจังหวัดระนอง การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการการใช้ภาษาพม่าของประชาชนในจังหวัดระนอง  ด้านบุคคล  ครอบครัวและด้านสังคม  เพื่อเปรียบเทียบความต้องการการใช้ภาษาพม่า  ตามความเห็นของประชาชนที่มีเพส  อายุ  วุฒิการศึกษา  และอาชีพต่างกัน  และเพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะเป็นแนวทางในการศึกษาต่อไป

                         ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่ประชาชนทั่วไป  ข้าราชการ  พ่อค้า  นักธุรกิจ  และนักศึกษา  ได้มาโดยวิธีสุมแบบแบ่งชั้นภูมิ     (Stratified  Ramdom  Sampling)      จำนวน  900  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม  มาตราส่วนประมาณค่า  (Rating  Scales)  จำนวน  19  ข้อ  ค่าความเชื่อมั่น  (Reliability)  0.9840  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลคือร้อยละ  คะแนนเฉลี่ย  ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน  การทดสอบที  (T-test)  การทดสอบเอฟ  (F-test)

การวิเคราะห์ความแปรปรวน  (one  way  ANIOVA)  และการทดสอบค่าเฉลี่ยคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ  (Scheffe’)   

 

ผลการวิจัยพบว่า

                          1.   ความต้องการใช้ภาษาพม่าของประชาชนในด้านบุคคล  ด้านครอบครัวและด้านสังคม    ความเห็นของประชาชนในจังหวัดระนองแต่ละด้านพบว่า    ด้านสังคมอยู่ในระดับปานกลาง  ส่วนด้านอื่น ๆ  อยู่ในระดับน้อยและโดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย

                          2 .   ประชาชนที่มีเพศต่างกันเห็นว่าความต้องการใช้ภาษาพม่าของประชาชนโดยภาพนวมแตกต่างกันซึ่งบุคคลและครอบครัวแตกต่างกัน        ส่วนระดับความต้องการด้านสังคมไม่แตกต่างกัน

                          3.   ประชาชนที่มีอายุต่างกันเห็นว่า  ความต้องการการใช้ภาษาพม่าของประชาชนโดยภาพรวมแตกต่างกัน  ซึ่งด้านบุคคล  ครอบครัว  และสังคมแตกต่างกัน

                                4.   ประชาชนที่มีวุฒิทางการศึกษาต่างกันเห็นว่า  ความต้องการการใช้ภาษาพม่าของประชาชนโดยภาพรวมแตกต่างกัน  ซึ่งด้านบุคคล  ครอบครัว  และด้านสังคมแตกต่างกัน  

                                 5.   ประชาชนที่มีอาชีพต่างกันเห็นว่าความต้องการการใช้ภาษาพม่าของประชาชน

โดยภาพรวมแตกต่างกัน  ซึ่งด้านบุคคล  ครอบครัว  และด้านสังคมแตกต่างกัน

ข้อเสนอแนะ

                                คณะผู้วิจัยเห็นว่า  การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาต้องการการใช้ภาษาพม่าของประชาชนในจังหวัดระนอง   เฉพาะด้านบุคคล  ครอบครัวและด้านสังคม  อาจจะไม่ครอบคลุมด้านอื่น ๆ  ที่ยังมีความสำคัญต่อการใช้ภาษาพม่า  อย่างไรก็ตาม  ควรให้ประชาชนในจังหวัดระนอง  ได้มีโอกาสทั้งการอ่าน  เขียน  และการสื่อสารับคนพม่า  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานนอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม  ทั้งยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติได้อีกด้วย

                                สำหรับแนวทางในการขยายผล  ควรสนับสนุนให้มีการศึกษาความต้องการการใช้ภาษาพม่าในจังหวัดอื่น  เพื่อเปรียบเทียบความต้องการของประชาชนในจังหวัดระนอง  ทั้งอาจจะทำการศึกษาในโอกาสต่อไป  เพื่อนำผลไปเปรียบเทียบแนวโน้มของความต้องการการใช้ภาษาพม่าของประชาชนในจังหวัดระนอง

 

    กลับ

 


  

 072        ชื่องานวิจัย           สภาพความพร้อมของหน่วยงานทางการศึกษาต่อการปฏิรูปการศึกษา  

ของกระทรวงศึกษาธิการ ในเขตการศึกษา 4

                ผู้วิจัย                 โกเมศ  กลั่นสมจิตต์

                ปี พ..                    2544

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                                การวิจัยเรื่อง สภาพความพร้อมของหน่วยงานทางการศึกษาต่อการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในเขตการศึกษา 4 มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพความพร้อมของหน่วยงานทางการศึกษาต่อการปฏิรูปการศึกษา และประมวลผลรวบรวมปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ต่อการปฏิรูปการศึกษาของหน่วยงานทางการศึกษา ในเขตการศึกษา 4

                                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา  อันได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา ครู-อาจารย์ ผู้ปฏิบัติงานในองค์กรชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และเจ้าอาวาส/นักบวช/ผู้นำ

 ทางศาสนา ที่อยู่พื้นที่ในเขตการศึกษา 4 จำนวน 515 คน ซึ่งได้มาโดยการสุมตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามแบบเลือกตอบ (Checklist) จำนวน 6 ตอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage)

                                ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

                                1. ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ด้านการปฏิรูประบบบริหารและการจัดการ ด้านการปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอน ด้านการปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอน ด้านพัฒนาอาชีพครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษา ด้านการกระจายอำนาจ ด้านแผนยุทธศาสตร์ด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วม ด้านการประกันคุณภาพการศึกษา และด้านแบบการเรียนของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในเขตการศึกษา โดยภาพรวม มีความรู้ความเข้าใจ อยู่ในระดับมาก

                                2. การยอมรับในสาระสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา ด้านการปฏิรูประบบบริหารและการจัดการ ด้านการปฏิรูปหลักสูตร ด้านการปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอนด้านการพัฒนาวิชาชีพครู ผู้บริหาร  และบุคลากรทางการศึกษา ด้านการกระจายอำนาจ ด้านการใช้แผนยุทธ์ศาสตร์ ด้านส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านการประกันภาพการศึกษา ด้านแบบของการเรียน

ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในเขตการศึกษา 4 โดยภาพรวม มีการยอมรับในสาระสำคัญต่าง ๆ อยู่ในระดับมาก

 

                         3.ความสามารถในการปฏิบัติ ด้านการปฏิรูประบบบริหารและการจัดการ  ปฏิรูปหลักสูตรด้านการปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอน ด้านการพัฒนาวิชาชีพครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษา ด้านการกระจายอำนาจ ด้านการใช้แผนยุทธศาสตร์ ด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วม ด้านการประกันคุณภาพการศึกษา ด้านแบบของการเรียน ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในเขตการศึกษา 4 โดยภาพรวม มีความสามารถในการปฏิบัติ

                                4.ปัจจัยต่าง ๆ เกี่ยวกับความพร้อมในการปฏิรูปการศึกษาของผู้บริหาร รอง หรือ ผู้ช่วยผู้บริหารต่อการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในเขตการศึกษา 4 มีค่าร้อยละมากที่สุด คือ ใช้แผนเป็นเครื่องมือในการบริหารงาน พร้อมทั้งควบคุมดูแลให้การดำเนินงานบรรลุตามแผน (ร้อยละ 100.0)ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวกับความพร้อมในการปฏิรูปการศึกษาของผู้บริหารรอง และผู้ช่วยผู้บริหาร มีค่าร้อยละน้อยที่สุด คือ นอกจากมีห้องเรียนเพียงพอตามเกณฑ์มาตรฐานแล้ว ยังจัดห้องบริการและห้องพิเศษในอาคารเรียนได้ร้อยละ 50 ของเกณฑ์มาตรฐานสัดส่วนครู : นักเรียนเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ ก.. กำหนด จำนวนคาบการสอนแต่ละสัปดาห์ของครูเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานโรงเรียน และมีการรวบรวม วิเคราะห์ และจัดระบบข้อมูลของชุมชน (ร้อยละ 63.64) และเมื่อพิจารณาโดยภาพรวม พบว่า ปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความพร้อมในการปฏิรูปการศึกษาของผู้บริหาร/รอง หรือผู้ช่วยผู้บริหาร มีค่าร้อยละ 82.25

                                5.ข้อสรุปเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ต่อการปฏิรูปการศึกษาของกหน่วยงานทางการศึกษา ในเขตการศึกษา 4

                                หน่วยงานทางการศึกษา ในเขตการศึกษา 4 มีสภาพความพร้อมต่อการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในทุกด้าน แต่ทั้งนี้ ก็ยังมีปัญหาอีกมากมายที่จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ เช่น การยึดติดกับสิ่งที่เคยปฏิบัติ ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีไม่เพียงพอ ประชาชนในชุมชนมีภารกิจส่วนตัวมาก และการความขัดแย้งทางความคิด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการศึกษาจะบรรลุผลสำเร็จได้ นอกจากทุกฝ่ายจะต้องส่วนรวมอย่างจริงจังแล้ว จำเป็นต้องอาศัยการเผยแพร่ข่าวสารและประชาสัมพันธ์ การกำหนดรูปแบบ วิธีการ และขันตอนการดดำเนินงานการพัฒนาบุคลากร เป็นปัจจัยสำคัญด้วยเช่นกัน

 

    กลับ

 


  

073        ชื่อวิจัย                    การวิจัยเชิงประเมินผลโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้ เขตการศึกษา 5

                ผู้วิจัย                     นายจริยะ วิโรจน์  นางกัลยาณี  พันศิริพัฒน์   นางสาวรัตน์ติยา  ม่วงทรัพย์

                ปี พ..                    2546

……………………………………………………………………………………………………….

บทคัดย่อ

                                การวิจัยเชิงประเมินผลโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้ ในเขตการศึกษา 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  ระหว่างโรงเรียนในโครงการปฏิรูปการเรียนรู้กับโรงเรียนนอกโครงการ (2)  ศึกษาเปรียบเทียบสภาพแวดล้อม ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต/ผลลัพธ์ของโรงเรียนในโครงการ กับนอกโครงการปฏิรูปการเรียนรู้

                                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย   เป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  กรมสามัญศึกษา  และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน  ที่ได้เข้าโครงการปฏิรูปการเรียนรู้โครงการใดโครงการหนึ่ง  หรือหลายโครงการ  และที่ไม่ได้เข้าโครงการปฏิรูปการเรียนรู้ ซึ่งได้มาโดยการสุ่มหลายขั้นตอน

                                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ประกอบด้วย (1)แบบบันทึกข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากผลการทดสอบระดับชาติ  ปีการศึกษา 2544  ของกรมวิชาการ  กระทรวงศึกษาธิการ  ที่คณะผู้วิจัยสร้างขึ้งเองและ  (2)แบบสอบถามการวิจัยประเมินผลโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้ที่คณะผู้วิจัยได้ร่วมการสร้างและพัฒนาตามขั้นตอนต่างๆ จนได้ค่าความเชื่อมั่นสูงถึง 0.966

                           การเก็บรวบรวมข้อมูล  ข้อมูลทางด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ปีการศึกษา 2544 ซึ่งกรมวิชาการได้ดำเนินการและจัดส่งแผ่นบันทึกข้อมูลให้เขตการศึกษาไว้แล้ว  คณะผู้วิจัยใช้วิธีคัดลอกข้อมูลของโรงเรียนที่สุ่มเป็นกลุ่มตัวอย่างลงในแบบบันทึก  ส่วนข้อมูลทางด้านสภาพแวดล้อม ปัจจัยนำเข้า  กระบวนการ  และผลผลิต/ผลลัพธ์ของโรงเรียน  ซึ่งต้องใช้แบบสอบถาม  คณะผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนใหญ่โดยใช้บริการไปรษณีย์และเก็บรวบรวมบางส่วนด้วยตนเอง

                      การวิเคราะห์ข้อมูล  ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป  SPSS  วิเคราะห์ค่าทางสถิติต่างๆ ดังนี้(1)วิเคราะห์สถานภาพของโรงเรียนและผู้ตอบแบบสอบถามด้วยค่าร้อยละ (Percentage) (2)วิเคราะห์และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  รวมทั้งเปรียบเทียบสภาพแวดล้อม  ปัจจัยนำเข้ากระบวนการ  และผลผลิต/ผลลัพธ์ของโรงเรียน  ระหว่างโรงเรียนในโครงการกับนอกโครงการปฏิรูปการรู้  ด้วยค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (Standard Deviation)            การทดสอบค่าที่ (T-test) (3)วิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์  กับผลผลิต/ผลลัพธ์ของโรงเรียนในโครงการและนอกโครงการ

ปฏิรูปการเรียน ด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson  ‘s  Product  Moment Correlation ) และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบเอ็นเตอร์ (Enter ‘s Regression  Analysis)

                          ผลการวิจัยครั้งนี้  สรุปได้ดังนี้

1.       ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

1.1 ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนทีเข้าโค

รงการปฏิรูปการเรียนรู้  มีค่าเฉลี่ยรวมทั้ง 3 วิชา  ต่ำกว่าของนักเรียนที่ไม่ได้เข้าโครงการปฏิรูปการเรียนรู้เล็กน้อย  แต่เมื่อทดสอบด้วยสถิติทดสอบที (T-test) พบว่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ  ส่วนในรายวิชาก็พบว่ามีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าเล็กน้อย  และแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติทุกวิชา

2.       ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในโรงเรียน

ที่เข้าโครงการปฏิรูปการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยรวมทั้ง 3 วิชา ต่ำกว่าของนักเรียนในโรงเรียนที่ไม่ได้เข้าโครงการปฏิรูปการเรียนรู้เล็กน้อย  แต่เมื่อทดสอบด้วยสถิติทดสอบที (t-test) พบว่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนในรายวิชาก็พบว่า มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าเล็กน้อย และแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ทุกวิชา

3.       ผลการศึกษาเปรียบเทียบสภาพเรียน

3.1    ในสภาพรวมทุกด้าน โรงเรียนในโครงการปฏิรูปการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ย

รวมอยู่ในระดับมาก ส่วนโรงเรียนนอกโครงการมีค่าเฉลี่ยรวมในระดับปานกลาง และเมื่อทดสอบด้วยสถิติทดสอบที (t-test) พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01

2.1    ในแต่ละด้าน 4 ด้าน

2.1.1           ด้านสภาพแวดล้อม โรงเรียนในโครงการและนอก

โครงการปฏิรูปการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยในระดับปางกลาง  เมื่อทดสอบด้วยสถิติทดสอบที (t-test) พบว่าแตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

2.1.2           ด้านปัจจัยนำเข้า  โรงเรียนในโครงการและนอก

โครงการปฏิรูปการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยในระดับมาก  เมื่อสอบด้วยสถิติทดสอบที (t-test) พบว่า แตกต่างกันมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01

2.1.3           ด้านกระบวนการ โรงเรียนในโครงการและนอก

โครงการปฏิรูปการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยในระดับมาก เมื่อทดสอบด้วยสถิติทดสอบที (t-test) พบว่า แตกต่างกันนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01

2.1.4           ด้านผลผลิต/ผลลัพธ์ โรงเรียนในโครงการและนอก

โครงการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยในระดับมาก เมื่อทดสอบที (t-test) พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01

 

3.       ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับผลผลิต/ผลลัพธ์ของโรงเรียน

3.1 โรงเรียนในโครงการปฏิรูปการเรียนรู้  ตัวแปรด้านกระบวนการและปัจจัย

 

 

นำเข้า  มีความสัมพันธ์กับผลผลิต/ผลลัพธ์ของโรงเรียนสูงที่สุด  และสูงรองลงมา   ส่วนตัวแปรย่อยที่มีความสัมพันธ์กับผลผลิต/ผลลัพธ์ของโรงเรียนที่สูงที่สุด  และสูงรองๆ   ลงมาได้แก่   การบริหารจัดการการจัดการเรียนการสอน  คุณลักษณะของผู้บริหาร  อาคารสถานที่  คุณลักษณะของครูผู้สอน  สื่อการเรียนรู้  และงบประมาณ  ตามลำดับ  ความสัมพันธ์ดังกล่าวสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ได้ดังนี้

                                          3.1.1  ภาพรวม y^ =0.41+0.40(ปัจจัย

นำเข้า)+0.19(กระบวนการ)

                                          3.1.2  จำแนกตามตัวแปรย่อย  y^  =0.56+0.17(การ

บริหารจัดการ)+0.15 (การจัดการเรียนการสอน)+0.07(คุณลักษณะของผู้บริหาร)+0.15(อาคารสถานที่)+0.13(คุณลักษณะของครูผู้สอน)+0.07(สื่อการเรียนรู้)+0.08(งบประมาณ)

3.2  โรงเรียนนอกโครงการปฏิรูปการเรียนรู้  ตัวแปรด้านกระบวนการและ

ปัจจัยนำเข้ามีสัมพันธ์กับผลผลิต / ผลลัพธ์ของโรงเรียนสูงที่สุด  และสูงรองลงมา  ส่วนตัวแปรย่อยที่มีความสัมพันธ์กับผลผลิต ผลลัพธ์ของโรงเรียนสูงที่สุดและสูงรอบๆลงมา  ได้แก่  การบริหารขจัดการการเรียนการสอน  คุณลักษณะของผู้บริหาร  อาคารสถานที่  คุณลักษณะของครูผู้สอน  สื่อการเรียนรู้  และงบประมาณ  ตามลำดับ  และความสัมพันธ์ดังกล่าว  สามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ได้ดังนี้

                                          3.2.1  ภาพรวม y^=0.54+0.25(ปัจจัย

นำเข้า)+0.25(กระบวนการ)

3.2.2           จำแนกตามตัวแปรย่อย y^=0.69+0.27(การบริหารจัดการ)+0.14

(การจัดการเรียนการสอน)+0.02(คุณลักษณะของผู้บริหาร)+0.11(อาคารสถานที่)+0.08(คุณลักษณะของครูผู้สอน)+0.11(สื่อการเรียนรู้)+0.04(งบประมาณ)

                 การวิจัยครั้งที่นี้มีผลให้ได้ข้อเสนอแนะเพื่อการไปใช้  ดังนี้    

1.       โครงการปฏิรูปการเรียนรู้ทุกโครงการ  นับเป็นโครงการที่ดี  ควรสนับสนุนให้ทุก

หน่วยงานดำเนินงานต่อไป  รวมทั้งควรส่งเสริมให้มีการขยายผลไปยังสถานศึกษาอื่นที่ยังไม่ได้เข้าโครงการให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

2.       การพัฒนาการปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนในอนาคต  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้

ความสำคัญต่อการปรับปรุงพัฒนาด้านกระบวนการปฏิรูปการเรียนรู้  อันได้แก่  ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการ  และประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนให้มากกว่าการพัฒนาด้านปัจจัยนำเข้า

3.       สถานศึกษาที่ดำเนินงาน  โครงการ  หรือกิจกรรมปฏิรูปการเรียนรู้  ควรนำสมการ

พยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลผลิต / ผลลัพธ์ของโรงเรียนไปใช้เป็นแนวทางในการ

กำหนดเป้าหมาย  แผนและกิจกรรมการพัฒนา  ทั้งนี้  ควรจัดให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันวิเคราะห์และแปลความหมายของสมการรวมทั้งร่วมกันกำหนดกิจกรรมพัฒนาที่สอดคล้องกับสมการด้วย

 

    กลับ

 


 

074       ชื่อวิจัย       การศึกษาสภาพการวัดและประเมินผลในวิชาคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษา

 ตอนปลาย โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 2 ที่ส่งผลให้ค่า  สหสัมพันธ์ระหว่างผลการเรียนเฉลี่ยของโรงเรียน กับผลการสอบโดยข้อสอบมาตรฐานต่ำ                

                ผู้วิจัย      คณะกรรมการจัดทำผลการเรียนเฉลี่ย  และลำดับ                       

                ปี พ..                   

………………………………………………………………………………………………………

 

บทคัดย่อ

                   การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพการวัดและประเมินผล  วิชาคณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เขตการศึกษา 2 ที่ส่งผลให้ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างผลการเรียนกับผล การเรียนของโรงเรียนกับผลการสอบมาตรฐานต่ำ  คณะผู้วิจัยส่งแบบสอบถามไปยังประชากร   ซึ่ง

เป็นศูนย์คณิตศาสตร์  ระดับมัธยมตอนปลาย  เขตการศึกษา 2 ที่ทำการสอนในระหว่างปี 2540-2542 จำนวนทั้งสิ้น 133 ฉบับ ส่งกลับคืนมาและติดตามเก็บในส่วนที่เหลือได้ครบร้อยเปอร์เซ็น 

นำมาวิเคราะห์ข้อมูลในการแจกแจงความถี่และหาค่าร้อยละ

ผลการวิจัยพบว่า  สภาพการวัดและประเมินผล  ที่ส่งผลให้ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างผลการเรียนเฉลี่ย 5 ภาคเรียน  และผลการสอบด้วยข้อสอบมาตรฐานต่ำ มาจากการปฏิบัติของครูซึ่งปฏิบัติไม่เป็นตามแนวปฏิบัติที่กำหนดไว้ในระเบียบ คือวิธีการคัดเลือกสัดส่วนร้อยละของคะแนนจิตพิสัยในการประเมินผลการเรียนจำนวนข้อสอบที่วัดแต่ละจุดประสงค์มีน้อยเกินไปการกำหนดคะแนนและจำนวนข้อสอบไม่สมดุลกัน  ข้อสอบส่วนใหญ่ไม่ได้หาคุณภาพหรือหากเพียงคุณภาพเบื้องต้น  วิธีการสอนซ่อมเสริม  วิธีสอบวัดในการสอบแก้ตัวหลังจากซ่อมเสริมจำนวนครั้งในการสอบแก้ตัวและประสบการของครูประจำการเรียนวิชาวัดผลมาน้อยและเมื่อเป็นครูประจำการแล้วไม่ได้รับการดูแลหรือพัฒนา เพียงพอ

 

    กลับ

 


  

075      ชื่อวิจัย     การศึกษาสภาพการจัดการโครงการอาหารกลางวันหลังการถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการในโรงเรียนประถมศึกษาอำเภอมายอ   จังหวัดปัตตานี 

                ผู้วิจัย       สำนักงานศึกษาอำเภอมายอ  จังหวัดปัตตานี              

                ปี พ..       2545   

………………………………………………………………………………………………………

 

บทคัดย่อ

                   การศึกษาสภาพการจัดการโครงการอาหารกลางวัน     หลังการถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ  ในโรงเรียนประถมศึกษาอำเภอมายอ  จังหวัดปัตตานี  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการจัดการโครงการอาหารกลางวัน  หลังการถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ดำเนินการด้านปัจจัยนำเข้า  ด้านกระบวนการ  ด้านผลผลิต  และข้อเสนออื่นๆ  ที่เป็นประโยชน์ในการบริหารและจัดการโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษาให้มีประสิทธิภาพ  โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ  ผู้บริหารโรงเรียน  และผู้รับผิดชอบโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนประถมศึกษาอำเภอมายอ  จำนวน  49  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  คือ  แบบสอบ

ถามลักษณะเป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า  (Rating Scale)   และแบบสอบถามแบบปลายเปิด (Open  Ended)  ที่สำนักงานศึกษาธิการอำเภอมายอสร้างเอง

                ผลการวิจัยสรุปได้  ดังนี้                    

                                                1.  จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา  อำเภอมายอ    จังหวัดปัตตานี  คิดเป็นร้อยละ  83.33

                                                2.             ระดับการปฏิบัติในการจัดการโครงการอาหารกลางวันหลังการถ่ายโอนให้  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการด้านปัจจัยนำเข้าอยู่ในระดับมาก  คือโรงเรียนแจ้งยอดนักเรียนที่ได้รับอาหารกลางวันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งยอดงบประมาณให้โรงเรียนทราบก่อนดำเนินโครงการ  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกฎหมายและระเบียบการถ่ายโอนให้โรงเรียนทราบ  มีการวางแผนก่อนการจัดการโครงการอาหารกลางวันร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                                                3.             ระดับการปฏิบัติในการจัดการโครงการอาหารกลางวัน  หลังการถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการด้านกระบวนการ  อยู่ในระดับปานกลาง  คือ  การร่วมกันแก้ปัญหาโครงการอาหารกลางวันร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  การประชุมปรึกษาหารือเรื่องการจัดการโครงการอาหารกลางวันร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ  การมีส่วนร่วมในการวางแผนระหว่างการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน  ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้าใจในการบริการอาหารกลางวันของโรงเรียน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนงบประมาณโครงการอาหารกลางวันเพิ่มเติมให้แก่นักเรียนที่ขาดแคลน

                                4.             ระดับการปฏิบัติในการจัดโครงการอาหารกลางวันหลังการถ่ายโอนให้องค์กรปกครอง  ปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ  ในด้านผลผลิต  อยู่ในระดับปานกลาง  คือ  การมีส่วนร่วมของครูในการจัดบริการอาหารกลางวันในโรงเรียนเมื่อโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  มีการติดตามผลและประเมินผลโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพการติดตามผลและประเมินผลโครงการอาหารกลางวันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ความสำเร็จของโครงการอาหารกลางวันที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัด  ได้แจ้งให้โรงเรียนและผู้ปกครองทราบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดบริการอาหารกลางวันในโรงเรียนเมื่อโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                                5.             ข้อเสนอแนะในการจัดการโครงการอาหารกลางวัน     หลังการถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ  ดังนี้  คือควรให้โรงเรียนบริหารโครงการอาหารกลางวันแบบเดิมควรจัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียนก่อนโรงเรียนเปิดภาคเรียน  ควร

                สนับสนุนงประมาณให้สามารถบริการให้กับเด็กนักเรียนทุกคนได้รับประทานอาหารกลางวัน  ควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความพร้อมมากกว่านี้  ควรให้มีการเบิกจ่ายเงินมาล่วงหน้า

 

    กลับ

 


 

076      ชื่องานวิจัย   การพัฒนาบทเรียนภาษาไทยโดยใช้เนื้อหาสัมพันธ์กับท้องถิ่นสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5

                ผู้วิจัย     นางรำพา   ฤาชัย 

                ปี พ.ศ.    2544

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

                   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1)  พัฒนาบทเรียนภาษาไทย  โดยใช้เนื้อหาสัมพันธ์กับท้องถิ่น  ชั้นประถมศึกษาปีที่  5 (2)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยโดยใช้เนื้อหาสัมพันธ์กับท้องถิ่นระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน  (3)  ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนวิชาภาษาไทยโดยให้เนื้อหาสัมพันธ์กับท้องถิ่น        

                 กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  กลุ่มโรงเรียนบ้านปงยางคก  จำนวน  30

คน  ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ บทเรียนภาษาไทยโดยใช้เนื้อหาสัมพันธ์กับท้องถิ่น  แผนการสอน  แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนและแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อทบเรียนภาษาไทยโดยใช้เนื้อหาสัมพันธ์กับท้องถิ่นสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าร้อยละ  มัชณิมเลขคณิต  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการ

ทดสอบค่าที

ผลการวิจัยพบว่า (1)  บทเรียนภาษาไทยโดยใช้เนื้อหาสัมพันธ์กับท้องถิ่น ที่ผู้วิจัยพัฒนา

ขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ตั้งไว้คือ 85.00/85.47 (2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยโดยใช้เนื้อหาสัมพันธ์กับท้องถิ่น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่

ระดับ .05 (3) นักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีและชอบการเรียนภาษาไทยโดยใช้เนื้อหาสัมพันธ์กับท้องถิ่นระดับมาก อยู่ในระดับ 3.53

                   ข้อเสนอแนะในการวิจัย ควรมีการวิจัยเกี่ยวกับการฝึกทักษะภาษาด้วยวิธีสอนแบบการ

ศึกษานอกสถานที่  และพัฒนาบทเรียนที่เน้นเจาะลึกถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น คำสำคัญ  บทเรียนภาษาไทยเรื่องหาสัมพันธ์  ผลสัมฤทธิ์   ประสิทธิภาพ

คุณภาพของการจัดการศึกษาเป็นปัญหาหลักที่ต้องเร่งแก้ไขซึ่งครูผู้สอนต้องคำนึงถึง

ประโยชน์สูงสุดที่เกิดแก่ผู้เรียน  การนำแนวคิดเรื่องการประเมินตามสภาพจริงมาบูรณาการเข้ากับการจัดการเรียนรู้  จะส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง  คิดเอง  และปฏิบัติเองอย่างรู้คุณค่าของสิ่งที่เรียน  โดยเฉพาะในสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ครูส่วนใหญ่ยังขาดความรู้

ความเข้าใจและยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติตามแนวทางการประเมินตามสภาพจริง  ดังนั้นการวิจัยนี้จึงมี

วัตถุประสงค์เพื่อ   1)    พัฒนากระบวนการประเมินตามสภาพจริงของกลุ่มสาระการเรียนรู้    คณิตศาสตร์ และ2) ศึกษาผลการใช้กระบวนการประเมินตามสภาพจริงต่อการพัฒนาผู้เรียนในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของนักเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  การดำเนินการวิจัย    ใช้กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1  จำนวน 1 ห้องโรงเรียนนครขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น  ในเนื้อหา ห.ร.ม., ค.ร.น. และพื้นฐานเรขาคณิต ใช้หลักการของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม  ดำเนินการวิจัย 3 วงจร  ระหว่างภาคการศึกษาต้นและปลายปีการศึกษา 2546

การดำเนินการวิจัยโดยใช้  3 วงจรปฏิบัติการ ตาม 4 ขั้นตอนหลัก  คือ  วางแผน  ปฏิบัติการ สังเกต  และสะท้อนผลการปฏิบัติ  ได้มีการปรับเปลี่ยนแผนและเกิดข้อค้นพบที่สำคัญ  ดังนี้  จากวงจรที่ 1 สู่วงจรที่ 2 ครูต้องอธิบายให้น้อยลง  ให้เวลาสำหรับการ ถาม – ตอบ  ของนักเรียนให้มากขึ้น เทคนิคการถาม – ตอบ  ต้องอิงบริบทชีวิตจริงอย่างมีความหมาย  เครื่องมือประเมินตามสภาพจริง ต้องการคำสั่งที่ชัดเจน  จากวงจรที่ 2 สู่วงจรที่ 3 ครูต้องบริหารเวลาให้เหมาะสม  ได้ปรับปรุงแผนใหม่ใหม่ของแผนการจัดการเรียนรู้ (Replan)  จากการค้นพบที่สำคัญ  ซึ่งเรียกรูปแบบการจัดการเรียนรู้นี้ว่า  รูปแบบ 5 Cs

                ผลการวิจัย

                                ผลการพัฒนากระบวนการประเมินตามสภาพจริง  มีดังนี้  1)  กำหนดการพัฒนามี  3 ขั้นตอน  คือ  กำหนดแผนการประเมิน  ดำเนินการ  และ  ประเมินสรุปผล  2)  ผลการพัฒนากระบวนการได้สังเคราะห์แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามสภาพจริงเป็น  5 ขั้นตอน  (รูปแบบ  5 Cs) คือ (1)  กำหนดสถานการณ์หรือเงื่อนไข  (Condition / Situation)  (2)  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้  (Cooperative / Sharing)   (3)  กิจกรรมนำเสนอผลงาน  (Communication  /  Presentation)  (4)  กิจกรรมวิพากษ์สะท้อนผล  (Comment  /  Reflection)  และ  (5)  กิจกรรมสรุปองค์ความรู้ (Conclution)   ได้เครื่องมือประเมินตามสภาพจริง  คือ  บัตรกิจกรรม  ใบงาน  แบบประเมินผลงานแบบประเมินโครงงาน  แบบสังเกตกระบวนการปฏิบัติงาน  แบบประเมินตนเองในการทำโครงงานแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียน  แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม  และแบบประเมินตนเองในการทำโครงงาน

                ผลการพัฒนาผู้เรียน  3  ด้าน  มีดังนี้  ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ด้านทักษะกระบวนการและด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์  (ความรับผิดชอบ  การทำงานกลุ่ม  แบบการใฝ่รู้ใฝ่เรียน)  เมื่อประเมินรายกลุ่ม  หรือรายบุคคลพบว่า  นักเรียนมีพัฒนาการก้าวหน้าขึ้นจากวงจรวิจัยที่  1  สู่ที่  3  ในระดับขั้นพอใช้ขึ้นไปถึงระดับดี  นักเรียนมีความกระตือรือร้น   สนุกสนใจในการเรียน  มีความเข้าใจในคณิตศาสตร์มากขึ้น  และมีความรับผิดชอบในการทำงานต่อตนเองและต่อกลุ่ม

ข้อค้นพบจากการดำเนินการวิจัย

                ข้อค้นพบที่สำคัญคือ  1)  การวิจัยที่เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยโรงเรียน  ทำให้การประยุกต์ใช้ทฤษฎีและหลักการจากนักวิชาการไปสู่ครูผู้ปฏิบัติ  เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  เกิดความเข้าใจ  และมีความหมาย  ต่อบุคลากรทั้งสองฝ่ายและเกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างองค์กร  และ 2)  การบูรณาการกระบวนการประเมินตามสภาพจริงเข้าไปในกิจกรรมการเรียนรู้  ช่วยให้ครูผู้สอนตระหนักในคุณค่าของการเชื่อมโยงเนื้อหาบทเรียนคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง  ทำให้กิจกรรมการเรียนการสอนน่าสนใจ  มีชีวิตชีวา  และเกิดการเรียนรู้ในเทคนิค  วิธีการของการจัดการประเมินตามสภาพจริงอย่างถ่องแท้  นักเรียนเกิดพฤติกรรม  กระตือรือร้น  ติดตามงาน  ปรับปรุงาน  และมีความสุขในการเรียน

 

    กลับ

 


  

077     ชื่องานวิจัย     การพัฒนาหลักสูตรค่ายทักษะชีวิตป้องกันการใช้สารเสพติดด้วยวิธี Storyline  สำหรับเยาวชน

ผู้วิจัย             นายจำรัส  ศิลาคม    และคณะ                                                                                        ปีพ.ศ.            2542

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหลักสูตรค่ายทักษะชีวิตป้องกันการใช้สารเสพติดด้วยวิธี  Storyline  สำหรับเยาวชน  แล้วทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพของหลักสูตร  เปรียบเทียบทักษะชีวิตของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมและวัดระดับเจตคติของกลุ่มทดลองที่มีต่อหลักสูตรค่ายทักษะชีวิตที่สร้างขึ้น

            หลักสูตรค่ายทักษะชีวิตที่สร้างขึ้น  มุ่งพัฒนาทักษะชีวิต  8  ทักษะได้แก่  ความเข้าใจผลร้ายของการใช้สารเสพติด  ความรู้สึกรังเกียจการใช้สารเสพติด  ความตระหนักว่าสารเสพติดเป็นปัญหาใกล้ตัว  ความตระหนักในคุณค่าและศักดิ์ศรีของตนเอง  ความรู้สึกเห็นใจผู้ที่ได้รับผลร้ายจากสารเสพติด  ทักษะการปฏิเสธ  ทักษะการตัดสินใจและแก้ปัญหา  และทักษะการจัดการกับอารมณ์และความเครียด

                หัวเรื่องที่กำหนดไว้ในหลักสูตร  คือ  “เรา  คือ  ผู้สร้างบ้านที่แสนสุขของเรา”  กำหนดเส้นทางการเดินเรื่องตามวิธีการ  Storyline  โดยให้หมู่บ้านของเราเป็นฉาก  ให้ชาวบ้าน  ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ เป็นตัวละคร  ให้สภาพปัจจุบันของหมู่บ้านวิถีชีวิต  และให้การร่วมสร้างสรรค์อนาคตและสิ่งชั่วร้ายตายไป  เป็นสถานการณ์  ใช้เวลาในการจัดกิจกรรม  จำนวน  4  วัน  3  คืน  กิจกรรมที่ใช้ประกอบด้วยเกม  เพลง  กิจกรรม  Walk  Rally   ระดมพลังสมอง  วาดภาพ  สมาธิหมุนสั่งจิตใต้สำนึกของตนเอง  เต้นเกาชิกิ  จัดนิทรรศการ  กรณีศึกษา  การฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลอง  และการแสดงบทบาทสมมุติ

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่  เยาว์ชนในหมู่บ้าน  หมู่บ้านของตำบลโนนทอง  อำเภอบ้านผือ  จังหวัดอุดรธานี  ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย  เป็นกลุ่มทอลอง  60  คน  และกลุ่มควบคุม  60  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วยแบบทดสอบ  แบบสอบถาม  แบบสัมภาษณ์  และแบบวัดเจตคติที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

                กลุ่มทดลองได้เข้าร่วมกิจกรรมค่ายทักษะชีวิตป้องกันการใช้สารเสพติด  ตามหลักสูตรที่สร้างขึ้น  ผู้วิจัยเก็บข้อมูลด้านทักษะชีวิต ระหว่างเข้าค่ายจากการตรวจผลงานและสังเกตพฤติกรรมและเก็บข้อมูลด้านทักษะชีวิตและด้านเจตคติต่อค่ายหลังเข้าค่าย  จากเครื่องมือวิจัยที่สร้างขึ้นส่วนกลุ่มควบคุมข้อมูลด้านทักษะชีวิตในช่วงเวลาเดียวกับการเก็บข้อมูลหลังเข้าค่ายของกลุ่มทดลอง

                วิเคราะห์ข้อมูล  โดยหาสัดส่วนระหว่างค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยด้านทักษะชีวิตระหว่างเข้าค่ายกับหลังเข้าค่าย เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยด้านทักษะชีวิตระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมโดยการทดสอยค่าที่ (t-test) และหาค่าเฉลี่ยของระดับเจตคติต่อค่ายของกลุ่มทดลอง

                ผลการทดลองปรากฎว่า หลักสูตรที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ  88.91  :  89.59  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน  80  :  80  คะแนนเฉลี่ยด้านทักษะชีวิตของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .001  และโดยเฉลี่ยแล้วกลุ่มทดลองมีเจตคติดีมากต่อค่ายทักษะชีวิตป้องกันการใช้สารเสพติดตามหลักสูตรที่ใช้วิธี  Storyline  ที่คณะผู้วิจัยสร้างขึ้น

 

    กลับ

 


  

078              ชื่องานวิจัย      ปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา  ในเขตการศึกษา 2 

ผู้วิจัย             นายประชาคม   จันทรชิต                                                                                    ปี พ.ศ.            2541

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1.)  ศึกษาปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา  ในเขตการศึกษา  2  ว่าอยู่ในระดับใด    2.)  เปรียบเทียบทัศนะทั้งของผู้บริหารและครู  อาจารย์ที่มีสถานภาพแตกต่างกัน  ที่มีต่อปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษา  สังกัดกรมอาชีวศึกษา  ในเขตการศึกษา  2  3.)  รวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหา  และแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษา  สังกัดกรมอาชีวศึกษา  ในเขตการศึกษา  2

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริหาร  และครู  อาจารย์ของสถานศึกษา  สังกัดรมอาชีวศึกษา  ในเขตกการศึกษา  2  ซึ่งจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษา  2540  ทั้งหมด  12  แห่ง  จำนวน  485  คน  จำแนกเป็นผู้บริหาร  41  คน  ครู  อาจารย์  444 คน  ซึ่งได้มาจากการสุ่มตามระดับชั้นโดยการแบ่งชั้นตามตำแหน่งหน้าที่ของประชากร

                การเก็บรวบรวมข้อมูลทำโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้บริหารสร้างขึ้นเอง  มี  3  ตอน  คือ  ตอนที่  1  เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานส่วนตัวของแบบสอบถาม  ตอนที่  2  เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า  จำนวน  49  ข้อ  ภายใต้ขอบข่ายของปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษา  จำนวน   7  ด้าน  ตอนที่  3  เป็นแบบสอบถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษา  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย  ความเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่า  (t-test)   การทดสอบค่าเอฟ  (F-tewt)  และทำการเปรียบเทียบพหูคูณโดยใช้วิธีการของเซฟเฟ่  (Scheffe’  method)

                ผลการวิจัยสรุปได้ดังต่อไปนี้

                            1.       ผู้บริหาร  และครู  อาจารย์ของสถานศึกษา  สังกัดกรมอาชีวศึกษา  ในเขการศึกษา  2  มีทัศนะต่อปัญหาการจัดการศึกษาวิชีพของสถานศึกษา  สังกัดกรมอาชีวศึกษา  ในเขตการศึกษา  2  ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง  (X  =  3.15)  และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่ามีปัญหาอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน

                           2.        ผู้บริหาร  และครู  อาจารย์ของสถานศึกษา  สังกัดกรมอาชีวศึกษา  ในเขตการศึกษา  ที่มีตำแหน่งหน้าที่ต่างกัน  ระดับการศึกษาต่างกัน  และภูมิลำเนาต่างกัน  มีทัศนะต่อปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษา  ทั้งโดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

                           3.  ผู้บริหาร  และครู  อาจารย์ของสถานศึกษา  สังกัดกรมอาชีวศึกษาในเขตการศึกษา  ที่มีเพศต่างกัน  ประสบการณ์ในตำแหน่งหน้าที่ต่างกัน  และสังกัดกองสถานศึกษาต่างกัน  มีทัศนะต่อปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษาโดยภาพรวม  ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  แต่เมื่อพิจารณาในแต่ละด้านดังกล่าว  ปรากฎว่า  ผู้บริหาร  และครู  อาจารย์ของสถานศึกษา  สังกัดกรมอาชีวศึกษา  ในเขตการศึกษา  มีทัศนะต่อปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพ  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  และ  .01  ในแต่ละตัวแปรดังต่อไปนี้

3.1           เพศ  พบว่า  ผู้บริหารและครู  อาจารย์ของสถานศึกษา  สังกัดกรมอาชีวศึกษา  ในเขตการศึกษา  2  มีทัศนะต่อปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษา  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  จำนวน  2  ด้าน คือ  ด้านบุคลากร  และด้านสื่อ  อุปกรณ์  และวัสดุฝึก  โดยเพศชายมีทัศนะต่อปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษาสูงกว่าเพศหญิง

3.2           ประสบการณ์ในตำแหน่งหน้าที่  พบว่า  ผู้บริหารและครู  อาจารย์ของสถานศึกษา  สังกัดกรมอาชีวศึกษา  ในเขตการศึกษา  2  ที่มีประสบการณ์ในตำแหน่งต่างกัน  มีทัศนะต่อปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  จำนวน  1  ด้าน  คือ  ด้านสื่อ  อุปกรณ์  และวัสดุฝึกและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  จำนวน  1  ด้าน  คือ  ด้านอาคาร  สถานที่  ส่วนผลการทดสอบพหูคุณ  ปรากฏผลดังต่อไปนี้

3.2.1  ผู้ที่มีประสบการณ์ในตำแหน่งหน้าที่ต่างกัน มี      ทัศนะ              ต่อปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของ         สถานศึกษาด้านสื่อ  อุปกรณ์  และวัสดุฝึก  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทีระดับ  .05  จำนวน  คู่  คือผู้ที่มีประสบการณ์ในตำแหน่งหน้า

ที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ  ปี  มีทัศนะต่อปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษาสุงกว่าผู้ที่มีประสบการณ์ในตำแหน่งหน้าที่มากกว่า  10  ปี

3.2.2       ผู้ที่มีประสบการณ์ในตำแหน่งหน้าที่ทีต่างกัน  มีทัศนะต่อปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษา  ด้านอาคาร  สถานที่  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  จำนวน  คู่  คือ  ผู้ที่มีประสบการณ์น้อยกว่าหรือเท่ากับ  มี  มีทัศนะต่อปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษาสูงกว่าผู้ที่มีประสลการณ์มากกว่า  ปี  ถึง  10  ปี  และผู้ที่มีประสบการณ์สุงกว่า  10  ปี

3.3           กองสถานศึกษาที่สังกัด  พบว่า  ผู้บริหาร  และครู  อาจารย์  ของสถานศึกษา  สังกัดกรมอาชีวศึกษา  ในเขตการศึกษา  ที่สังกัดกองสถานศึกษาต่างกัน  มีทัศนะต่อปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  จำนวน  ด้าน  คือ  ด้านนโยบายของหน่วยงานระดับสูง  และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  จำนวน  ด้าน  คือ  ด้านอาคาร  สถานที่  ส่วนผลการทดสอลพหูคูณปรากฏผลดังต่อไปนี้

3.3.1           ผู้ที่สังกัดกองสถานศึกษาต่างกัน  มีทัศนะต่อปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษาด้านนโยบายของหน่วยงานระดับสูง  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  จำนวน  1  คู่  คือ  ผู้ที่สังกัดกองวิทยาลัยเกษตรกรรม  มีทัศนะต่อปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชัพของสถานศึกษาสูงกว่าผู้ที่สังกัดกองวิทยาลัยเทคนิค

3.3.2       ผู้ที่สังกัดกองสถานศึกษาต่างกัน  มีทัศนะต่อปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษา  ด้านอาคาร  สถานที่   แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  จำนวน  1  คู่  คือผู้ที่สังกัดกองวิทยาลัยอาชีวศึกษา  มีทัศนะต่อปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชัพของสถานศึกษาสูงกว่าผู้ที่สังกัดกองวิทยาลัยเทคนิค

การวิจัยในครั้งนี้พบว่า  ปัญหาที่ผู้บริหาร  และครู  อาจารย์สังกัดกรมอาชีวศึกษาในเขตการศึกษา  2  มีทัศนะว่าปัญหาอยู่ในอันดับสูงกว่าด้านอื่น  อยู่  2  ด้าน  คือ  ด้านอาคาร  สถานที่และด้านนักเรียน  นักศึกษา  (X  =  3.21)  ส่วนด้านที่มีปัญหาอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าด้านอื่น  คือ  ด้านความร่วมมือของภาคเอกชน  (X  =  3.08)  ส่วนด้านอื่น  ๆ  มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน  ได้แก่  ด้านสื่อ  อุปกรณ์  และวัสดุฝึก  (X  =  3.20)  ด้านนโยบายของหน่วยงานระดับสูง  (X  =  3.17)  ด้านหลักสูตร (X  =  3.10)  และด้านบุคลากร  (X  =  3.09)

                ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะจากการวิจัย  คือ  ผู้บริหารที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษา  สังกัดกรมอาชีวศึกษา  ในเขตการศึกษา  ทั้งในระดับสถานศึกษา  และระดับที่สูงขึ้นไปไม่ว่าจะเป็นระดับกรมอาชีวศึกษา  หรือกระทรวงศึกษาธิการ  ควรใช้ผลจากการวิจัยดังกล่าวเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษา  ทั้งนี้เพื่อจะได้พัฒนาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษา  สังกัดกรมอาชีวศึกษา  ในเขตการศึกษา  ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพความต้องการของท้องถิ่นต่อไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการวิจัยในข้อที่มีปัญหาอยู่ในระมากของแต่ละด้านของแบบสอบถามที่เป็นมาตราส่วนประมาณค่าเกี่ยวกับปัญหาการจัดการศึกษาวิชาชีพของสถานศึกษา  และข้อจากเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาในแต่ละด้านของแบบสอบถามปลายเปิด

 

    กลับ

 


 

079     ชื่องานวิจัย   การสร้างบทเรียนสำเร็จแบบสาขา  สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์หน่วยการเรียนรู้ชีวิตพืชสำหรับซ่อมเสริมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1   โรงเรียนบ้านลุงม่วง  จังหวัดบุรีรัมย์     

ผู้วิจัย              นางเกษรา      สุชิรัมย์                                                                                                ปีพ.ศ.            2547

……………………………………………………………………………………………………….

บทคัดย่อ

                ในการวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายดังนี้  1)  เพื่อสร้างบทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา  สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่องชีวิตและชีวิตพืช  สำหรับซ่อมเสริมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  โรงเรียนบ้านลุงม่วง  จังหวัดบุรีรัมย์  2)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ก่อนและหลังการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา  สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้  เรื่อง  ชีวิตและชีวิตพืช  และ  3)  เพื่อเปรียบเทียบเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ก่อนและหลังการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา  สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้  เรื่อง  ชีวิตและชีวิตพืช  กลุ่มเป้าหมาย  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่  1  ปีการศึกษา  2546  โรงเรียนบ้านลุงม่วง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์  เขต  1  ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนด  คือ  ร้อยละ  80  ของคะแนนทดสอบใช้เวลาในการวิจัย  14  คาบ  ๆ  ละ  60  นาที  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย  1)  บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา  2  หน่วยย่อยหน่วยย่อยละ  1  เล่ม  2)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  และ  3)  แบบสอบภาคเจตคติของนักเรียนที่มีต่อวิชาวิทยาศาสตร์  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ค่าดัชนีประสิทธิผลบทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา  และการทดสอบสมมติฐานใช้  t-test  (Dependent  Samples)

                ผลการวิจัยพบว่า

                1.  บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา  หน่วยการเรียนรู้  เรื่องชีวิตและชีวิตพืช  ทั้ง  2  หน่วยย่อยมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ที่ระดับ  75/75  โดยหน่วยย่อย  เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์  มีประสิทธิภาพ  80.00/88.00 และหน่วยย่อย  เรื่องการสืบพันธุ์ของพืช มีประสิทธิภาพ  77.91/85.00

                2.  นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสุงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้ง  หน่วยย่อย  โดยหน่วยย่อย  เรื่อง  โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์  นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ  .05  และหน่วยย่อย  เรื่อง  การสืบพันธ์ของพืช  นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ  .05

                3.  นักเรียนมีเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์โดยรวมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนับสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  ทั้ง  หน่วยย่อย

 

    กลับ

 


 

080      ชื่องานวิจัย     การพัฒนาชุดการเรียนรู้บนระบบเครือข่ายสาระการเรียนรู้กลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่  3     

ผู้วิจัย               นางสุภัตรา  ปริสุทธิกุล                                                                                 ปีพ.ศ.              2546

……………………………………………………………………………………………………….

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพชุดการเรียนรู้ระบบเครือข่าย  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  สาระที่ เทคโนโลยีสารสนเทศช่วงชั้นที่  เรื่องการสืบค้นข้อมูลและติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์  โดยตั้งสมมติฐานว่าชุดการเรียนรู้นี้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ภาคเรียนที่ ปีการศึกษา  2547  โรงเรียนวิจิตราพิทยา  อำเภอวารินชำราบ  จังหวัดอุบลราชธานี   จำนวน  111  คน

                ผลการวิจัยปรากฏว่า  ชุดการเรียนรู้บทระบบเครือข่าย  กลุ่มสระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  สาระที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ  ช่วงชั้นที่  เรื่องการสืบค้นข้อมูลและติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์  ที่สร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพ  83.24/81.67  และมีค่าดัชนีประสิทธิผล  0.73  แสดงว่าชุดการเรียนรู้บนระบบเครือข่ายได้ค่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ  80/80  และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากชุดการเรียนรู้บนระบบเครือข่าย  สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.01

 

    กลับ

 


 

081      ชื่องานวิจัย                 การประเมินตามสภาพจริงโดยใช้หลัก  4P  ในวิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม  จังหวัดขอนแก่น

ผู้วิจัย                 นางนงนุช    ชุมเทพ                                                                                                 ปีพ.ศ.                2547

……………………………………………………………………………………………………….

บทคัดย่อ

                การศึกษา  เรื่องการประเมินตามสภาพจริงโดยใช้หลัก  4P  ในวิชาคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม  จังหวัดขอนแก่น  ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ทัศนคติ  และปฎิสัมพันธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ที่ได้รับการประเมินตามสภาพจริงโดยใช้หลัก  4P  ในวิชาคณิตศาสตร์   โดยใช้รู้แบบการวิจัยและพัฒนา  (Research  and  Development)  ซึ่งผู้วิจัยได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอและการประเมินตามสภาพจริงโดยใช้หลัก 4P  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษา  ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5/1 , 5/2  และ 5/3  โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม  ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่  32  ปีการศึกษา  2546  จำนวน  143  คน  โดยการสุ่มแบบเจาะจง  (Purposive  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในกางวิจัย  ประกอบ  1)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  2)  แบบวัดทัศนคติ  3)  แบบวัดปฎิสัมพันธ์  4)  แบบบันทึกพฤติกรรมและ  5)  แบบประเมินตนเอง  สถิติที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ร้อยละ  และนำเสนอแบบพรรณาวิเคราะห์  

                ผลการวิจัยพบว่า

1.             ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ที่ได้รับการประเมินจากสภาพจริงโดยใช้หลัก  4P  ส่วนมากอยู่ในระดับ  คิดเป็นร้อยละ  38.46  และมีนักเรียนที่สอบไม่ผ่าน คิดเป็นร้อยละ  11.19

2.             ทัศนคติของนักเรียนชั้นเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ที่ได้รับการประเมินตามสภาพจริงโดยใช้หลัก  4P  ในวิชาคณิตศาสตร์  อยู่ในระดับปานกลาง

                3.             ปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ที่ได้รับการประเมินตามสภาพจริงโดยใช้หลัก  4P  ในวิชาคณิตศาสตร์  นักเรียนมีพฤติกรรมที่แสดงออกต่อกันอยู่ในระดับปานกลาง

 

    กลับ

 


 

082            ชื่องานวิจัย            การทดลองใช้สื่อบทเรียนสำเร็จรูป  เรื่องฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ  วิชา  ชีววิทยา  (ว044)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6

ผู้วิจัย                  อาจารย์สิริลักษณ์   ทิพย์สุวรรณ                                                            ปี พ.ศ.                 2543

……………………………………………………………………………………………………….

บทคัดย่อ

                วัตถุประสงค์ของการวิจัย

                1.  เพื่อเปรียบเทียบสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สื่อบทเรียนสำเร็จรูป  เรื่องฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ

                2.  เพื่อศึกษาความคิดเห็น  ของครู-อาจารย์และนักเรียนที่เรียนโดยใช้สื่อบทเรียนสำเร็จรูป

                วิธีการดำเนินการวิจัย

                -  ประชากรที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  จำนวน  32  คน  ครู-อาจารย์  จำนวน  คน

                -  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบทดสอบรายจุดประสงค์(ก่อนเรียน  หลังเรียน และแบบสอบถามประเมินประสิทธิภาพสื่อบทเรียนสำเร็จรูปสร้างขึ้นโดยรวยรวมจากเอกสารของหน่วยศึกษานิเทศก์  เขตการศึกษา  กรมสามัญศึกษา  (อาจารย์พัชรี  ภู่บำรุงและหนังสือประกอบต่าง ๆ ได้แก่  หนังสือเรียนวิชา  ชีววิทยา(044)  หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย  ของกระทรวงศึกษาธิการ  ชีววิทยา  โดย  ดร.คลุ้ม  วัชโรบล  คู่มือชีววิทยาแผนใหม่  โดย  อ.เกษม  ศิริพงษ์  และเอกสารประกอบคำอธิบาย  วิชา ชีววิทยา  ของมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

                การวิเคราะห์ข้อมูล

                -  ใช้วิธีการหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบความมีนัยสำคัญด้วยค่า  (T-Test)

                สรุปผลการวิจัย

                                จากผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

                                1.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  เรื่อง  ฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ  โดยใช้  สื่อบทเรียนสำเร็จรูป  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

                                2.  ครู-อาจารย์  และนักเรียนมีความคิดเห็นต่อการเรียนการสอน  โดยใช้สื่อบทเรียนสำเร็จรูป  เรื่อง  ฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ คือ  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  (3.00)  จริง

 

 กลับ

 


 

083      ชื่องานวิจัย        การศึกษาศิลปะวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่นภาคกลางการสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา

ผู้วิจัย                   นายโสภณ    จงสมจิต                                                                                                        ปีพ.ศ.                 2536

……………………………………………………………………………………………………….

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาเรื่องราวทางโบราณคดี  ศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคกลาง  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  เพื่อจำแนกศิลปะวัฒนธรรม  ศึกษาการดำเนินวิถีชาวนาท้องถิ่นภาคกลางในสภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและผลกระทบที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  เพื่อสร้างความตระหนัก  ในการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปะวัฒนธรรม  คุณภาพชีวิต  พัฒนาสิ่งแวดล้อม  ให้เกิดขึ้นสำหรับเด็ก  เยาว์ชนในสถานศึกษา  และเพื่อสร้างสื่อและทดลองสื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา  เพื่อไปใช้กับหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง  ในระดับประถมศึกษา  มัธยมศึกษา  และอุดมศึกษา  “ประเทศไทยให้ความสำคัญและดำเนินการอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรม  วิถีชีวิตนิยมไทย  และพัฒนาสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ  สังคม  โดยให้เด็กและเยาวชนมีความตระหนักในการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานวัฒนธรรมไทย

                การดำเนินการวิจัยโดยศึกษาจากเอกสารและการสำรวจภูมิภาคของภาคกลางทางด้านศิลปะวัฒนธรรม  สิ่งแวดล้อม  วิถีชีวิตของคนภาคกลางและใช้แบบสอบถามสาระความสำคัญของวัฒนธรรมไทยและความสำคัญ  ปัญหาสิ่งแวดล้อม  ความตระหนักแนวคิดวิธีการร่วมกันในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา  สังกัดเทศบาลอำเภอป่าโมก  จังหวัดอ่างทอง  เยาวชนระดับมัธยมศึกษา  โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและโรงเรียนสตรีวิทยา  ระดับ  ปวชนักศึกษาวอทยาเขตพิตรพิมุข  จักรวรรดิ  และ ปวสวิทยาเขตเพาะช่าง  จำนวน  179  คน  เสนอแนวความคิด  168  แนวทาง  โดยให้ลำดับความสำคัญให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนให้มีการอภิปราย จัดนิทรรศการด้านสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา   มีความเห็น  17.87%  ให้เด็กและเยาวชนทัศนศึกษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อมเข้าค่ายเยาวชนและนำมาอภิปราย  มีความเห็น  7.28 %  ให้มีการจัดวิชาเรียนเรื่องสิ่งแวดล้อมในหลักสูตรทุกระดับ  6.14 %   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1-2-3  จำนวน  74  คน  มีความเห็นว่า  การวิจัยสาระ  (Content  Analysis)  ความสำคัญด้านวัฒนธรรมควรให้ประเทศไทยมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองนักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยา  เสนอแนะว่า  ศิลปะวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์ แสดงความเป็นเอกราชและภูมอปัญญาของคนไทย  67.90  %   และให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม  13.58 %                

                ในส่วนภูมิภาคได้ทำการทดลองวิเคราะห์สาระที่โรงเรียนเทศบาลวัดโบสถ์  (เทศบาล 3)  และโรงเรียนเทศบาลวัดป่าโมกข์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  นักเรียนมีความเห็นว่าสิ่งแวดล้อมของหมู่บ้าน  ชุมชน  ให้ความสำคัญสูงสุด  33.33%  ให้รักษาความสะอาดในหมู่บ้านและความต้องการลำดับรองลงมามีค่าร้อยละ  28.33%  ต้องการสิ่งแวดล้อมด้านกีฬาให้มีสนามกีฬาในหมู่บ้าน  สนามเด็กเล่นและการจัดการสาธารณสุขสำหรับเด็ก  ส่วนทางด้านศิลปะวัฒนธรรม  มีความเห็นว่า  ชนบทควรอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น  มีค่าเฉลี่ย  34.78%

                จาการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า  เยาว์ชนมีความเห็นว่า  ศิลปะวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญต่อประเทศมากที่สุด  29  ข้อใน  50  ข้อ  มีค่าเฉลี่ยอยู่ระดับ   (X  =  4.89)   จำนวน  19  ข้อใน  50  ข้อ  มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง  (X  =  3.94)  จำนวน  2  ข้อใน  50  ข้อ  มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อย  (X  =  2.94)  ในจำนวน  18  คน  เป็นชาย  12  คน  หญิง  6  คน

                ในข้อคำถามเป็นเรื่อง  ศิลปะวัฒนธรรม  ข้อ  และสิ่งแวดล้อม  47  ข้อ  สรุปว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่เยาวชนมีความตระหนักให้ความสำคัญมากกว่าปัญหาศิลปวัฒนธรรมและเยาวชนเห็นว่าโรงเรียนควรจัดนิทรรศการสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา  จัดกิจกรรมสำหรับเด็กและเยาว์ชนได้ไปศึกษาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ  แล้วนำมาอภิปราย

                ดังนั้น  การสร้างความตระหนักจึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร  ครู-อาจารย์  บุคลากรในโรงเรียนจะต้องให้การเรียนรู้  เสริมสร้างให้เกิดความคิด  ความเข้าใจ  และจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อ วัสดุ  เทคโนโลยีโสตทัศนศึกษาอย่างเหมาะสม

 

    กลับ

 


 

084          ชื่องานวิจัย     การทดลองใช้สื่อบทเรียนสำเร็จรูปในการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์อิสลาม  จุดประสงค์ที่  2  เรื่อง  ความเป็นมาของศาสนาอิสาลามประวัติศาสดาอาดัม (อ) มนุษย์คนแรกของโลก

ผู้วิจัย                    นายสืบศักดิ์        หมะเด                                                                                      ปีพ.ศ.                   2543

……………………………………………………………………………………………………….

บทคัดย่อ

                วัตถุประสงค์ของการวิจัย

                1.  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  ก่อนเรียน หลังเรียน  โดยใช้สื่อบทเรียนสำเร็จรูป

                2.  เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน  และครู-อาจารย์ในการใช้สื่อบทเรียนสำเร็จรูปในการจัดการเรียนการสอน

                วิธีการดำเนินการ

                1.  กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่นักเรียนชั้น  ม. 3/2  จำนวน  36  คน  ครู-อาจารย์  จำนวน  คน

                2.  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นบทเยนสำเร็จรูปแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนแบบประเมินความคิดเห็นของนักเรียน-ครูอาจารย์

                การวิเคราะห์ข้อมูล

                วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และทดสอบนัยสำคัญด้วยค่า  (T-test)

                สรุปผลการวิจัย

                จากการวิจัยสรุปได้นี้

                                1.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  เรื่อง ความเป็นมาของศาสนาอิสลามประวัติศาสดาอาดัม ( อ )  มนุษย์คนแรกของโลก  โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ  0.5

                                2.  นักเรียนและครู-อาจารย์มีทัศนคติที่ดีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป  อย่างมีนัยทางสถิติ  2.50

 

    กลับ

 


 

085          ชื่องานวิจัย        การพัฒนาชุดการสอนและการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต  เรื่อง  ความสัมพันธ์ระหว่างคน  สัตว์  พืช  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2

ผู้วิจัย                     นายพิสิทธิ์   ชำนาญไพร                                                                                ปีพ.ศ.                   2546

……………………………………………………………………………………………………….

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์พัฒนาชุดการสอนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  เรื่อง  ความสัมพันธ์ระหว่าง  คน  สัตว์  พืช  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  โรงเรียนอนุบาลขอนแก่น  อำเภอเมืองขอนแก่น  จังหวัด  ขอนแก่น  ภาคเรียน   ปีการศึกษา2546  จำนวน  53  คน

                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย  ชุดการสอน  แผนการสอน  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  รูปแบบของการวิจัยครั้งนี้ใช้  One  group  pretest -  posttest  design   โดยนำคะแนนที่ได้จาการทดสอบก่อนเรียน  และหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่างมาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สถิติ  t-test

                ผลการวิจัยพบว่า  ชุดการสอนมีประสิทธิภาพ  83.66  /  83.33  และค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ  0.69  นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอน  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

 

    กลับ

 


  

086          ชื่องานวิจัย         การประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและแนวทางการวิจัยทางการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรมของ  กระทรวงศึกษาธิการ  ฉบับที่  2  พ.ศ.  2535-2539 

ผู้วิจัย                                                                                                                                      ปีพ.ศ.                   2543

……………………………………………………………………………………………………….

บทคัดย่อ

                การประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและแนวทางการวิจัยทางการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรมของกระทรวงศึกษาธิการ  ฉบับที่  2  พ.ศ.  2535  -  2359  เป็นการติดตามกำกับการนำนโยบายการวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการไปสู่การปฏิบัติ  มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามและตรวจสอบผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการวิจัยตลอดช่วง  5  ปี  ของแผนพัฒนาการศึกษาฯระยะที่  7  (พ.ศ.  2535   -   2539)  ศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับการดำเนินงานวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการ  ฉบับที่  3  พ.ศ.  2540  -  2544  การประเมินผลครั้งนี้ได้ศึกษาทั้งจากประชากรและกลุ่มตัวอย่างในส่วนประชากรได้ศึกษาจากเอกสารผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการวิจัยและสอบถาม  ผู้ทำหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยจากหน่วยงานเทียบเท่ากรมในส่วนกลางกับหน่วยงานและสถานศึกษาเทียบเท่ากองในส่วนภูมิภาค  จำนวนรวม  665  หน่วยงาน  โดยใช้แบบสอบถาม  สำหรับกลุ่มตัวอย่างได้ศึกษาจากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ด้านการวิจัยของหน่วยงานและสถานศึกษาในจังหวัดที่ตั้งเขตการศึกษา  1  -  12  จังหวัดละ  6  หน่วยงาน  ๆ  ละ  1  คน  รวม  72  คน  ใช้แบบสัมภาษณ์แบบเจาะลึก  และจากการนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินงานวิจัยและการติดตามผลการวิจัยในระหว่างการจัดประชุมสัมมนาผู้ทำหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยจากหน่วยงานและสถานศึกษาในจังหวัดที่ตั้งเขตการศึกษา  และจังหวัดใกล้เคียง  18  จังหวัด  โดยดำเนินการติดต่อกันตลอด  5  ปี  ( 2535  -  2539 )  มู้เข้าประชุมรวม  600  คน  โดยใช้ใบงาน  และการสัมมนากลุ่ม

                ผลการประเมิน

                1.  สรุปผลการประเมินเกี่ยวกับการวิจัยด้านปริมาณและด้านเนื้อหาตาม  ด้านของนโยบายและแนวทางการวิจัยฯ ของกระทรวงศึกษาธิการในช่วงแผนพัฒนาการศึกษาฯระยะที่  7  (..  2535  -  2539)

                                1.1  การดำเนินงานเกี่ยวกับการวิจัยในด้านปริมาณ  พบว่า  ด้านอาชีวศึกษาและเทคโนโลยีทางอาชีพ  ดำเนินการได้มากที่สุด  (สัดส่วน  82  เรื่องต่อองค์ประกอบ)  รองลงมาคือด้านการพัฒนาการศึกษาระดับพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเด็กและเยาวชนและด้านวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  การกีฬา  พลานามัย  และสิ่งแวดล้อม  (สัดส่วน  68  และ  55  เรื่องต่อองค์ประกอบตามลำดับ)  ส่วนด้านที่ดำเนินการได้น้อยคือ  ด้านศาสนา  ศิลปะ  และวัฒนธรรม  ด้านการส่งเสริมให้มีการเผยแพร่และประยุกต์ใช้ผลการวิจัย  และด้านการส่งเสริมและสนับสนุนให้ทำการวิจัย (สัดส่วน  13  6  และ  5  เรื่องต่อองค์ประกอบตามลำดับ)

                                1.2  การดำเนินงานเกี่ยวกับการวิจัยในด้านเนื้อหา  พบว่า  งานที่ดำเนินการได้มากในแต่ละด้านซึ่งมี  ด้าน  ได้แก่  ด้านการพัฒนาการศึกษาระดับพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต  คือ  การเสริมสร้างการพัฒนาคุณภาพการศึกษา  คุณลักษณะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต  (ระดับประถมศึกษาด้านการพัฒนาอาชีวศึกษาและเทคโนโลยีทางอาชีพ  คือ  การพัฒนาทักษะทางอาชีพที่อาศัยการทดลองและการพัฒนาวิทยาการต่าง ๆ ให้กับเยาชน  ด้านกรพัฒนาการฝึกหัดครูและพัฒนาชุมชน  คือการวิจัยที่ส่งเสริมการจัดการศึกษาเกี่ยวกับการฝึกหัดครู  ด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียนและการศึกษาพิเศษ  คือ  การขยายโอกาสทางการศึกษาไปสู่ท้องถิ่นชนบท  อย่างหลากหลายรูปแบบ  ด้านการส่งเริมและสนับสนุนการพัฒนาการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ  คือ  กาพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน  และด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  การกีฬา  พลานามัยและสิ่งแวดล้อม  คือ  การศึกษาคณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์  การศึกษาวิทยาศาสตร์  การกีฬาและพลานามัย

                2.  สภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไข

                                การนำนโยบายและแนวทางการวิจัยฯ  ของกระทรวงศึกษาธิการ  ฉบับที่  ไปปฏิบัติไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญ  ผู้ให้ความสนใจทำวิจัยน้อยขาดแหล่งสืบค้นข้อมูลงบประมาณจำกัดประเมินและคุณภาพของผลงานวิจัยไม่เพียงพอที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้  จึงควรให้มีการเร่งรัดพัฒนาสมรรถภาพขององค์กร  บุคลากรการวิจัย  ให้มีงานวิจัยที่เพียงพอสำหรับเผยแพร่หลากหลายและทั่วถึง  มีการจัดนิทรรศการทางวิชาการและการวิจัยส่งเสริมการวิจัยในระดับชั้นเรียน  บริการระบบการสืบค้นให้เกิดความรวดเร็วมีการเผยแพร่แนวคิดทฤษฎีใหม่ ๆ และนำไปขยายผลในหน่วยงานและสถานศึกษาให้มากขึ้น

                                การดำเนินงาเกี่ยวกับการวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการไม่สนองตอบต่อนโยบายและแนวทางการวิจัย ฯ  ของกระทรวงศึกษาธิการ  ฉบับที่  ..  2535  -  2539  เท่าที่ควร  เนื่องจากมีการนำนโยบายไปปฏิบัติน้อย  จะทำการวิจัยตามคามต้องการของนักวิจัยและการให้ทุนวิจัยดำเนินการได้จำกัด  จึงควรส่งเสริมให้มีการวิจัยมากขึ้น  การให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการวิจัยทางการศึกษา  การตรวจสอบคุณภาพการศึกษาและการให้โรงเรียนประกันคุณภาพทางการศึกษาเตรียมคนให้มีทักษะทางอาชีพที่เข้าสู่ตลาดแรงงานได้  พัฒนาคุณภาพบัณฑิตให้ตอบสนองความต้องการของชุมชน  และที่จะนำไปสู่การพัฒนาชุมชนให้สามารถพึ่งตนเองได้  กระจายอำนาจทางการศึกษาให้ถึงท้องถิ่นและระดับโรงเรียนให้สามารถจัดการศึกษาต่อเนื่องและสัมพันธ์กันทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน  พัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อผู้ด้อยโอกาสและคนพิการได้เรียนรู้ตลอดชีวิต  พัฒนาระบบการจัดหาครู  อาจารย์  ให้ได้คนเก่ง  คนดีมีคุณธรรม  พัฒนาบทบาทของสงฆ์ให้สามารถสร้างความศรัทธาจากประชาชน  ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่น  วางแผนพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้สามารถนำวิทยาศาสตร์มาใช้ในการดำรงชีวิต  พัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬาให้แข่งขันในระดับโลกได้และจัดการศึกษาที่สร้างความตระหนักและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับเด็กและเยาวชนได้อย่างต่อเนื่อง

                3.  ประเด็นสำคัญที่นำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายการวิจัยในช่วงแผนพัฒนาการศึกษา ฯ ระยะที่  8  (พ.ศ.  2540  -  2544)

                                ข้อมูลพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปกำหนดนโยบายการวิจัยในช่วงแผนพัฒนาการศึกษาฯระยะที่  8  (..  2540  -  2544)  คือ  ควรจัดนิทรรศการเสนอผลงานทางวิชาการ  การขอความร่วมมือจากภาคเอกชนการพัฒนาระบบเครือข่ายการสืบค้นข้อมูลการวิจัย  การเผยแพร่แนวคิดทฤษฎีและผลงานวิจัยใหม่ๆ การจัดทำเอกสารการนำผลการวิจัยไปสู่การปฏิบัติ  การส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมตัดสินใจในการจัดการศึกษา  การศึกษาคุณลักษณะพื้นฐานเข้าสู่ตลาดอุตสาหกรรม  การพัฒนาอุปกรณ์เกี่ยวกับการฝึกปฏิบัติให้ประหยัด  การให้นักศึกษาทางอาชีพมีส่วนร่วมในการทำวิจัยการพัฒนาสถาบันทางอาชีพภาคเอกชนให้สมารถฝึกอาชีพให้กับเด็ก  เยาวชน  และประชาชนได้

                                การประเมินศักยภาพของบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม  การศึกษาบทบาทการพัฒนาชุมชนของสถาบันทางการศึกษา  การบุกเบิกวิทยาการสาขาต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาชุมชน  การพัฒนาบุคลากรของชุมชนให้สามารถประกอบอาชีพที่พึ่งพาซึ่งกันและกันในสภาพการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้  การศึกษาเกี่ยวกับการกระจายความเป็นธรรมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียนแก่ผู้ขาดโอกาสทางการศึกษาการจัดกิจกรรมและชุดการเรียนสำหรับคนที่ผิดปกติทางร่างกาย  เด็กเก่งพิเศษให้เรียนรู้ได้เต็มศักยภาพ  การศึกษาการใช้ทรัพยากรร่วมกันของท้องถิ่นและจากภูมิปัญญาชาวบ้านการพัฒนาระบบการสรรหาครูที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลด้านเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  และเอื้ออาทรต่อนักเรียน  การศึกษาเดียวกับการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมกับศักยภาพการจัดการเรียนการสอน  การพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกันได้ทุกระดับการศึกษา  การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพทั้งด้านวิชาการ  วิชาชีพ  คุณธรรม  จริยธรรม  ให้เป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชนแต่ละท้องถิ่น

                            การพัฒนาบทบาทของสงฆ์ที่มีต่อการพัฒนาศีลธรรมจรรยา และสร้างความศรัทธาทางศาสนาให้เกิดกับเด็ก  เยาว์ชน  และประชาชนทั่วไป  การขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับสงฆ์อย่างทั่วถึง  การศึกษาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมด้วยจิตสาธารณะ การศึกษาเกี่ยวกับการวางแผนด้านวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  คณิตศาสตร์  การกีฬาและสิ่งแวดล้อม  ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคน  การเตรียมความพร้อมด้านการกีฬาที่นำไปสู่การพัฒนาให้สามารถแข่งขันกีฬาในระดับโลกได้  และการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในลักษณะบูรณาการเข้ากับการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดความสำนึกในการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล

 

    กลับ

 


 

087          ชื่องานวิจัย          การวิจัยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบศูนย์การเรียนกับการสอนแบบบรรยาย  เรื่อง  การสืบพันธุ์ของพืช 

ผู้วิจัย                   อาจารย์สุธีรา  หมาดทิ้ง  อาจารย์  2  ระดับ  7                                                                                                                   ปีพ.ศ.                   2544

……………………………………………………………………………………………………….

บทคัดย่อ

                วัตถุประสงค์ของการวิจัย

                                เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนแบบศูนย์การเรียนกับการสอนแบบบรรยาย

                วิธีดำเนินการวิจัย

                                -  ประชากรที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1/1 ,1/2  จำนวน  68  คน  โดยการคัดเลือกแบบเจาะจงโดยใช้แบบทดสอบที่เป็นกลางสอบวัดมาตรฐานเด็กและใช้วิธีคัดจากผลการเรียนเฉลี่ยวิชาวิทยาศาสตร์ในภาคเรียนที่ผ่านมา  คัดเลือกนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใกล้เคียงกันทั้งหมดได้  32  คน  โดยผู้วิจัยแบ่งเป็น  กลุ่ม  คือ

                                -  กลุ่มทดลอง  ได้แก่  นักเรียนชั้น  ม.1/1  ปีการศึกษา  2543  จำนวน  16  คน  โดยใช้การสอนศูนย์การเรียน

                                -  กลุ่มควบคม  ได้แก่  นักเรียนชั้น  ม.1/2  ปีการศึกษา  2543  จำนวน  16  คน  โดยใช้การสอนแบบบรรยาย

                เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย

                                1.  แผนการสอนศูนย์การเรียน เรื่องการสืบพันธุ์ของพืช ซึ่งผ่านการตรวจสอบโดยครูผู้เชี่ยวชาญ

                                2.  แบบทดสอบวัดผลหลังเรียนวิชาวิทยาศาสตร์  เรื่องการสืบพันธุ์ของพืช

                การวิเคราะห์ข้อมูล

                                ใช้วิธีหาค่าความแปรปรวนและทดสอบแบบมีนัยสำคัญด้วยค่า  t - test

                สรุปผลการวิจัย

                                จากการวิจัยสรุปได้ดังนี้ คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่สอนแบบศูนย์การเรียน  เรื่อง  การสืบพันธุ์ของพืชสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่สอนแบบบรรยายอย่างมีนัยสำคัญสถิติที่ระดับ  0.001

 

    กลับ

 


  

088        ชื่องานวิจัย      การศึกษาแนวทางและมาตรการจูงใจในการระดมทรัพยากรเพื่อจัดการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  12  ปีของรัฐ

ผู้วิจัย                                                                                                                                             ปี พ.ศ.                   

……………………………………………………………………………………………………….

บทคัดย่อ

                การวิจัยเรื่องการศึกษาแนวทางมาตรการจูงใจในการระดมทรัพยากร  เพื่อการจัดการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  12  ปีของรัฐนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ  ผู้บริหารการศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ  ผู้ปกครองแลประชาชนเกี่ยวกับแนวทางและมาตรการจูงใจในการระดมทรัพยากร  เพื่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน  12  ปี  ของภาครัฐ  เพื่อนำผลไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดมาตรการและกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการระดมทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการต่อไป  ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  คือ  ผุ้ทรงคุณวุฒิ  ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ  จำนวน  25  คน  ผู้บริหารการศึกษา  จำนวน  293  คน  ผู้ปกครองและประชาชน    ซึ่งสุ่มจากทั้ง    12  เขตการศึกษาจำนวน  450  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  คือ  แบบสัมภาษณ์  และแบบสอบถาม  รวมจำนวน  ฉบับ

                ผลการวิจัยพบว่า  ทั้งกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารการศึกษา   กลุ่มผู้ปกครองและประชาชนยินดีให้ความร่วมมือในการสนับสนุนทรัพยากรเพื่อนำมาใช้ในการจัดการศึกษาของรัฐบาลมีเงื่อนไขเห็นผลตอบแทนให้  ในขณะเดียวกันยังมีความต้องการให้รัฐจัดงบประมาณสนับสนุนในการจัดการศึกษาอยู่ในระดับสูง  และเสนอให้มีการแลกเปลี่ยนทรัพยากรระหว่างหน่วยงานและระหว่างท้องถิ่นตลอดจนมีระบบสารสนเทศโดยให้คอมพิวเตอร์  และอินเตอร์เนตมีเครือข่ายทุกเขตพื้นที่

                สำหรับผลของความสัมพันธ์ระหว่างความคิดเห็นของกลุ่มผู้จัดการศึกษา  (ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารการศึกษากับกลุ่มผู้รับบริการในการจัดการศึกษา  (ผู้ปกครองและประชาชนมีความคิดเห็นต่อรูปแบบและแนวทางการระดมทรัพยากรพื่อการจัดการศึกษาแตกต่างกันโดยกลุ่มผู้จัดการศึกษามีความคิดเห็นในทางสนับสุนนให้มีการดำเนินการระดมทรัพยากรจากผู้เรียนและชุมชนมากกว่ากลุ่มผู้รับบริการ

                ความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางและมารตรการจูงใจในการระดมทรัพยากรจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูล  คือ  ควรกำหนดกฎระเบียบวิธีปฏิบัติและหลักเกณฑ์ในการระดมทรัพยากรให้ชัดเจนเร่งประชาสัมพันธ์เผยแพร่ให้ชุมชนรู้และเข้าใจ  ตลอดจนจัดให้มีคณะกรรมการทั้งภาครัฐ  และ  เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการระดมทรัพยากร  และวิธีการระดมทรัพยากรต้องเป็นไปโดยความสมัครใจไม่มีเงื่อนไขในการหาผลประโยชน์รวมทั้งควรมีมาตรการกำกับควบคุมสามารถตรวจสอบได้  และควรมีการประสานงานที่ดีภายในท้องถิ่นของชุมชนด้วย  สำหรับปัญหาอุปสรรคที่ต้องเร่งแก้ไขตามผลการวิจัยที่ได้  คือ  ประชาชนขาดความรู้  และขาดจิตสำนึกร่วมกันระหว่างชุมชนและองค์กรต่างๆ  ในท้องถิ่นเกี่ยวกับการระดมทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ..  2542  และต้องเร่งจัดการศึกษาเพื่อสร้างความเข็มแข็งของครอบครัวและขุมชน  ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี  รวมทั้งปรับสภาพโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม  ในขณะเดียวกันต้องแก้ป้ญหาความไม่พร้อมทางด้านงบประมาณและทรัพยากรด้านอื่นๆ  ของภาครัฐและเอกชนด้วย

 

    กลับ

 


  

089              ชื่องานวิจัย        การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา  ส  102  เรื่องพัฒนาการและประวัติความเป็นมาของชนชาติไทย  ระหว่างการสอนด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์กับวิธีบรรยาย

ผู้วิจัย                  นายชุมสาย    ไชยวัต  และ  นางสมทรง  ไชยวัต                                                                                                                                       ปีพ.ศ.                 2546

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  ดังนี้

                                1.  เพื่อศึกษาวิธีสอนด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์

                                2.  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา  ส  102  เรื่องพัฒนาการและประวัติความเป็นมาของชาติไทย  ระหว่างการสอนด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์กับวิธีบรรยายชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1

                ตัวอย่างของประชากรนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ปีการศึกษา  2545  โรงเรียนรับราษฎร์อุปถัมภ์  จังหวัดราชบุรี  จำนวน  68  คน   โดยสุ่มมา  2  ห้องเรียน  ซึ่งทั้ง  2  ห้องเรียน  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา  ส  101   ในภาคเรียนที่  1  แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ  ผู้วิจัยสร้างแผนการสอนใช้ทดลองสอน  โดยให้กลุ่มทดลองเรียนด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์และกลุ่มควบคุมเรียนด้วยวิธีบรรยาย  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  คือ  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา  ส  102  เรื่องพัฒนาการและประวัติความเป็นมาของชนชาติไทย  วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และค่าสถิติทดสอบ t - test

                ผลการวิจัยพบว่า

                                1. นักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์มีความสนใจและกระตือรือร้นต่อการเรียนมาก  สามารถแสดงความคิดวิเคราะห์ปัญหาต่าง  ๆ  ได้อย่างมีเหตุผล

                                2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา  ส  102  เรื่องพัฒนาการและประวัติความเป็นมาของชนชาติไทย  ระหว่างการสอนด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์กับวิธีบรรยาย  แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

 

    กลับ

 


  

090             ชื่องานวิจัย         รายงานการทดลองใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน  เรื่อง  การอ่านประกาศรับสมัครงาน  วิชา  ภาษาอังกฤษอ่าน  เขียน (อ 025 ข)  ชั้นมัธยมปีที่  5

ผู้วิจัย                   นางสุเพียง   อาญาพิทักษ์  อาจารย์  2   ระดับ  6                                                  ปี พ.ศ.                  2543

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                วัตถุประสงค์ของการวิจัย

                                การทดลองใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน  เรื่อง  การอ่านประกาศรับสมัครงานวิชาภาษาอังกฤษอ่าน  เขียน  (025 มีวัตถุประสงค์ดังนี้

              1.เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน

2.เพื่อศึกษาความคิดเห็นของครูผู้ใช้ชุดการสอน

3.เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน

วิธีดำเนินการวิจัย

                ประชากรที่ใช้ในการวิจัย  คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5/4  แผนการเรียนอังกฤษคณิต  โรงเรียนกำแพงวิทยา  จำนวน  36  คน  และผู้เชี่ยวชาญจากโรงเรียนเดียวกัน  จำนวน  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ  แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน  แบบประเมินความคิดเห็นของครูผู้สอน  และแบบประเมินความคิดเห็นของนักเรียนวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน  ได้แก่  IOC,  X,  SD  และทดสอบความแตกต่างด้วยค่าสถิติ  t-test

 

    กลับ

 


 

091              ชื่องานวิจัย           การทดลองใช้สื่อชุดการสอนศูนย์การเรียนเรื่องการเขียนจดหมายส่วนตัว  วิชาภาษาอังกฤษหลัก  อ 017

ผู้วิจัย                  อาจารย์กัลยา   เด็งสาแม                                                                            ปี พ.ศ.                 2543

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                วัตถุประสงค์ของการวิจัย

                1.  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียน  และหลังเรียนโดยใช้สื่อชุดการสอนศูนย์การเรียน

2.  เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นครูอาจารย์  และนักเรียนที่ใช้สื่อชุดการสอนศูนย์การเรียน

                ดำเนินการวิจัย

กลุ่มตัวอย่างประชากรที่ดำเนินการวิจัยคือ  นักเรียนชั้น  ม. 4/3  แผนการเรียนวิทย์คณิตจำนวน  37  คน  และให้ครูอาจารย์ศูนย์วิชาภาษาอังกฤษเป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบทดสอบตามจุดประสงค์  เป็นข้อสอบแบบให้เขียนตอบ  มีทั้งหมด  ข้อ  คะแนนเต็ม  15  คะแนน  ซึ่งสร้างขึ้นเองบางข้อ  และบางข้อดัดแปลงมาจากหนังสือของ  อบร  สัภิบาล  (ฝึกเขียนจดหมายภาษาอังกฤษ)และมานิต  มานิตเจริญ  (ตำราด้วยการเขียนจดหมายภาษาอังกฤษ)

และอีกชุดเป็นแบบสอบถาม  ประเมินประสิทธิภาพของสื่อชุดการสอนศูนย์การเรียน

การวิเคราะห์ใช้วิธีการหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (Standard  Deviation)  และทดสอบความมีนัยสำคัญค่า t - test

ผลการวิจัย

1.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเรื่องการเขียนจดหมายส่วนตัว  (Personal   Letter)  โดยใช้สื่อชุดการสอนศูนย์การเรียน  คะแนนก่อนเรียน  และหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนับสคัญทางสถิติที่  0.001

2.  นักเรียนและครูอาจารย์มีความคิดเห็นที่ดีต่อการเรียนการสอนโดยใช้สื่อชุดการสอนศูนย์การเรียน        ผลการวิจัย

1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .001

2.ผู้เชี่ยวชาญจำนวน  คน  มีความเห็นว่าชุดการสอนมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก – มากที่สุด  (3.80  -  4.60)  ซึ่งสุงกว่าเกณฑ์  3.50  ที่ตั้งไว้

3.นักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนอยู่ในระดับมาก – มากที่สุด  (3.94  -  4.75)  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์  3.50  ที่ตั้งไว้เช่นกัน

 

    กลับ

 


 

092              ชื่องานวิจัย            การทดลองใช้สื่อบทเรียนหน้าเดียว  เรื่อง  ศิลปะวัฒนธรรมไทยสมัยอยุธยา รายวิชา ประเทศของเรา  3  (ส  204)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา 2543

ผู้วิจัย                   นางมณี   นุ้ยจันทร์                                                                                                                 ปีพ.ศ.                  2543

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1.  เพื่อเปรียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน  โดยใช้สื่อบทเรียนหน้าเดียว

2.  เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน  โดยใช้สื่อบทเรียนหน้าเดียว

วิธีดำเนินการวิจัย

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่นักเรียนชั้น  ม.  2/3  จำนวน  44  คน  และครู  อาจารย์  ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ  จำนวน  ท่าน   เพื่อตรวจสอบสื่อ

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  เป็นแบบทดสอบตามจุดประสงค์และแบบถามเพื่อประเมินประสิทะภาพของสื่อบทเรียนหน้าเดียว

การวิเคราะห์ข้อมูล  ใช้วิธีการหาค่าเยี่ยงเบนมาตรฐาน  และทดสอบความมีนัยสำคัญ  ทางสถิติด้วยค่า  ที  (t – test)

สรุปผลการวิจัย

1.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  เรื่อง  ศิลปะวัฒนธรรมไทยสมัยอยุธยา  โดยใช้สื่อ บทเรียนหน้าเดียวหลังเรียน  สูงกว่า  ก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญ  ทางสถิติที่ระดับ  .001 

2.  นักเรียนมีความคิดเห็นต่อบทเรียนหน้าเดียวในระดับมากกว่าทุกรายการที่ประเมิน

 

    กลับ

 


 

093              ชื่องานวิจัย            การศึกษาผลการใช้แบบฝึกทักษะการคิดและแบบฝึกโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5  โรงเรียนบ้านป่าตาล  อำเภอหางดง  จังหวัดเชียงใหม่

ผู้วิจัย                    นางคมคาย       พฤกษากร                                                                         ปีพ.ศ.                    2545

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์  (1)  เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการคิดและแบบฝึกโครงงานวิทยาศาสตร์  และ  (2)  เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพโครงงานวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะกรคิดและแบบฝึกโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ปีการศึกษา  2545  โรงเรียนบ้านป่าตาล  อำเภอหางดง  จังหวัดเชียงใหม่  จำนวน  10  คน  เตรื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือ  แบบฝึกทักษะการคิด  จำนวน  10  ชุด  แบบฝึกโครงงานวิทยาศาสตร์  จำนวน  ชุด  และแบบประเมินคุณภาพโครงงานวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้แบบฝึกแล้วนำมาเปรียบเทียบกัน

ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า

1.  ได้แบบฝึกทักษะการคิด  และแบบฝึกโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  สำหรับโครงงานทั้ง  ประเภทได้แก่  โครงงานประเภทสำรวจ  โครงงานประเภททดลองโครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์  และโครงงานประเภททฤษฎี

2.  โครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังจากการใช้แบบฝึกทักษะการคิดและแบบฝึกโครงงานวิทยาศาสตร์  มีคุณภาพดีกว่าก่อนการใช้แบบฝึกทักษะการคิดและแบบฝึกโครงงานวิทยาศาสตร์

 

 กลับ

 


 

094              ชื่องานวิจัย             การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา

ผู้วิจัย                                                                                                                                                   ปีพ.ศ.                 

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

กรวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการเรียนและวิธีการสอน  ที่ส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ที่ยั่งยืนของเด็กไทย  วิชาวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษา  โดยใช้วิธีสังเคราะห์งานวิจัยที่ศึกษาวิธีการเรียน  วิธีการสอน  และรูปแบบการเรียนการสอน   ที่ทำให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จ  ในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์  ระดับประถมศึกษา  ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ระหว่างปี  พ..2533  -  ..  2541  ในการศึกษาครั้งนี้พบเฉพาะงานวิจัยที่ศึกษาวิธีการสอนและรูปแบบการเรียนการสอน  จำนวน  93  เล่ม  นำมาสังเคราะห์ด้วยวิธีการสังเคราะห์เชิงปริมาณด้วยวิธีวิเคราะห์แบบเมตต้า  (จำนวน  27  เล่ม  คิดเป็นร้อยละ  29.3)  และการสังเคราะห์เชิงเนื้อหา  ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

1.  ผลการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงปริมาณ  พบว่า 

                1.1  การสอนวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษา ด้วยวิธีการสอนแบบใช้กิจกรรมวิธีการสอนแบบใช้สื่อการเรียนการสอน  และวิธีการสอนแบบผสม  ทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าการสอนตามปกติ

                1.2  การสอนวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษา  ด้วยวิธีการสอนแบบผสม  (โดยใช้ชุดการสอนทำให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์    เจตคติทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์สุงกว่าการสอนตามปกติ

2.  ผลการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงเนื้อหา  พบว่า

                2.1  วิธีการสอนแบบใช้กิจกรรม  มี  15  วิธี  วิธีการสอนที่ทำให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  และความสามารถในการแก้ปัญหาสูงกว่าการสอนตามปกติ  ได้แก่  การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้  วิธีสอนแบบแก้ปัญหา  และใช้แผนการสอนหรือชุดกิจกรรมที่เน้นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  วิธีการสอนที่ทำให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์สูงกว่าการสอนตามปกติ  ได้แก่  การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้และชุดฝึกกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์  วิธีการสอนที่ทำให้ผู้เรียนมีเจตคติทางวิทยาศาสตร์สูงกว่าการสอนตามปกติ  ได้แก่  วิธีการสอนแบบแก้ปัญหา  และใช้ชุดกิจกรรมเสริมหลักสูตรวิทยาศาสตร์

                2.2  วิธีการสอนแบบใช้สื่อการเรียนการสอน  มี  10  วิธี  วิธีการสอนที่ทำให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงกว่าการสอนตามปกติ  ได้แก่  การใช้บทเรียนแบบโปรแกรมและหนังสือการ์ตูนเพื่อเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  ทำให้ผู้เรียนมีเจตคติทางวิทยาศาสตร์สูงกว่าการสอนตามปกติ  การใช้สไลด์จากโปรแกรมนำเสนอในคอมพิวเตอร์  ทำให้ผู้เรียนมีความคงทนในการเรียนรู้สูงกว่าการสอนตามปกติ  การใช้สไลด์-เทป  ที่มีสิ่งช่วยจัดมโนมติด้วยนั้น  การใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติก่อน  จะทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีที่สุด  รองลงมาคือการใช้ระหว่างใช้สไลด์-เทป  และการใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติแบบเรื่องย่อกับบทเรียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์  จะดีกว่าการใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติแบบโครงเรื่อง

                2.3  วิธีการสอนแบบผสม  มี  12  วิธี  วิธีการสอนที่ทำให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงกว่าการสอนตามปกติ  ได้แก่  การใช้เกมและของเล่นทางวิทยาศาสตร์การใช้คู่มือ/แผนการสอนเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  การใช้เครื่องเล่นเชิงวิทยาศาสตร์ทำให้ผู้เรียนมีเจตคติทางวิทยาศาสตร์สูงกว่าการสอนตามปกติ  และชุดการสอนทำให้ความคงทนในการเรียนรู้สูงกว่าการสอนตามปกติ

                2.4  รูปแบบการเรียนการสอน  มี  รูปแบบ  รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดของ  Bruner,  Ausubel    และ  Suchman  ทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระยวนการทางวิทยาศาสตร์สูงกว่าการสอนตามปกติ  รูปแบบการเรียนการสอนของ  Gagne  ทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าการสอนตามปกติ 

วิธีการสอนทั้ง  37  วิธี  และรูปแบบการเรียนการสอน  รูปแบบนี้  ล้วนส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ที่ยั่งยืนของผู้เรียน  เพราะส่วนใหญ่นอกจากจะทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นหรือสูงกว่าการสอนตามปกติแล้ว  ยังทำให้กระยวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนสูงขึ้นหรือสูงกว่าการสอนตามปกติด้วย

 

    กลับ

 


 

095              ชื่องานวิจัย             การศึกษาสภาพการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา  (อนุบาล  3  ขวบ)  จังหวัดหนองคาย

ผู้วิจัย                   นายวีรพล       สารบรรณ                                                                                                               ปีพ.ศ.                  2547

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  เพื่อศึกษาสภาพการจัดการศึกษา  ปัญหาและข้อเสนอแนะการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา  (อนุบาล  ขวบจังหวัดหนองคาย  ใน  ด้าน  ได้แก่  ด้านบุคลากร  ก้านงบประมาณ  ด้านอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม  ด้านสื่อวัสดุอุปกรณ์  ด้านการบริหารจัดการ  ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน   ด้านการจัดประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้  และด้านผลการพัฒนาเด็ก  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่ผู้ปกครอง  ครูผู้สอนหรือพี่เลี้ยงเด็ก  และผู้บริหาร  ในหน่วยงานหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย  ที่จัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา  (อนุบาล  ขวบสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  สำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน  สำนักงานคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ  ในจังหวัดหนองคาย  จำนวน  181  แห่ง  ในอัตรา  1 : 1 : 1  รวม  543  คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสำรวจความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์  มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ  .97  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ  ค่าตัวกลางเลขคณิต  (X)  และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (S.D)

ผลการวิจัยพบว่า

สภาพการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา  (อนุบาล  ขวบ โดยภาพรวมมีสภาพการจัดการศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าบุคลากร  ด้านอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม  ด้านการจัดประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้  และด้านผลการพัฒนาเด็ก  มี  สภาพการจัดการศึกษาอยู่ในระดับมาก  ด้านงบประมาณ  ด้านสื่อการเรียน  การสอนและวัสดุอุปกรณ์ด้านการบริหารจัดการ  และด้านความสัมพันธ์กับชุมชน  มีสภาพการจัดการศึกษาอยู่ในระดับปานกลางส่วนปัญหาและข้อเสนอแนะพบว่า  ผู้บริหารขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา  (อนุบาล 3 ขวบ ครูผู้สอนหรือพี่เลี้ยงไม่จบการศึกษาปฐมวัย  ครูผู้สอนหรือพี่เลี้ยงเด็กมีน้อย  ได้ค่าตอบแทนน้อย  ชุมชนหรือผู้ปกครองขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการศึกษา  การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า  และไม่เพียงพอ  สถานที่ตั้งไม่เหมาะสม  คับแคบ  ห้องเรียนไม่ปลอดโปร่ง  สื่อการเรียนการสอนมีน้อย  ไม่เพียงพอ  บุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจในการติดตามประเมินผลกิจกรรมที่สถานศึกษาร่วมกับชุมชนยังมีน้อย  การจัดกิจกรรมประจำวันยังไม่ครอบคลุม

 

 กลับ

 


 

096      ชื่องานวิจัย         ศึกษาความต้องการในการพัฒนาทางวิชาการของบุคลากรเขตการศึกษา  3

ผู้วิจัย                 นายอมร  บุญช่วย  และ    นางปัทมา   โกมารทัต                                                                                                                 ปีพ.ศ.                 2542

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

                การจัดการศึกษาตามบทบาทหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ  ได้รับการตรวจสอบ  เอาใจใส่จากสังคมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน  โดยเฉพาะในด้านคุณภาพของผลผลิตทางการศึกษาที่ต้องเหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของโลกและวิถีชีวิตของความเป็นไทย  และบริหารการศึกษาในยุคปัจจุบันจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านจุหมายและระบบการปฏิบัติงาน  จากการสรุปแผนพัฒนาการศึกษา  การศาสนาและการวัฒนธรรม  ระยะที่  7  (..  2535-2539)  ของกระทรวงศึกษาธิการด้านนโยบายการบริหารและการสนับสนุนได้ว่า  โครงสร้างการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการยังไม่มีเอกภาพทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิ  พฤติกรรมการบริหารยังเป็นลักษณะของการรวมอำนาจ  องค์กรมีขนาดใหญ่เกินไปจนเกิดความล่าช้า  มีการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อนกันของหน่วยงาน  นโยบายการจัดสรรงบประมารตามความต้องการของท้องถิ่นหรือหน่วยงานผู้ปฏิบัติ  ยังไม่มีผลจริงในทางปฏิบัติ  ระบบข้อมูลสารสนเทศยังขาดความเที่ยงตรง  ขาดเอกภาพ  ไม่ทันสมัยและครอบคลุม  การใช้เทคโนโลยียังไม่มีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะศักยภาพของบุคลากร  ในสภาวการณ์นี้บทบาทของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการในด้านการเร่งรัดกำกับ  ติดตามและประเมินผล  จึงยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น  เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานบุคลากรจำต้องมีศักยภาพด้านวิชาการที่เพียงพอกับบทบาท  ดังนี้  จึงมีความจำเป็นที่จ้อง  ศึกษาความต้องการในการพัฒนาทางวิชาการของบุคลากร

                ความสำคัญของการศึกษา

                                ผลการศึกษาครั้งนี้จะใช้เป็นแนวในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรเขตการศึกษา  รวมทั้งเพื่อประโยชน์ของเขตการศึกษาจังหวัดและอำเภอที่จะใช้สำหรับกำหนดโยบายในการพัฒนาองค์การต่อไป

                วิธีดำเนินการศึกษา

                                ในการศึกษาครั้งนี้เก็บข้อมูลจากบุคลากร  เขตการศึกษา  ประกอบด้วย  ศึกษาธิการอำเภอนักวิชาการศึกษาหัวหน้าฝ่ายระดับจังหวัด  นักวิชาการศึกษาจังหวัด  นักวิชาการศึกษาอำเภอ  และนักวิชาการศึกษาเขตการศึกษา  จำนวน  332  คน  กำหนดให้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง  193  คน

                                เครื่องมือใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่สร้างขึ้นโดยอาศัยกรอบแนวทางเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของสำนักพัฒนาการศึกษา  ศาสนา  และวัฒนาธรรม  ในฐานะหน่วยงานที่ต้องส่งเสริมงานวิชาการแก่บุคลากรในสังกัดและพื้นที่เขตการศึกษา

ผลการศึกษา

                การศึกษาความต้องการพัฒนาทางวิชาการของบุคลากรเขตการศึกษา  ในเมื่อนำผลการศึกษามาประมวลได้ดังนี้

                1.  บทบาทของสำนักพัฒนาการศึกษา  ศาสนา  และวัฒนาธรรม  เขตการศึกษา  ในการส่งเสริมงานวิชาการแก่บุคลากรในสังกัด  โดยภาพรวมบุคลากรมีความเห็นไม่แตกต่างกัน  โดยมีการปฏิบัติงานตามบทบาทนี้อยู่ระดับปานกลาง  ในข้อเท็จจริงแล้วศักยภาพด้านความพร้อมของบุคลากรของสำนักพัฒนาการศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  ตามกรอบอัตรากำลังปีงบประมาณ  2539-2542  กำหนดให้มีอัตรากำลัง  30  ตำแหน่ง  แต่ปัจจุบันมีบุคลากรปฏิบัติงานจริงเพียง  22  ตำแหน่งเท่านั้น  ควรที่จะได้สรรหาบุคลากรที่ความรู้ความสามารถด้านวิชาการมาเสริมศักยภาพเนื่องจากข้าราชการพลเรือน  ตำแหน่งนักวิชาการศึกษาซึ่งมีการปฏิบัติงานลักษณะเดียวกันกับข้าราชการครูในตำแหน่งศึกษานิเทศก์  คือความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ต้องใช้ผลงานทางวิชาการ  แต่ตำแหน่งนักวิชาการศึกษาจะถูกกำหนดทั้งจำนวนอัตรา  และเพดานระดับชั้น  อีกทั้งทางทางราชการมิได้กำหนดให้มีค่าตอบแทนประจำตำแหน่งแต่อย่างใด  ดังนั้นการสรรหาบุคลากรที่มีศักยภาพทางวิชาการมาอยู่ในหน่วยงานจึงเป็นไปได้ค่อนข้างยาก  การพัฒนาศักยภาพของสำนักพัฒนาการศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  เพื่อเป็นศูนย์วิชาการสำหรับค้นคว้า  ทดลอง  และแสดงผลความก้าวหน้าทางวิชาการก็ควรที่จะดำเนินการขึ้นเพราะจะเป็นแหล่งประสานระหว่างภูมิปัญญาของส่วนกลาง  และท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี  อันเป็นการสนองนโยบายการปฏิรูปการศึกษา  ได้วิธีการหนึ่งสำหรับการเสริมสร้างศักยภาพทางวิชาการของบุคลากรเขตการศึกษา  โดยกระยวนการทำงานในลักษณะเครือข่ายตามนโยบายของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

                2.  ความรู้ความเข้าใจทางวิชาการของบุคลากรที่สามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานพัฒนาการศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  บุคลากรทุกกลุ่มมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกน  โดยยอมรับว่าอยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลาง  มีแต่ศึกษาธิการอำเภอ  และนักวิชาการศึกษา  ทีต้องปฏิบัติทั้งงานการวางแผนและงานส่งเสริมพัฒนา  เท่านั้นที่มีความรู้ความเข้าใจสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ  ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอที่ต้องการให้มีการพัฒนาทางวิชาการประจำปี  และควรเป็นโครงการที่มีระบบแน่นอน  ควรจัดเป็นหลักสูตรต่อเนื่องระยะยาวนอกจากนี้ควรจะจัดงบประมาณเพื่อสนับสนุนการค้นคว้าทดลองทางวิชาการในระดับจังหวัดและอำเภอด้วย

                3.  การจัดอันดับความรู้ทางวิชาการที่ควรนำมาพัฒนาแก่บุคลากร  เขตการศึกษา  จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นที่น่าสังเกตว่า  ความรู้เกี่ยวกับวิธีการวิเคราะห์นโยบาย  การพัฒนาองค์การ  การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามนดยบาบเหล่านี้เป็นองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ที่บุคลากรเขตการศึกษา  มีความต้องการที่จะให้มีการพัฒนาโดยเร่งด่วนสภาพการณ์นี้อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บุคลากร  เขตการศึกษา  มีความพอใจกับการปฏิบัติหน้าที่ปัจจุบันเพียงร้อยละ  59.60  และสอดคล้องกับความต้องการให้มีการพัฒนาทางวิชาการประจำปีซึ่งมีถึงร้อยละ  74.50  นอกจากนี้วิธีการอบรมสัมมนามีการเสนอให้เป็นหลักสูตรระยะเวลาและการศึกษาด้วยตนเองโดยนำผลการพัฒนาทางวิชาการไปประเมินคุณภาพในการปฏิบัติงานด้วย  อันจะเป็นการเสริมแรงจูงใจได้ประการหนึ่ง  อย่างไรก็ตามการพัฒนาวิธีการอบรมสัมมนาทางวิชาการนี้ควรที่จะดำเนินการเพื่อสนองความต้องการของหน่วยงานและบุคลากรที่เข้าร่วมกิจกรรมด้วย  อาทิการพัฒนาตนเองโดยใช้กระยวนการกลุ่ม  (Sensitive  training)  ซึ่งเป็นกระยวนการฝึกการเรียนรู้เกี่ยวกับตนเองและผู้อื่น  มองเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น  อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอัตมโนทัศน์  (Self  concept)  อันเป็นผลจากการทดลองการวิจัยเรื่องการพัฒนาอัตมโนทัศน์ด้วยการพัฒนาตนเองโดยกระบวนการกลุ่มเป็นต้น

ข้อเสนอแนะเพื่อพิจารณาในการวิจัยต่อไป

                1.  การศึกษารูปแบบเกณฑ์มาตรฐานของนักวิชาการศึกษาในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

                2.  การศึกษารูปแบบการพัฒนาทางวิชาการด้วยตนเองสำหรับนักวิชาการศึกษาในสังกัดสำนักงานปลักกระทรวงศึกษาธิการ

                3.  การศึกษารูปแบบกระยวนการเครือข่ายเพื่อพัฒนาทางวิชาการแก่วิชาการศึกษาในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

 

 กลับ

 


 

097     ชื่องานวิจัย       รายงานการจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยของกระทรวงศึกษาธการ

ผู้วิจัย                     -

ปี  พ.ศ.                   -

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                รายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการ   ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ดังนี้

                1)  การวิเคราะห์เค้าโครงการวิจัยประจำปีของกระทรวงศึกษาธิการ

                2)  การพิจารณาเค้าโครงการวิจัยในการให้ทุนอุดหนุนการวิจัย

                3)  การตรวจรายงานผลการวิจัยในการให้ทุนอุดหนุนการวิจัย

                4)  การคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพของกระทรวงศึกษาธิการ

                ประชากร  คือ  เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประเมินงานวิจัยของหน่วยงานและสถานศึกษาต่าง  ๆ  ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยในกระทรวง  ทบวง  กรม  ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ได้ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง  ด้วยการเลือกแบบเจาะจงได้แก่  เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้องจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ  และมหาวิทยาลัยรามคำแหง

                เครื่องมือและการเก็บรวบรวมข้อมูล  สร้างเครื่องมือขึ้นจากการหลอมรวมความคิดทฤษฎีต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับบทบาทและภาระหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งเป็นข้อคำถามปลายเปิด  เนื่องจากในการจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยครั้งนี้  มี  หลักเกณฑ์  คือ  การวิเคราะห์เค้าโครงการวิจัยประจำปี  การพิจารณาเค้าโครงการวิจัยที่ขอรับทุน  การตรวจรายงานผลการวิจัยที่ได้รับทุนอุหนุนการวิจัย  และการคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพ  จึงสร้างเครื่องมือเป็นแบบสำรวจข้อมูลจากเอกสาร  แบบ  ตรวจสอบเครื่องมือโดยให้นักวิชาการพิจารณาในความแม่นตรงเชิงเนื้อหา  (Content  Validity)  เก็บรวบรวมข้อมูลโดยศึกษาจากเอกสารที่รวบรวมได้จากหน่วยงานที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง  โดยการติดต่อของเอกสารทางไปรษณีย์  และสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง  แล้วนำมาสรุปตามกรอบความคิด  หรือตามแบบสำรวจข้อมูลในแต่ละหลักเกณฑ์ดังกล่าว

                การวิเคราะห์ข้อมูล  ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา  (Content  Analysis)  และทำการสรุปผลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา  (Descriptive  statistics)

                ขั้นตอนการจัดทำหลักเกณฑ์การประเมิน  ในการจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินครั้งนี้  มีขั้นตอนการดำเนินงานสำคัญในแต่ละหลักเกณฑ์ประกอบด้วย

                1.  วางแผนพัฒนาคุณภาพงานวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการ  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการวิจัย  ใน  ลักษณะ  คือ  เกี่ยวกับการเสนอของงบประมาณโครงการวิจัยประจำปีผ่านสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติตามมติคณะรัฐมาตรี  (1 ฉบับการให้ทุนอดหนุนการวิจัย  (2  ฉบับ และเกี่ยวกับการคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพเพื่อเผยแพร่แลยกย่องเชิดชูเกียรติ  (1  ฉบับ โดยการกำหนดรูปแบบของหลักเกณฑ์การประเมิน  กำหนดสภาพปัจจุบันและปัญหากำหนดวัตถุประสงค์  กำหนดประชากรกลุ่มตัวอย่าง  การสร้างเครื่องมือ  การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล

                2.  ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณภาพงานวิจัยอย่างหลากหลาย  ทั้งเอกสารหลักเกณฑ์การประเมิน  ตำราการวิเคราะห์โครงการวิจัย  การตรวจรายงานผลการวิจัยเพื่อนำมาน้างกรอบความคิดในการดำเนินงานและเกี่ยวกับการคัดเลือกผลงานวิจัยเพื่อการเผยแพร่

                3.  สร้างกรอบความคิดที่ใช้ในการกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินแต่ละฉบับ  เพื่อกำหนดกรอบให้ครอบคลุมเนื้อหาที่จะทำการประเมิน  และสอดคล้องกับปบบาทของกระทรวงศึกษาธิการ

                4.  จัดทำร่างหลักเกณฑ์การประเมิน  ฉบับ  ทั้งการวิเคราะห์เค้าโครงการวิจัยประจำปี  การตรวจสอบโครงการวิจัยที่ขอรับทุน  การตรวจรายงานผลการวิจัยที่ได้รับทุน  และการคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพ

                5.  ตรวจสอบความแม่นตรงเชิงเนื้อหา  (Content  Validity)  โดยของความอนุเคราะห์จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ  นำไปทดลองใช้และปรับปรุงแก้ไขให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

6.  ปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์ทั้ง   ฉบับ  โดยนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานเพื่อพิจารณาทุนอุดหนุนการวิจัยด้วยการตรวจสอบฉบับละ  ครั้ง  แล้วนำเสนอคณะกรรมการวิจัยการการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนะธรรมของกระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบ

                7.  จัดพิมพ์เผยแพร่ไปยังหน่วยงานทางการศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ  665  หน่วยงานทั่วประเทศได้ใช้ประโยชน์

                ผลการศึกษาได้เสนอสาระสำคัญของประเด็นที่จะทำการประเมินในแต่ละหลักเกณฑ์ดังนี้

                หลักเกณฑ์การวิเคราะห์เค้าโครงการวิจัยประจำปีของกระทรวงศึกษาธิการ  เป็นการสร้างเกณฑ์การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเบื้องต้นของเค้าโครงการวิจัยที่จะของบประมาณประจำปี  ผ่านสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ  โดยใช้เกณฑ์การจัดอันดับ  (Rating  Scale)  มาประกอบการวิเคราะห์  มีสาระสำคัญดังนี้

                                1. คุณค่าเค้าโครงการวิจัยในเชิงนโยบาย  พิจารณาจากความสอดคล้องกับนโยบายและแผนพัฒนาทางการศึกษาของรัฐบาล  สภาพปัญหาและการพัฒนาตามสถานการณ์ทางการศึกษา  ตลอดจนความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา  และพิจารณาจากความซ้ำซ้อนหรือความคล้ายกันของโครงการวิจัยที่ดำเนินการมาแล้ว

                                2. คุณค่าของเค้าโครงการวิจัยด้านระเบียบวิธีวิจัย  พิจารณาจากความสอดคล้องของวัตถุประสงค์กับปัญหาที่ทำการวิจัย  ความเหมาะสมของหลักการและเหตุผล  และความเหมาะสมของขั้นตอนของการดำเนินงานวิจัย

                                3. ประโยชน์ที่จะได้จากการวิจัย  พิจารณาจากการนำไปกำหนดนโยบายหรือนำไปวางแผนทางการศึกษา  การนำไปใช้ในทางปฏิบัติจริง  และคุณค่าทางวิชาการเกี่ยวกับการหาข้อสรุปใหม่ทางการศึกษา

                หลักเกณฑ์การพิจารณาเค้าโครงการวิจัยที่ขอรับทุนอุดหนุนการวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการโดยใช้เกณฑ์การจัดอันดับ  (Rating  Scale)  มาประกอบการพิจารณา  มีสาระสำคัญดังนี้

                                1.  ชื่อโครงการมีความกระทัดรัดครอบคลุมใช้ภาษาได้ถูกต้องตามสาขาวิชา  ความสำคัญและที่มาของปัญหา  สามารุชี้ประเด็นได้ชัดเจนวิเคราะห์ได้สอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎี  มีการศึกษาเอกสารแนวคิดทฤษฎีได้กระทัดรัด  และมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน  สอดคล้องกับปัญหาและตอบคำถามได้

                                2.  เลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยได้เหมาะสมกับการแก้ปัญหา  กำหนดแบบแผนได้สอดคล้องกับการแก้ปัญหา  ขั้นตอนการวิจัยชัดเจน  เครื่องมือถูกต้อง  และสถิติที่ใช้เหมาะสมกับแบบแผนการวิจัย

                                3.  ผลที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติได้  สอดคล้องกับการแก้ปัญหาและเกิดคุณค่าทางวิชาการ

                                4.     การอ้างอิงเขียนได้ถูกต้องตามหลักสากลที่ยอมรับได้และครบถ้วน

               5.แผนการดำเนินงานและงบประมาณเหมาะสมกับการดำเนินงานและความพร้อมของผู้วิจัยเอื้อต่อการทำวิจัยให้ประสบความสำเร็จได้

                หลักเกณฑ์การตรวจรายงานการวิจัยที่ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย  ใช้เกณฑ์การผ่านหรือไม่ผ่าน  ในแต่ละตอน  ซึ่งมี  ตอน  ใช้ความเชี่ยวชาญของผู้ทรงคุณวุฒิเป็นสำคัญ  มีสาระสำคัญดังนี้

                                1.  ความสำคัญและขอบเขตของเรื่องที่วิจัยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญได้ชัดเจนสมเหตุสมผล  การอ้างอิงและกำหนดกรอบความคิดในการวิจัยได้เหมาะสมกับเรื่องที่วิจัย

                                2.  วิธีดำเนินการวิจัยและแบบแผนการวิจัยกำหนดได้สอดคล้องกับการแก้ปัญหาการวิเคราะห์ข้อมูลและการให้สถิติได้เหมาะสมที่จะตอบคำถามได้  และแปลผลได้ถูกต้อง  ตลอดจนสรุปอภิปรายผลได้น่าสนใจและเชื่อถือได้

                                3.  การอ้างอิงดำเนินการได้ถูกต้องตามหลักสากลที่ยอมรับได้  การใช้ภาษาโดยทั่วไปได้เหมาะสมกระทัดรัด  ความต้องเนื่องของการเขียนรายงานได้เชื่อมโยงทุกตอน

                .  หลักเกณฑ์การคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพ  ใช้ระดับคุณภาพ  ระดับ  มีสาระสำคัญดังนี้

                                1.  ชื่อรายงานวิจัยมีความชัดเจน  กระทัดรัดเข้าใจง่าย  ครอบคลุมเนื้อหา  วัตถุประสงค์จำเพาะเจาะจง  สามารถตอบคำถามได้  ความสำคัญและที่มาของปัญหามีความชัดเจนกล่าวถึงกันมาก  จำเป็นต้องทำการวิจัยหาแนวทางแก้ไข

                                2.  มีการศึกษาแนวคิดทฤษฎีได้ครอบคลุมกับปัญหาของการวิจัย  เสนอกรอบความคิดได้ชัดเจน  ออกแบบการวิจัยได้เหมาะสมกับการแก้ปัญหา  มีวิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เชื่อถือได้เครื่องมือเหมาะสม  เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลได้ถูกต้อง

                                3.  เสนอผลการวิจัยได้ครอบคลุม  สรุปได้สมเหตุสมผลกับทฤษฎี  ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์  ผลที่เกิดขึ้นนำไปแก้ปัญหาและประยุกต์ใช้ในหน่วยงานได้  ตลอดจนเกิดคุณค่าทาง

 

 กลับ

 


 

098     ชื่องานวิจัย        การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนจะนะ  จังหัดสงขลา  เพื่อทำหนังสือประกอบการเรียนการสอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  1-2

ผู้วิจัย                            นางละเอียด     บุญช่วย

ปี  พ.ศ.                           2544

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนจะนะ  จังหวัดสงขลา  เกี่ยวกับสภาพภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม  ประวัติการตั้งถิ่นฐาน  ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชนและนำเนื้อหาที่ได้จากการศึกษา  ไปจัดทำหนังสือประกอบการเรียนการสอน  ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  1-2

                วิธีดำเนินการวิจัย  แบ่งออกเป็น  ระยะ  คือ

                                ระยะที่  การวิจัยโดยการสำรวจและศึกษาเอกสารที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษาจากเอกสารต่าง ๆ เพื่อกำหนดกรอบเค้าโครงในการสัมภาษณ์  ดำเนินการสัมภาษณ์บุคบลากรที่มีความรู้เกี่ยวกับหมู่บ้านเป็นอย่างดี  นำผลการสัมภาษณ์มาสรุปเป็น  สภาพภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม  ประวัติการตั้งถิ่นฐาน  ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชนจะนะ  จังหวัดสงขลา  เป็นรายตำบล

                                ระยะที่  การวิจัยโดยนำผลการสรุปสาระสำคัญของประวัติศาสตร์ชุมชนจะนะ  จังหวัดสงขลามาจัดทำหนังสือประกอบการเรียนการสอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  1-2  หาประสิทธิภาพของหนังสือหระกอบการเรียนการสอนด้วยวิธีประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญในระดับปฏิบัติการซึ่งเป็นครูผู้สอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  1-2

                ผลการศึกษาพบว่า

                อำเภอจะนะตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดสงขลา  สภาพภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อมชองชุมชนจะนะมีลักษณะภูมิประเทศเป็นทีราบสูง  ควนและภูเขาเตี้ย ๆ เป็นที่ราบลุ่มและที่ราบชายฝั่งทะเล  ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา  ทำสวนยางพารา  สวนผลไม้  และอาชีพประมง  แบ่งเขตการปกครองออกเป็น  14  ตำบล  133  หมู่บ้าน  ชุมชนจะนะเป็นชุมชนโบราณ  มีการพบกลองมโหระทึกสำริดหลักฐานทางโบราณคดี  ที่แสดงถึงการทำกิจกรรมของมนุษย์  ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์  ในพื้นที่นี้  และมีการพบร่องรอยคูคันดินที่สันนิษฐานว่าเป็นป้อมปราการของการตั้งชุมชนดั้งเดิมที่บ้านในเมือง  ตำบลคลองเปียะ  เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมและประเพณีของคนในชุมชนจะนะ  ชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธมีการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีทางศาสนาพุทธ  เช่น  ประเพณีทำบุญวันสารทเดือนสิบประเพณีชักพระ  วันเข้าพรรษา  ชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามมีการประกอยพิธีกรรมที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม  เช่นการละหมาด  เวลา  การเข้าสนัด  การจัดงานเมาลิด  วันฮารีรายอ  วันอีดิฏฮา  การบริจาคซะกาฮ์  และการไปประกอบพิธีฮัจฮ์

                ประชาชนในชุมชนจะนะ  มีความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ความเชื่อเกี่ยวกับทวด  ความเชื่อเรื่องฤกษ์ผานาที่ในการประกอบงานมงคล  วัฒนธรรมที่ปรากฏในรูปวรรณกรรมมุขปาฐะ  ได้แก่  เพลงชาน้อง  เพลงร้องเรือ  หรือเพลงเปลที่ใช้กล่อมเด็ก  และนิทานเกี่ยวกับท้องถิ่น

                การจัดทำหนังสือประกอบการเรียนการสอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  1-2  โดยใช้เนื้อหาจากการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนจะนะ  จังหวัดสงขลา  เพื่อใช้เป็นสื่อในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับดี  สามารถนำเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชุมชนไปพัฒนาเป็นหนังสือสำหรับเด็กในลักษณะต่างๆได้

 

 กลับ

 


 

099     ชื่องานวิจัย         ผลของการใช้แผนการสอนกิจกรรมแนะแนวที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางที่มีต่อมโนภาพแห่งตนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนสรรพวิทยาคม

ผู้วิจัย                             คุณฉัตรชัย     วิเทศน์

ปี  พ.ศ.                           2544

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้  มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาถึงผลของการใช้แผนการสอนกิจกรรมแนะแนวที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางที่มีต่อมโนภาพแห่งตน  กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเนียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  โรงเรียนสรรพวิทยาคม  อำเภอแม่สอด  จังหวัดตาก  ปีการศึกษา  2543  จำนวน  28  คน ที่ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นจากผู้ที่มีคะแนนมโนภาพแห่งตน  ต่ำกว่า  75  %  แล้วทำการสุ่มจำแนกเพื่อแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มทดลอง  และกลุ่มควบคุมกลุ่มละ  14  คน  กลุ่มทดลองได้รับการสอนโดยใช้แผนการสอนกิจกรรมแนะแนวที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง  จำนวน  18  ครั้ง  ๆ  ละ  50  นาที  ติดต่อกันรวม  เดือนครึ่ง  โดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการสอนตามแผนการสอนที่กำหนดไว้  ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการสอนโดยวิธีปกติ

                เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้  ได้แก่  แบบทดสอบมโนภาพแห่งตน  ซึ่งแปลและเรียนเรียงโดย  จุไรรัตน์  เปรมัษเฐียร  มีค่าความเที่ยงเท่ากับ  .92  จาการทดสอบความแตกต่างโดยใช้การทดสอบที่ผลการวิจัยพบว่า

                1.  นักเรียน  ที่ได้รับกรสอนโดยใช้แผนการสอนกิจกรรมแนะแนวทีเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางมีมโนภาพแห่งตนสุงกว่านักเรียนที่สอนด้วยวิธีปกติ  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

                2.  นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แผนการสอนกิจกรรมแนะแนวที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง  มีมโนภาพแห่งตนหลักการสอนสูงกว่าก่อนได้รัยการสอน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

 

 กลับ

 


 

100     ชื่องานวิจัย         ความต้องการบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในระบบโรงเรียน

ผู้วิจัย                     ส่วนสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อการศึกษา  ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา

ปี  พ.ศ.                   -

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความต้องการบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในเรื่องเนื้อหาปละรูปแบบของ  CAI  จากบุคลากรในระบบโรงเรียน คือ  ผู้บริหารครู-อาจารย์และนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย  จากโรงเรียนในสังกัดกรมสามัญศึกษา  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน  โรงเรียนขยายโอกาสในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  (เทศบาล  กรุงเทพมหานครโดยสุ่มตัวอย่างเป็นโรงเรียนจำนวน  683  โรงจัดส่งแบบสอบถามไปให้กลุ่มตัวอย่างตอบและส่งกลับทางไปรษณีย์  ได้รับแบบสอบถามคืนทั้งสิ้นจำนวน  3,381  ฉบับ  นำมาเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณความถี่และร้อยละ

                ผลการศึกษาพบว่า  ในวิชาวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  มีความต้องการในเนื้อหาเรื่อง  กลไกมนุษย์  หญิงและชาย  โลกดวงดาวและอวกาศ  โลกและการเปลี่ยนแปลง  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  ต้องการเนื้อหาเรื่อง  โครงสร้างอะตอมปรากฏการณ์คลื่น  พันธะเคมี แสงและการเห็น  โมเมนตัมและการชน  ระบบนิเวศวิชาคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้อนมี  ความต้องการในเนื้อหาเรื่อง  พื้นที่ผิวและปริมาตร  สมการ  ทฤษฎีบทปีทาโกรัส  เลขยกกำลัง  คู่อันดับ  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายต้องการเนื้อหาเรื่อง  ระบบจำนนจริง  ตรีโกณมิติ ภาคตัดกรวย  เซต  ฟังก์ชัน  วิชาภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  มีความต้องการเนื้อหาเรื่อง  Tense, Noun and  Pronoun  Active  and  Passive  Voice, Preposition  ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายต้องการเนื้อหาเรื่อง  Tense,  Sentence  Construction,  Active  and  Passive  Voice, Word   Order  Noun  and  Pronoun  ส่วนรูปแบบของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  ส่วนใหญ่ต้องการรูปแบบประเภทติวเตอร์  แบบฝึกหัด  และแบบทดสอบ

 

 กลับ

 


 

101     ชื่องานวิจัย         การศึกษาแหล่งความรู้ในชุมชนวิชาสังคมศึกษากรณีศึกษา  อ.น้ำพอง  จ.ขอนแก่น

ผู้วิจัย                       รองศาสตราจารย์ลัดดา     สิลาน้อย   และคณะ

ปี  พ.ศ.                     2542

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                ภาษาไทย

                                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  (1)  รวบรวมแหล่งความรู้ที่มีอยู่ในอำเภอน้ำพอง  จังหวัดขอนแก่น  จัดทำเป็นคู่มือสำหรับครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษาในอำเภอน้ำพอง  จังหวัดขอนแก่น  สำหรับเป็นแนวทางในการใช้แหล่งความรู้ในอำเภอน้ำพอง  ในการเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษาและ  (2)  ศึกษาความคิดเห็นของครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษาในการนำแหล่งความรู้มาใช้ในการเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษากรณีศึกษาอำเภอน้ำพอง  จังหวัดขอนแก่นกลุ่มตัวอย่างคือแหล่งความรู้ในชุมชน  ประกอบไปด้วย  บุคคล  สถานที  กิจกรรมของอำเภอน้ำพอง  จำนวน  80  แหล่ง  ครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษาระดับมัธยมศึกษา  70  คน  เก็บรวบรวมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS/PC+ เพื่อคำนวณค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

                ผลการวิจัย

                                1.  แหล่งความรู้ในชุมชนของอำเภอน้ำพองที่นำมาใช้ในการเรียนการสอนรายวิชาสังคมศึกษา  มี  ประเภท  คือ  แหล่งความรู้ในชุมชนประเภทบุคคล  สถานที่  วัสดุ  อุปกรณ์  และกิจกรรมในชุมชน  จำนวน  80  แหล่ง  แบ่งเป็นแหล่งความรู้ประเภทบุคคล  21  แหล่ง  ความรู้ประเภทบุคคลที่สัมพันธ์กับการเรียนการสอนรายวิชาสังคมศึกษามากที่สุดคือ  พระสงฆ์ที่มีอยู่ในชุมชน  ซึ่งได้แก่  พระสุขเกษม  สุขุมาโล  บุญสม  และพระมหาขบวน  อัคคะวัณโน  แหล่งความรู้ประเภทสถานที่  57  แหล่ง  แหล่งความรู้ประเภทสถานที่ที่สัมพันธ์กับการเรียนการสอนรายวิชาสังคมศึกษามากที่สุด  คือ  ห้องสุมดประชาชนเฉลิมราชกุมารี  ส่วนแหล่งความรู้ประเภทวัสดุอุปกรณ์  38  แหล่ง  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในแหล่งความรู้ประเภทบุคคล  สถานที่  แหล่งความรู้ประเภทวัสดุอุปกรณ์ที่สัมพันธ์กับการเรียนการสอนรายวิชาสังคมศึกษามากที่สุดคือ  ห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี  และแหล่งความรู้ประเภทกิจกรรม  แหล่ง  โดยแหล่งความรู้ประเภทกิจกรรมที่สัมพันธ์กับการเรียนการสอนรายวิชาสังคมศึกษามากที่สุดคือ  กิจกรรมอนุรักษ์น้ำพองซึ่งแหล่งความรู้  80  แหล่งนี้ ผู้วิจัยได้จัดทำคู่มือแหล่งความรู้ในอำเภอน้ำพอง  สำหรับเป็นแนวทางให้ครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษาระดับมัธยมศึกษา  นำใช้ในการเรียนการสอน  ซึ่งรายละเอียดของแหล่งความรู้แต่ละแหล่งประกอบด้วย

                                1.1  ชื่อแหล่งความรู้

                                1.2  ประเภทของแหล่งความรู้

                                1.3  ความรู้ที่ได้รับจากแหล่งความรู้

                                1.4..สถานที่ตั้งแหล่งความรู้

                                1.5  ผู้รับผิดชอบแหล่งความรู้

                                1.6  ระยะทางจากอำเภอน้ำพองถึงแหล่งความรู้

                                1.7  วิธีการติดต่อแหล่งความรู้

                                                1.7.1  ชื่อตำแหน่ง

                                                1.7.2  ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้

                                                1.7.3  ช่วงเวลาที่ให้บริการด้านการศึกษา

                                                1.7.4  วิธีการให้บริการ

                                                1.7.5  วัสดุอุปกรณ์ของแหล่งความรู้ที่สามารถขอยืม

                                1.8  ความสัมพันธ์ของแหล่งความรู้ที่ได้จากชุมชนกับจุดประสงค์ในหลักสูตรวิชาสังคมศึกษาแต่ละรายวิชา

                                1.9  ประโยชน์ที่นักเรียนและครูได้รับจากแหล่งความรู้

                2.  ความคิดเห็นของครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษาในการนำแหล่งความรู้ในชุมชนมาใช้ในการเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษา  กรณีศึกษาอำเภอน้ำพอง  จังกวัดขอนแก่น  พบว่า

                                                2.1  ความคิดของครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา  อำเภอน้ำพอง  มีความคิดเห็นด้านวิธีการใช้แหล่งความรู้ในชุมชนในระดับมากทุกวิธีการ  โดยลำดับแรกครูเห็นด้วยกับวิธีการเชิญชาวบ้านที่มีความสามารถเฉพาะด้าน  เช่น  ทอเสื่อ  ปั้นหม้อ  รีดนมวัว  เป็นวิทยากรให้ความรู้  ส่วนวิธีที่ครูเห็นด้วยน้อยที่สุดคือการขอยืมสไลด์  วีดิทัศน์  รูปภาพจากหน่วยงานอื่น ๆ

                                                2.2  ครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษาระดับมัธยมศึกษา  อำเภอน้ำพอง  มีความคิดเห็นต่อประโยชน์ของแหล่งความรู้ในระดับมากถึงมากที่สุด  โดยประโยชน์อันดับแรกที่ครูส่วนใหญ่เห็นร่วมกันคือช่วยให้นักเรียนมีความเข้าใจและเห็นคุณค่าต่อสภาพแวดล้อมอำเภอน้ำพองและครูทุกคนไม่มีความเห็นด้านประโยชน์ของแหล่งความรู้อำเภอน้ำพอง  ในระดับน้อยที่สุด

                                                2.3  แหล่งความรู้ในอำเภอน้ำพองที่ครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา  ระดับมัธยม  ร้อยละ  30 ขึ้นไป  เคยนำมาใช้มี  28  แหล่ง  และในจำนวนแหล่งความรู้  แหล่งจาก  28  แหล่งนี้  ครูผู้สอนร้อยละ  80  เคยนำมาใช้ซึ่งได้แก่  พระสงฆ์  ป้ายโฆษณา  รณรงค์ยาเสพติด  รณรงค์ประชาธิปไตย  กิจกรรมรณรงค์โรคเอดส์  และกิจกรรมรณรงค์ประชาธิปไตย  กรทำบุญตามวันสำคัญทางศาสนา  กิจกรรมอบรมธรรมะ  และจริยธรรมส่วนแหล่งความรู้ที่ครูผู้สอนร้อยละ  10  เคยนำมาใช้  มีเพียง  แหล่งคือ  การขอยืม  วัสดุอุปกรณ์  สไลด์  วีดีทัศน์เรื่องการผลิตกระดาษ

 

 กลับ

 


 

102    ชื่องานวิจัย         “บทบาทการส่งเสริมศาสนาและวัฒนธรรม  ขององค์การบริหารส่วนตำบล  เขตการศึกษา   10”

ผู้วิจัย                      นายพนิชย์     พรจันทร์    และคณะ

ปี  พ.ศ.                     2543

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1)  ศึกษาบทบาทการส่งเสริมศาสนาและวัฒนธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบล  ตามทัศนะของประธานกรรมการบริหารส่วนตำบลในพื้นที่เขตการศึกษา  10  2)  เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขปัญหาในการส่งเสริมศาสนาและวัฒนธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบล

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  คือ  องค์การบริหารส่วนตำบล  ในพื้นที่เขตการศึกษา  10  ประจำปี  2542  จำนวน  228  แห่ง  โดยศึกษาจากทัศนะของประธานกรรมการการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม  ประกอบด้วย  แบบเลือกตอบแบบมาตราส่วนประมาณค่า  และแบบปลายเปิด  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป  SPSS

                ผลการวิจัย  มีดังนี้

                1.  องค์การบริหารส่วนตำบล  โดยประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล  มีบทบาท  ส่งเสริมศาสนาและวัฒนธรรมดังนี้

                ในด้านศาสนา  พบว่า  มีบทบาทในระดับปานกลาง  โดยได้จัดกิจกรรมในวันสำคัญทางศาสนา  ได้สนับสนุนส่งเสริมการประชาสัมพันธ์งานด้านศาสนาทางหอกระจายข่าว  และได้ร่วมมือกันจัดส่งเสริมให้ประชาชนปฏิบัติตามหลักธรรม  คำสอนของศาสนา  ตามลำดับ

                ในด้านวัฒนธรรม  พบว่า  มีบทบาทในระดับปานกลาง  โดยได้ร่วมมือกับชุมชนจัดงานประเพณีของท้องถิ่น  ได้ร่วมมือกับวัดจัดงานประเพณีของท้องถิ่น  และได้จัดกิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น  ตามลำดับ

                2.  เปรียบเทียบบทบาทการส่งเสริมศาสนาและวัฒนธรรม  องค์การบริหารส่วนตำบล  โดยประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล  จำแนกตามเพศ  พบว่า  ทั้งเพศชายและเพศหญิง  มีบทบาทส่งเสริมศาสนาและวัฒนธรรมไม่แตกต่างกัน  เมื่อจำแนกตามกลุ่มอายุพบว่า  ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล  กลุ่มอายุต่ำกว่า  41  ปี  และ  41  ปีขึ้นไป  มีการส่งเสริมศาสนาและวัฒนธรรมแตกต่างกัน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05  และเมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา  พบว่ากลุ่มระดับการศึกษาต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายและมัธยมศึกษาตอนปลายขึ้นไป  มีการส่งเสริมศาสนาและวัฒนธรรม  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05

                3.  ปัญหาอุปสรรคในการส่งเสริมศาสนา  และวัฒนธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบล  พบว่า  ขาดงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอ  ขาดบุคลากรที่รับผิดชอบงานด้านศาสนาและวัฒนธรรม  รวมทั้งขาดความรู้ความเข้าใจงานด้านส่งเสริมศาสนาและวัฒนธรรม  สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหา  คือ  รัฐควรจัดสรรงบประมาณให้องค์การบริหารส่วนตำบลอย่างเพียงพอจัดอัตรากำลังด้านศาสนาและวัฒนธรรม  รวมทั้งจัดให้มีการอบรมเพิ่มพูนความรู้แก่บุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลด้านส่งเสริมศาสนาและวัฒนธรรมมากขึ้น

 

    กลับ

 


  

103     ชื่องานวิจัย         การผลิตโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  คำศัพท์ภาษาอังกฤษ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1

ผู้วิจัย                     คุณประพันธ์     กาวิชัย        

ปี  พ.ศ.                    2542

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  1)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียน  และ  2)  เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง  ทีมีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1/3  ภาคเรียนที่  ปีการศึกษา  2542  โรงเรียนสารภีพิทยาคม  อำเภอสารภี  จังหวัดเชียงใหม่  จำนวน  30  คน

                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  1)  บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ที่ประกอบด้วย  1.1)  หมวดคำศัพท์ที่จัดเป็น  Active  Vocabulary  จำนวน  หมวด ๆ ละ  10  คำ   1.2)  แบบฝึกหัดที่เป็นชนิด  สุ่มเลือกให้นักเรียนได้ฝึกจนเกิดความเข้าใจในบทเรียน  1.3)  แบบทดสอบสำหรับให้นักเรียนได้ตรวจสอบและยืนยันผลการเรียนรู้ของตนเอง  2)  แบบทดสอบก่อนและหลังการเรียน  และ  3)  แบบวัดเจตคติ

                ก่อนที่จะให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างได้เรียนรู้จากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  ผู้วิจัยได้ทำการวัดความรู้  โดยใช้แบบทดสอบก่อนและหลังการเรียนซึ่งแบบทดสอบดังกล่าวจะถูกนำมาทดสอบซ้ำอีกครั้งหลังจากที่นักเรียนได้ศึกษาบทเรียนไปแล้ว  และเก็บผลคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้สถิติ  X  SD  แลทดสอบค่า t-test  ส่วนการศึกษาเจตคติของนักเรียนได้จากผลการให้ความเห็นจากแบบวัดเจตคติที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น  และนำผลที่ได้มาสรุปโดยใช้สถิติร้อยละ

                ผลการวิจัยพบว่า

                1.  ผลสัมฤทธิ์ทางเรียนก่อนและหลังการเรียน ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  ที่ระดับ  .05

                2.  ผลการวิเคราะห์ด้านเจตคติของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อการการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนพบว่า นักเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ระดับความเห็น  มาก  คิดเป็นร้อยละ  100

 

 กลับ

 


 

104     ชื่องานวิจัย         การพัฒนาแบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  โดยยึดทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ

ผู้วิจัย                           นายสมบัติ    แซ่ติ้ว

ปี  พ.ศ.                           2538

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การพัฒนาแบบทดสอบวินิจฉัยคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ด้วยทฤษฎีการตอบสอนง  (Item  Response  Theory  -  IRT)  และการสำรวจสภาพการเรียนการสอน  เจตคตินักเรียนวิชาคณิตศาสตร์  ในเขตการศึกษา  2  ประจำปีการศึกษา  2538  มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแบบทดสอบที่เหมาะสมกับนักเรียนที่มีระดับความสามารถต่างกัน  เพื่อต้องการให้ครูหรือ  โรงเรียนได้มาใช้บริการเป็นเครื่องมือในการวินิจฉัยข้อบกพร่องของนักเรียนในชั้นที่สอน  ก่อนที่จะคิดผลิตวัตกรรมต่อไป  ผลการพัฒนาแบบทดสอบ  พบว่า  แบบทดสอบที่สร้างขึ้นจำนวน 40  ข้อ  เมื่อผ่านการวิเคราะห์  ตามแนวของ  IRT  พบว่า  เป็นข้อสอบที่มีระดับความยากต่ำกว่า  -1.0  เหมาะจะนำไปใช้สอบวินิจฉัย  จำนวน  14  ข้อ  นอกจากนั้นเป็นข้อสอบที่ยาก  มีค่า  b > 1.0 ควรจะนำไปใช้สอบแข่งขัน  ค่าอำนาจจำแนก  (a)  มากกว่า  0.3  23  ข้อ  ค่าโอกาสในการเดา  (c  <  0.3) 3  ข้อ

                ผลการสำรวจด้านพฤติกรรมการสอนของครูที่สอนคณิตศาสตร์  พบว่า  รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด  ได้แก่ การให้นักเรียนฝึกคิดคำนวณโดยการเล่นเกม  หรือแบบฝึกอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จากหนังสือแบบฝึกหัด  พฤติกรราการสอนของครูที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด  ได้แก่  ครูสอนโดยอธิบายยกตัวอย่างจากหนังสือแบบฝึกหัด

                ผลการสำรวจเจตคติของนักเรียนที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์  ค่าเฉลี่ยสูงสุด  ได้แก่  นักเรียนกลัวที่จะเรียนคณิตศาสตร์  เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด  พบว่า  ความต้องการเรียนคณิตศาสตร์ให้ได้คะแนนดี

                เมื่อศึกษาปัญหา  หรือจุดบกพร่องจากที่นักเรียนตอบผิดเกินกว่าร้อยละ  50  ของผู้สอบทั้งหมด  พบว่านักเรียนบกพร่องในทักษะการคำนวณมากที่สุด  โดยเฉพาะการลบเศษส่วนที่มีส่วนไม่เท่ากัน  การลบเศษส่วนที่อยู่ในรูปจำนวนคละ  รองลงมานักเรียนพกพร่องในด้านโจทย์ปัญหา  เพราะยังใช้สัญลักษณ์แทนค่าในโจทย์ไม่ถูกต้อง

 

 กลับ

 


 

105     ชื่องานวิจัย         “ผลการใช้แบบฝึกการคิดและเขียนเชิงสร้างสรรค์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษา  อำเภอเมืองสตูล  จังหวัดสตูล”

ผู้วิจัย                            นางวรรณดี     สุธาพาณิชย์

ปี  พ.ศ.                           2546

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกการคิดและเขียนเชิงสร้างสรรค์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนประถมศึกษา  สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองสตูล  จังหวัดสตูลและเพื่อเปรียบเทียบการคิดและเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ระหว่างก่อนและหลังการใช้แบบฝึกการเขียนแบบสร้างสรรค์

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนในสังกัดสำนักงานประถมศึกษาอำเภอเมืองสตูล  ปีการศึกษา  2545  ซึ่งได้จากการสุ่มแบบเจาะจง  คือ  ห้องเรียนที่มีนักเรียนไม่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้  ในสมรรถภาพการเขียนมากที่สุด  3  ห้องเรียน  คือ  นักเรียนโรงเรียนอนุบาลเมืองสตูล  จำนวน  30  คน  โรงเรียนบ้านคลองขุด  จำนวน  30  คน  โรงเรียนบ้านเขาจีน  30  คน  รวมทั้งสิ้น  จำนวนนักเรียน  90  คน

                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  แผนการสอนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  โดยใช้แบบฝึกการคิดและเขียนเชิงสร้างสรรค์  สำหรับนักเรียน  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  แบบฝึกการคิดและเขียนเชิงสร้างสรรค์  สำหรับนักเรียน  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  และแบบทดสอบการคิดและเขียนเชิงสร้างสรรค์  จำนวน  6  ฉบับ  ใช้รูปแบบการทดลองแบบ One  -Group  Pretest – Posttest  Design

                ผลการวิจัยพบว่า

                1.  แบบฝึกการคิดและเขียนเชิงสร้างสรรค์  สำหรับนักเรียน  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  มี  ประสิทธิภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

                2.  นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกการคิดและเขียนเชิงสร้างสรรค์  สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  หลังการทดลองมีคะแนนการคิดและเขียนเชิงสร้างสรรค์  ด้านความคิดคล่องแคล่ว  ความคิดยืดหยุ่นและความคิดริเริ่ม  สูงกว่าก่อนการทดลอง  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

 

 กลับ

 


 

106     ชื่องานวิจัย                การฝึกดนตรีประเภทขลุ่ยเพียงออ  ซอด้วงและซออู้

ผู้วิจัย                            นางอัมพิกา     มาดีประเสริฐ

ปี  พ.ศ.                           2546

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การวิจัยเชิงทดลองครั้งนี้เป็นการพัฒนาชุดการเรียนการสอน  เรื่องการฝึกดนตรีประเภทขลุ่ยเพียงออ  ซอด้วงและซออู้  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ก่อนเรียนและหลังเรียนดนตรี  และศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนการสอนเรื่องการฝึกดนตรี

                กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนโคกสำโรง  จังหวัดลพบุรี  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2545  จำนวน  30  คน  สุ่มแบบเจาะจง  ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง  6  คาบ  ๆ ละ  50  นาที   และฝึกดนตรีโดยลำพังไม่น้อยกว่า  4  คาบ  เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง  ได้แก่  ชุดการเรียนการสอนเรื่องการฝึกดนตรีประเภทขลุ่ยเพียงออ  ซอด้วงและซออู้  จำนวน  4  ชุด  แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน  แบบประเมินผลการฝึกดนตรี  และสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับชุดฝึกดนตรี  ด้านเนื้อหา  ภาษา  และประโยชน์ที่ได้รับ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ใช้ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบค่าที (t-test)

                ผลการวิจัยพบว่า  ชุดการเรียนการสอนเรื่อง  การฝึกดนตรี  ประเภทขลุ่ยเพียงออ  ซอด้วงและซออู้  มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  80/80  ชุดที่  1  = 84.22/87.56  =  ชุดที่  2  = 89.33/91.11  ชุดที่  3  =  83.22/84.00  และชุดที่  4  =  89.22/92.44  นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสุงกว่าก่อนเรียนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  ทั้ง  4  ชุด  เป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนด  การศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนการสอน  พบว่านักเรียนที่ฝึกขลุ่ยเพียงออ  ซอด้วงและซออู้  เห็นว่า  ในด้าน  เนื้อหา  ภาษา  และประโยชน์ที่ได้รับมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก  ทุกด้าน

 

 กลับ

 


 

107     ชื่องานวิจัย          การศึกษาวิเคราะห์ผลการตรวจราชการและติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ  เขตการศึกษา  3  ประจำปีงบประมาณ  2545

ผู้วิจัย                         นายประสม     วัชรจินดา   

ปี  พ.ศ.                        2545

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การศึกษาวิเคราะห์ผลการตรวจราชการและติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ  เขตการศึกษา  3  ประจำงบประมาณ  2545  มีวัตถุประสงค์  1.)  เพื่อศึกษาความก้าวหน้าความสำเร็จ  ปัญหาอุปสรรค  และข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานของสถานศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม  เขตการศึกษา  3  ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ  ประจำปีงบประมาณ  2545   2.)  เพื่อประสาน  เร่งรัด  ติดตามความก้าวหน้า  และความสำเร็จ  ปัญหาอุปสรรค  และข้อเสนอแนะ  ในการปฏิบัติงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ  ประจำปีงบประมาณ  2545    ให้สมประโยชน์ต่อทางราชการ  ตลอดจนตรวจสอบคุณภาพงานและการปฏิบัติราชการของหน่วยงานของรัฐ  และเจ้าหน้าที่ของรัฐในมีประสิทธิภาพ  และประสิทธิผล เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน  3.)  เพื่อนำข้อสรุปที่ได้จากการศึกษาเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นข้อมูลประกอบการสนับสนุนหรือปรับปรุงการดำเนินงานต่อไป  การจัดเก็บข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถาม  รวมรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นประชากรที่ใช้ในการตรวจราชการครั้งนี้  ได้แก่  สำนักงานศึกษาธิการอำเภอ  ในเขตการศึกษา  3  จำนวน  76  แห่ง  สถานศึกษาทุกระดับ  ทุกประเภท  ที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ  ในเขตการศึกษา  3  คือ  จังหวัดสงขลา  พัทลุง  นครศรีธรรมราช  สุราษฎร์ธานี  และชุมพร  จำนวน  2,946  แห่ง  รวม  3,022  แห่ง  กำหนดสัดส่วนเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในส่งแบบสอบถามจำนวน  1,111  แห่ง  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และสถิติเชิงพรรณนา  สรุปสาระได้ดังนี้

                นโยบาย

                1.  การปฏิรูปการศึกษา  พบว่า  สถานศึกษาปฏิบัติได้ในระดับมาก  กิจกรรมที่มีค่าเฉลี่ยการดำเนินงานมากที่สุด  คือ  ความรู้  ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิกการเรียนการสอน  และการประเมินผลที่ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด  ตามแนวทางการใช้หลักสูตรใหม่  กิจกรรมมีค่าเฉลี่ยการดำเนินงานน้อยที่สุด  คือ  ความรู้ความเข้าใจ  เกี่ยวกับการทดลองนำร่องเขตพื้นที่การศึกษา

                2.  การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน  12  ปี  และการศึกษาปฐมวัย  พบว่า  โดยภาพรวม  สถานศึกษาปฏิบัติได้ในระดับมาก  พิจารณาด้านของจุดเน้น  พบว่า

ด้านการจัดให้บุคคลมีโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมและทั่วถึงกัน  พบว่า  กิจกรรมที่มีค่าเฉลี่ยการดำเนินงานที่สุด  คือ  การรับเด็กเข้าเรียนตามนโยบาย  ระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ  กิจกรรมที่มีค่าเฉลี่ยการดำเนินงานน้อยที่สุด  คือ  การจัดสื่อ/อุปกรณ์  สำหรับเด็กขาดแคลน               

                ด้านการส่งเสริม  สนับสนุนการจัดการศึกษา  และพัฒนาคุณภาพการศึกษา  พบว่ากิจกรรมที่มีค่าเฉลี่ยการดำเนินงานมากที่สุด  คือ  การประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน  เพื่อนำมาไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียน  กิจกรรมที่มีค่าเฉลี่ยการดำเนินงานน้อยที่สุด  คือ  การจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศโดยเจ้าของภาษา

                ด้านการให้บุคคล  ชุมชน  องค์กร  และสถาบันต่าง ๆ ในท้องถิ่น  ส่วนร่วม  สนับสนุน  ส่งเสริมการจัดการศึกษา  พบว่า  กิจกรรมที่มีค่าเฉลี่ยการดำเนินงานมากที่สุด  คือ  การมีส่วนร่วมจัดกิจกรรมทางศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม  กิจกรรมที่มีค่าเฉลี่ยการดำเนินงานน้อยที่สุด  คือการสนับสนุนอาหารเสริม (นม)

                พิจารณาการจัดการศึกษาปฐมวัย พบว่า  โดยภาพรวม  สถานศึกษาปฏิบัติได้ในระดับมาก

                ด้านการจัดให้บุคคลมีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง  พบว่า  กิจกรรมที่มีค่าเฉลี่ยการดำเนินงานมากที่สุด  คือ  การรับเด็กเข้าเรียนตามนโยบายและระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ  กิจกรรมที่มีค่าเฉลี่ยการดำเนินงานน้อยที่สุด  คือ  การให้บริการแก่เด็กด้อยโอกาสและเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย

                ด้านการให้บุคคล  ชุมชน  องค์กร  และสถาบันต่าง ๆ ในท้องถิ่น  มีส่วนร่วมสนับสนุน  ส่งเสริมการจัดการศึกษา  พบว่า  กิจกรรมที่มีค่าเฉลี่ยการดำเนินงานมากที่สุด  คือ  การสนับสนุนในการดูแลสุขภาพ  กิจกรรมที่มีค่าเฉลี่ยการดำเนินงานน้อยที่สุด  คือ  การสนับสนุนเกี่ยวกับสื่อ/อุปการณ์

                3.  การจัดอาชีวศึกษา  และการพัฒนารูปแบบการดำเนินงานวิทยาลัยชุมชน  พบว่า  สถานศึกษาที่เปิดสอนในระดับอาชีวศึกษา  ในเขตการศึกษา  3  ปฏิบัติตามนโยบายการจัดอาชีวศึกษา  และการจัดอาชีวศึกษาระบบวิภาคีได้ในระดับมาก  กิจกรรมที่มีค่าเฉลี่ยการดำเนินงานมากที่สุด  คือการจัดทำโครงการส่งเสริมเยาวชนฝึกอบรมวิชาชีพ  (9+1)  และ  (12-1)  ด้านการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาดี  พบว่า  จัดได้ในระดับมาก 

                4.  การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา  พบว่า  สถานศึกษาที่เปิดสอนในระดับอุดมศึกษา  สามารถปฏิบัติได้ในระดับมาก

                พิจารณาด้านการจัดอุดมศึกษา  พบว่า  กิจกรรมที่มีค่าเฉลี่ยการดำเนินงานมากที่สุด  คือการวางแผนการดำเนินการรับนักศึกษา  ในระดับอุดมศึกษา  ทั้งระดับอนุปริญญาและปริญญา

                ด้านการพัฒนาครุและบุคลากรทางการศึกษา  เพื่อเข้าสู่กระยวนการปฏิรูปการศึกษา  พบว่าสถานศึกษาสามารถปฏิบัติการได้ในระดับมาก  กิจกรรมที่มีค่าเฉลี่ยการดำเนินงานมากที่สุด  คือ  การฝึกอบรมและให้ความรู้ครู  ตามหลักสูตรเตรียมความพร้อมเข้าสู่การปฏิรูปการศึกษา  และหลักสุตรสร้างความเข็มแข้งในวิชาการและวิชาชีพ  และการจัดระบบบริหารงานบุคคล  กิจกรรมที่มีค่าเฉลี่ยการดำเนินงานน้อยที่สุด  คือ  การจัดตั้งศูนย์ประสานงานการพัฒนาครูและบุคลากรระดับจังหวัด

 

 กลับ

 


 

108    ชื่องานวิจัย           พฤติกรรมการสอนของครู : ศึกษากรณีโรงเรียนลาดทิพรสพิทยาคม

ผู้วิจัย                      นายบัญญัติ     คุ้มภัย   

ปี  พ.ศ.                        2541

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                พฤติกรรมการสอนของครู  :  กรณีศึกษาโรงเรียนลาดทิพรสพิทยาคม

                การวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมการสอนของครูของโรงเรียนลาดทิพรสพิทยาคม  อำเภอตาคลี  จังหวัดนครสวรรค์  โดยประชากรที่ใช้เป็นนักเรียนโรงเรียนลาดทิพรสพิทยาคม  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2541  จำนน  224  คน  กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มตัวอย่าง  อย่างง่าย  (Simple  Random  Sampling)  จำนวน  210  คน  เครื่องมือที่ใช้วิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการสอนครู  1  ฉบับ  ซึ่งหน่วยศึกษานิเทศก์  กรมสามัญศึกษา  ได้ทำขึ้น  เมื่อปีการศึกษา  7  ได้พัฒนามาจากแบบสอบถามที่หน่วยศึกษานิเทศก์  กรมสามัญศึกษา  ได้ทำขึ้น  เมื่อปีการศึกษา  2530  การวิเคราะห์ข้อมูลโดยให้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต  ส่วนเบี่ยงมาตรฐาน  และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว  ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยเลขคณิตด้วยวิธีเชฟเฟ่  (Scheffe’)  การจัดทำข้อมูลทุกขั้นตอนวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรม  SPSS/PC

                ผลการวิจัยพบว่า  พฤติกรรมการสอนของครุตามความคิดเห็นของนักเรียนโดยภาพรวมแล้วอยู่ในระดับมากเพื่อพิจารณาแต่ละรายการย่อยพบว่า

                1.1  พฤติกรรมการสอนของครูเชิงบวกที่มีค่าเฉลี่ยเลขคณิตสูง  3  ลำดับแรก  คือ 

                                1.  ครูผู้สอนแต่งกายถูกต้องตามที่โรงเรียนกำหนด

                                2.  ครูผู้สอนวางตัวเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียน

                                3.  นักเรียนชอบครูผู้สอน 

                ส่วนพฤติกรรมการสอนของครูมีค่าเฉลี่ยเลขคณิตต่ำ  มีเพียง  1  รายการ  คือ  ครูผู้สอนเชิญบุคคลภายนอกบรรยายหรือสอนนักเรียน

                1.2  พฤติกรรมการสอนของครูเชิงลบที่มีค่าเฉลี่ยคณิตสูงสุดคือ  ในการเรียนวิชานี้  ครูผู้สอนเน้นทฤษฎีมากกว่าการให้นักเรียนปฏิบัติ  และพฤติกรรมการสอนชองครูที่มีค่าเฉลี่ยเลขคณิตต่ำสุดคือ  ครูผู้สอนมักนำงานอื่นเข้ามาทำด้วยในชั่วโมงสอน

                นอกจากนี้  วิชัย  ดิสสระ  (2519)  ได้กล่าวไว้ว่า  สมรรถภาพการสอนของอาจารย์เป็นตัวแปรที่สำคัญที่จะส่งผลต่อผู้เรียน  ถ้าการสอนของอาจารย์ดี  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้จะดีตามไปด้วย

                จากที่กล่าวมาทำให้ทราบว่า  พฤติกรรมการสอนที่ดีของครูจะช่วยให้ผู้เรียนนำวิธีการและความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและส่วนรวม  และจำเป็นการส่งเสริมคุณภาพผู้เรียนให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ต้องการอีกด้วย  ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงสนใจใคร่ศึกษาพฤติกรรมการสอนของครูโรงเรียนลาดทิพรสพิทยาคม  เพื่อจะได้นำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพการจัดการเรียนการสอน

 

 กลับ

 


 

109     ชื่องานวิจัย         การศึกษาสภาพการดำเนินงานเพื่อรับการประเมินคุณภาพภายนอกตามกรอบมาตรฐานการศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดกรมสามัญศึกษาเขตการศึกษา  6

ผู้วิจัย                            นายอุดมศักดิ์      พลอยบุตร

ปี  พ.ศ.                           2546

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การประกันคุณภาพเป็นกลไกสำคัญที่เสริม  และผลักดันให้หระบวนการทำงานบุคลากรดำเนินไปอย่างเป็นระบบเพื่อบรรลุเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพโดยมีมาตรฐานการศึกษาเป็นหลักเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในการดำเนินงานประกันคุณภาพ จึงต้องมีการประเมินคุณภาพด้วยการสำรวจตรวจสอบคุณภาพของผู้เรียน  กระบวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา  และปัจจจัยในการดำเนินการว่าได้ผลตามตัวบ่งชี้มาตรฐานการศึกษาที่กำหนดไว้หรือไม่  ผู้วิจัยจึงทำการศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพการดำเนินงานด้านตัวผู้เรียน  ด้านกระบวนการ  และด้านปัจจัยตามกรอบการประเมินคุณภาพนอกของโรงเรียนมัธยมศึกษา  เขตการศึกษา  6  กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดโรงเรียน  จำนวน  70  โรงเรียน  ประกอบด้วยผู้บริหาร  208  คน  ครูผู้สอน  396  คน  และนักเรียน  1,280  คน  เครื่องมือที่ใช้  ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง  เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้บริหาร  ครูผู้สอน   และนักเรียน  จำนวน  3  ฉบับ และแบบกรอกข้อมูลจำนวน  1  ฉบับ  สถิติที่ใช้เป็นสถิติพื้นฐาน  คือ  ค่าร้อยละ  ค่าฐานนิยม  ค่าเฉลี่ย  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  วิเคราะห์  ข้อมูลโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป

                ผลการวิจัยพบว่า  ด้านตัวผู้เรียนมีมาตรฐานที่มีผลการดำเนินอยู่ในระดับ  A3  คือ  ระดับบรรลุผลตามเกณฑ์ในระดับมากได้แก่  นักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรม  และค่านิยมที่พึงประสงค์นักเรียนมีทักษะในการทำงาน  รัการทำงาน  ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริตผู้เรียนมีสุนทรีภาพ  และลักษณะนิสัยด้านศิลปะ  ดนตรี  กีฬา  ส่วนมาตรฐานที่อยู่ในระดับน้อยที่ควรจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นคือ  ความสามารถในการคิดวิเคราะห์  มีวิจารณญาณ  มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  คิดไตร่ตรองมีวิสัยทัศน์  มีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร  มีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง  รักการเรียนรู้  และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและบางตัวชี้วัด  อาทิเช่น  ความรับผิดชอบ  การประหยัด  ความขยันอดทน  ความละเอียดรอบคอบยังอยู่ในในระดับน้อยควรปรับปรุง

                ด้านกระบวนการพบว่ามาตรฐานด้านกระบวนการมีผลการดำเนินการอยู่ในระดับ A3 คือ  ระดับบรรลุผลตามเกณฑ์ในระดับมากทั้ง  3  มาตรฐาน  คือ  สถานศึกษาส่งเสริมความสัมพันธ์  และความร่วมมือกับชุมชนในการพัฒนาการศึกษา  สถานศึกษามีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  สถานศึกษามีการจัดองค์กร  โครงสร้าง  และการบริหารงานอย่างเป็นระบบครบวงจรให้บรรลุเป้าหมายการศึกษา

                ด้านปัจจัย  พบว่ามาตรฐานด้านปัจจัยมีผลการดำเนินการอยู่ในระดับ  A3  คือระดับบรรลุผลตามเกณฑ์ในระดับมากทั้ง  4  มาตรฐาน  คือ  ผู้บริหารมีภาวะผู้นำ  และมีความสามารถในการบริหารจัดการ  ครูมีความสามรถในการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ  และเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  ครูมีคุณวุฒิ  ความรู้  ความสามารถตรงกับงานที่รับผิดชอบ  และมีครูเพียงพอ  สถานศึกษามีหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้เรียนและท้องถิ่นมีสื่อการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้

 

    กลับ

 


 

110     ชื่องานวิจัย                การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่   1  ตามแนวการสอนแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา

ผู้วิจัย                         นางสาววันเพ็ญ     ผลอุดม

ปี  พ.ศ.                        2546

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1)  พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ตามแนวการสอนแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา  2)  เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นตั้งแต่ร้อยละ  70

                กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย  เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ปีการศึกษา  2545  โรงเรียนบ้านนายม  อำเภอพิบูลย์รักษ์  จังหวัดอุดรธานี  จำนวน  40  คน

                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  แบ่งเป็น  3  ประเภท  คือ  1)  เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองปฏิบัติได้แก่  แผนการสอนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ตามแนวการสอนแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา  2)  เครื่องมือที่ใช้ในการสะท้อนผลการปฏิบัติการวิจัย  ได้แก่  แบบบันทึกการสังเกตการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  แบบบันทึกการสะท้อนผลการใช้แผนการสอนแบบสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน  แบบสัมภาษณ์นักเรียน  แบบฝึกทักษะประจำบทเรียน  และแบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคม  3)  เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบ  ได้แก่  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์

                รูปแบบการวิจัยครั้งนี้  ใช้เทคนิควิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการ  ซึ่งมีวงจรปฏิบัติการวิจัย  4  วงจร  คือ  วงจรปฏิบัติการที่  1  ประกอบด้วยแผนการสอนที่  1 –  4   (บทที่  3)  และแผนการสอนที่  1 – 5  (บทที่ 4)  วงจรปฏิบัติการที่  2  ประกอบด้วยแผนการสอนที่  1  -  7  (บทที่ 7) วงจรปฏิบัติการที่  3  ประกอบด้วยแผนการสอนที่  1  -  8  (บทที่ 12)  วงจรปฏิบัติการที่  4  ประกอบด้วยแผนการสอนที่  1  -  8  (บทที่ 13)  โดยใช้รูปแบบการสอนที่สร้างขึ้น  ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  ผู้วิจัยได้ทำการบันทึก  สังเกต  และสัมภาษณ์นักเรียน  เมื่อสิ้นสุดในแต่ละวงจรปฏิบัติจะทำการสอนย่อยเพื่อประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน  แล้วจึงสะท้อนผลการปฏิบัติ  ซึ่งผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จากการบันทึก  สังเกต  สัมภาษณ์นักเรียน  และผลงานนักเรียนมาวิเคราะห์  อภิปราย  เพื่อปรับปรุงกิจกรรมการเรียนการสอนในวงจรต่อไปให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

                ผลการวิจัย  พบว่า

                1.  การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์  ตามแนวการสอนแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา  โดยมีหลักการและเป้าหมาย  เพื่อให้นักเรียนอ่านโจทย์ปัญหาได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาที่หลากหลาย  ได้คิดและลงมือปฏิบัติการแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง  ประกอบด้วย  4  ขั้นตอน  ดังนี้  1)  ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน  เป็นการทบทวนความรู้เดิม  2)  ขั้นสอน  ประกอบด้วย  (1)  กิจกรรมแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา  (2)  กิจกรรมเสริความเข้าใจ  3)  ขั้นสรุป  เป็นการสรุปมโนมติ  ความรู้  หรือหลักการต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้ในแต่ละชั่วโมง  4)ขั้นพัฒนาทักษะและการนำไปใช้  เป็นการพัฒนาทักษะ  โดยนักเรียนทำบัตรกิจกรรม  และแบบฝึกทักษะ 

                2.  นักเรียนที่ได้รับการสอนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์  ตามแนวการสอนแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงตั้งแต่ร้อยละ  70

                3.  นักเรียนที่ได้รับการสอนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์  ตามแนวการสอนแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา  มีความสามารถในการอ่าน  มีความเชื่อมั่นในตนเอง  กล้าแสดงความคิดเห็นสามารถอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ  มีความรับผิดชอบมีการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  รวมถึงมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์

 

 กลับ

 


 

111     ชื่องานวิจัย                 การสร้างชุดการสอนเพื่อใช้เสริมมรรถภาพการอ่านในใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  4

ผู้วิจัย                         นางกาญจนา    จองเดิม

ปี  พ.ศ.                        2547

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                จุดมุ่งหมายของการวิจัยในครั้งนี้  เพื่อสร้างชุดการสอนเสริมสมรรถภาพการอ่านในใจหาประสิทธิภาพของชุดการสอนตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  และเพื่อเปรียบเทียบสมรรถภาพการอ่านในใจก่อนการเรียนกับหลังการเรียนโดยใช้ชุดการสอน  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  4 

                การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง  โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง  2  กลุ่ม  ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  4  โรงเรียนบ้านคลองหิน  และโรงเรียนบ้านโผงโผง  อำเภอโคกโพธิ์  จังหวัดปัตตานีภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2546  จำนวน  64  คน  ใช้เวลาในการทดลอง  11  ครั้ง  ครั้งละ  1  ชั่วโมง  เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวม  คือ  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านในใจที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นจำนวน  2  ชุด  มีค่าความเชื่อมั่น  0.74  และ  0.72  แลชุดการสอนเสริมสมรรถภาพการอ่านในใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  4  จำนวน  9 ชุดการสอน  มีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้  t-test

                ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า  ชุดการสอนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  และสมรรถภาพการอ่านในใจก่อนการเรียนกับหลังการเรียน  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

 

 กลับ

 


 

112     ชื่องานวิจัย                 การศึกษาความพร้อมเพื่อสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการศึกษาชั้นพื้นฐาน  เขตตรวจราชการที่  12

ผู้วิจัย                          -

ปี  พ.ศ.                         -

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การวิจัยเรื่อง  การศึกษาความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการศึกษาขั้น

พื้นฐาน  เขตตรวจราชการที่  12  โดยมีวัตถุประสงค์คือ  1)  เพื่อศึกษาสภาพความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ  เรื่อง  กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  พ.ศ.  2547   2)  เพื่อศึกษาสภาพปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  และ 3)  เพื่อศึกษาแนวทางสนับสนุนและให้ข้อเสนอแนะในการเตรียมความพร้อมเพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน  แก่องค์ปกครองส่วนท้องถิ่น  โดยทำการศึกษาความพร้อมตามองค์ประกอบ  6  ด้าน  ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง  คือ  1)  ประสบการณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดหรือมีส่วนร่วมจัดการศึกษา  2)  แผนการเตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษา  หรือแผนพัฒนาการจัดการศึกษา  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมด้านต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับ  ระดับประเภท  และรูปแบบการศึกษา  3)  วิธีบริหารและจัดการศึกษา  4)  การจัดสรรรายได้เพื่อการศึกษา  5)  ระดับและประเภทการศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของชุมชน  และ  6)  ความเห็นของประชาชนและผุ้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อความพร้อมในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                การดำเนินการวิจัยครั้งนี้  ศึกษาจากประชากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  เขตตรวจราชการที่  12  ประกอบด้วย  จังหวัดนครศรีธรรมราช  พัทลุง  ตรัง  สงขลา  สตูล  ยะลา  ปัตตานี  และนราธิวาส  โดยจัดเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  พนักงานเทศบาล  พนักงานครูเทศบาล  พนักงานส่วนตำบล  และกลุ่มประชาชน/ผู้นำชุมชนในเขตเทศบาลหรือเขตตำบล  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  ได้แก่  แบบสอบถาม  (Questionaire)  การสัมภาษณ์เชิงลึก  (In-dept  Interview)  แบบมีโครงสร้าง  (Structure  Interview)  และการจัดกลุ่มสนทนา  (Focus  Group)  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม  ใช้ความถี่  (f)  แลค่าร้อยละ  (%)  สำหรับข้อมูลจากคำถามปลายเปิด  การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม  ใช้การพรรณนาเชิงวิเคราะห์ (Descriptive  analysis)  ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

                1.  สาระสำคัญจากแบบสอบถาม

                ผู้ให้ข้อมูล  ได้แก่  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด  นายกเทศมนตรีเทศบาลนคร/เมือง/ตำบล  และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล  โดยจัดเก็บรวบรวมข้อมูลในองค์การบริหารส่วนจังหวัด  7  แห่ง  เทศบาล  88  แห่ง  และองค์การบริหารส่วนตำบล  524  แห่ง  รวมทั้งสิ้น  619  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  76.23  ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าว  พบว่า

                                1.1  ด้านประสบการณ์ในการจัด  หรือการมีส่วนร่วมสนับสนุนการจัดการศึกษา  ในภาพรวม  พบว่าเทศบาลที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  คือ  เทศบาลนคร  และเทศบาลเมือง  มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษาปฐมวัย  ตั้งแต่  4  -  40  ปี  ในระดับประถมศึกษา  ตั้งแต่  10  -  40  ปี  และในระดับมัธยมศึกษา  ตั้งแต่  1  -  10  ปี  เทศบาลตำบล  มีประสบการณ์ในการจัดการการศึกษาระดับปฐมวัย  และระดับประถมศึกษา  ตั้งแต่  1  -  4  ปี  และองค์การบริหารส่วนตำบล  มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษาปฐมวัยตั้งแต่  1  -  4  ปี

                สำหรับการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการศึกษาในสถานศึกษาต่าง ๆ ภายในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบนั้นพบว่า  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  จำนวน  151  แห่ง  จำแนกเป็น  เทศบาล 31  แห่ง  และองค์การบริหารส่วนตำบล  12  แห่ง  และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  จำนวน 468  แห่ง  จำแนกเป็น  องค์การบริหารส่วนจังหวัด  7  แห่ง  เทศบาล  57  แห่ง  และองค์การบริหารส่วนตำบล  404  แห่ง  ให้การสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ ในภาพรวมระดับเขตตรวจราชการที่  12  ไม่แตกต่างกัน  กล่าวคือ  1)  ด้านทรัพย์สินส่วนใหญ่สนับสนุนงบประมาณจัดหาคอมพิวเตอร์  บริจาคเงินเพื่ออาหารกลางวันนักเรียน  ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียนหรือถนนภายในโรงเรียน  และจัดหาวัสดุ  อุปการณ์ทางการศึกษา  2)  ด้านวิชาการ  ส่วนใหญ่เป็นกรรมการสถานศึกษา  ให้การสนับสนุนหรือเข้าร่วมอบรมครูและนักเรียน  3)  ด้านบริการส่วนใหญ่ให้บริการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของสถานศึกษา  จัดบริการน้ำดื่ม  และจัดรถรับ – ส่งนักเรียน  และ  4)  ด้านอื่น ๆ ส่วนใหญ่เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของสถานศึกษา  เช่น  กิจกรรมการแข่งขันกีฬา  วันสำคัญทางศาสนาที่สถานศึกษาจัดขึ้น และให้ทุนการศึกษา

                                1.2  ด้านแผนการเตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษา  ในภาพรวม  พบว่า  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน  619  แห่ง  มีแผนกลยุทธ์  /  แผนพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษา  จำนวน  203  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  32.79  และไม่มีแผนกลยุทธ์ / แผนพัฒนาฯ  จำนวน  416  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  67.21  เมื่อจำแนกเป็นประเภทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  พบว่า  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  มีแผนกลยุทธ์ / แผนพัฒนาฯ  จำนวน  64  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  42.38  และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  มีแผนกลยุทธ์ /แผนพัฒนา  จำนวน  139  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  29.70  สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่มีแผนกลยุทธ์ / แผนพัฒนาฯ  ส่วนใหญ่ได้แก่  องค์การบริหารส่วนตำบล  จำนวน  357  แห่ง  คิดเป็น  ร้อยละ  68.13 

                สำหรับระยะเวลาในการมีแผนกลยุทธ์  /  แผนพัฒนา  เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการจัดการศึกษานั้นพบว่า  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่มีแผนกลยุทธ์  /  แผนพัฒนาฯ  ในช่วงปี  พ.ศ.  2545  -  2547  ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่มีแผนกลยุทธ์  /  แผนพัฒนาฯ  ส่วนใหญ่  คาดว่าจะมีแผนกลยุทธ์  /  แผนพัฒนาฯ  ในช่วงปี  พ.ศ.  2548  -  2551

                                1.3  ด้านวิธีการบริหารและการจัดการศึกษา   ในภาพรวม  พบว่า  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  ส่วนใหญ่ร้อยละ  40.81  ใช้รูปแบบวิธีการบริหารและจัดการศึกษาโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของตนเอง  รองลงมาร้อยละ  30.13  ใช้รูปแบบวิธีการบริหารและจัดการศึกษาร่วมกับองค์กรอื่น ๆ 1 – 2  องค์กรร้อยละ  16.88  ใช้รูปแบบจัดการศึกษาร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกัน  และร้อยละ  12.18  ใช้รูปแบบจัดการศึกษาร่วมกับองค์กรอื่น  3  องค์กรขึ้นไป  สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  ส่วนใหญ่ร้อยละ  74.83  ใช้รูปแบบวิธีการบริหารและจัดการศึกษาโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของตนเอง  รองลงมาร้อยละ  31.79  ใช้รูปแบบวิธีการบริหารและจัดการศึกษาร่วมกับองค์กรอื่น ๆ 1 – 2 องค์กร  ร้อยละ  14.57  ใช้รูปแบบจัดการศึกษาร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกัน  และร้อยละ  5.96  ใช้รูปแบบจัดการศึกษาร่วมกันองค์กรอื่น  3 องค์กรขึ้นไป

                                1.4  ด้านการจัดสรรรายได้เพื่อสนับสนุนการศึกษา  ในภาพรวม  พบว่า  ในช่วงปีงบประมาณ  2544  -   2546  องค์การบริหารส่วนจังหวัดส่วนใหญ่  ร้อยละ  100.00  ให้การสนับสนุนงบประมาณด้านการศึกษามากกว่า  100,000  บาทต่อปี  สำหรับเทศบาลที่ยังไม่เคยจัดการศึกษาส่วนใหญ่ร้อยละ  45.45  ให้การสนับสนุนงบประมาณด้านการศึกษาตั้งแต่  25,001  -  50,000  บาทต่อปี  ส่วนเทศบาสลที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  ส่วนใหญ่ร้อยละ  66.67  ให้การสนับสนุนงบประมาณด้านการศึกษา  มากหว่า  100,000  บาทต่อปี  สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลที่ยังไม่เคยจัดการศึกษาส่วนใหญ่ร้อยละ  37.13  ให้การสนับสนุนงบประมาณด้านการศึกษาตั้งแต่  25,001  -  50,000  บาทต่อปี  ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบลที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  ส่วนใหญ่ร้อยละ  37.50  ให้การสนับสนุนงบประมาณด้านการศึกษา  มากกว่า  100,000  บาทต่อปี

                สำหรับความสามารถในการจัดสรรรายได้เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ตามร้อยละของรายได้เฉลี่ยต่อปี  ในภาพรวม  พบว่า  องค์การบริหารส่วนจังหวัดส่วนใหญ่  ร้อยละ  71.43  สามารถจัดสรรรายได้เพื่อการศึกษา  น้อยกว่าร้อยละ  5  ต่อปี  เทศบาลที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  ส่วนใหญ่ร้อยละ  47.37  สามารถจัดสรรรายได้เพื่อการศึกษา  น้อยกว่าร้อยละ  5  ต่อปี  และองค์การบริหารส่วนตำบลที่ยังไม่เคยจัดการศึกษาส่วนใหญ่ร้อยละ  52.97  สามารถจัดสรรรายได้เพื่อการศึกษา  ร้อยละ  5 – 10 ต่อปี  สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  ส่วนใหญ่ร้อยละ  44.17  สามารถจัดสรรรายได้เพื่อการศึกษา  น้อยกว่าร้อยละ  5  ต่อปี

                นอกจากนั้น  พบว่า  มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  จำนวน  9  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  5.96  ไม่ได้จัดสรรรายได้เพื่อการศึกษาภายในท้องถิ่นของตนเอง  และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของตนเอง

                                1.5  ด้านระดับ  และประเภทการศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพปัญหา  และความต้องการของชุมชน  ในภาพรวม  พบว่า  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  จำนวน  172  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  36.75  พร้อมจะจัดตั้งสถานศึกษาขึ้นใหม่  จำแนกเป็น  องค์การบริหารส่วนจังหวัด  3  แห่ง  เทศบาล  24  แห่ง  และองค์การบริหารส่วนตำบล  145  แห่ง  ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  จำนวน  94  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  62.25  พร้อมจะจัดตั้งสถานศึกษาขึ้นใหม่  จำแนกเป็น  เทศบาล  23  แห่ง  และองค์การบริหารส่วนตำบล  71  แห่ง  โดยพร้อมจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน  กล่าวคือ  ในภาพรวมองค์การบริหารส่วนจังหวัด  ส่วนใหญ่พร้อมจัดตั้งสถานศึกษา  เพื่อจัดการศึกษาในระดับปฐม  ระดับประถมศึกษา  และระดับมัธยมศึกษา  เทศบาล  และองค์การบริหารส่วนตำบลที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  และที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  ส่วนใหญ่เป็นเทศบาลตำบล  และองค์การบริหารส่วนตำบลขนาดเล็ก  พร้อมจัดตั้งสถานศึกษาเพื่อจัดการศึกษาในระดับปฐมวัย

                สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  จำนวน  296  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  63.25  ไม่พร้อมจัดตั้งสถานศึกษาขึ้นใหม่  จำแนกเป็น  องค์การบริหารส่วนจังหวัด  4  แห่ง  เทศบาล  33  แห่ง  องค์การบริหารส่วนตำบล  259  แห่ง  สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  จำนวน  57  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  37.75  ไม่พร้อมจัดตั้งสถานศึกษาขึ้นใหม่  จำแนก  เทศบาล  8  แห่ง  และองค์การบริหารส่วนตำบล  49  แห่ง  สาเหตุที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่พร้อม  ที่จะจัดตั้งสถานศึกษาขึ้นใหม่  เพื่อจัดการศึกษาเอง  พบว่า  เทศบาลนครและเมือง  ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า  มีสถานศึกษาอยู่แล้ว  และมีข้อจำกัดด้านสถานที่ในการจัดตั้งสถานศึกษาขึ้นใหม่  ส่วนเทศบาลตำบล  ส่วนใหญ่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณและขาดบุคลากรที่มีประสบการณ์ทางการศึกษา  สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลนั้น  ส่วนใหญ่เหตุผลว่า  มีรายได้น้อยไม่สามารถพัฒนาการศึกษาได้อย่างเต็มที่  รวมทั้งขาดบุคลากร  ที่มีประสบการณ์ทางการศึกษาเช่นเดียวกันซึ่งในแต่ละภาคมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน

                ด้านความพร้อมในการรับโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการนั้น  ในภาพรวม  พบว่า  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  จำนวน  320  แห่ง คิดเป็นร้อยละ  68.38  พร้อมรับโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ  จำแนกเป็น  องค์การบริหารส่วนจังหวัด  6  แห่ง  เทศบาล  47  แห่ง  และ  องค์การบริหารส่วนตำบล  265  แห่ง  ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  จำนวน  119  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  78.80  พร้อมรับโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ  จำแนกเป็น  เทศบาล  27  แห่ง  และองค์การบริหารส่วนตำบล  92  แห่ง  โดยพร้อมรับโอนสถานศึกษาที่จัดการศึกษาสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนกว่างคือ  ในภาพรวม  องค์การบริส่วนจังหวัด  พร้อมรับดอนสถานศึกษาที่จัดการศึกษาในระดับปฐมวัย  ระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา  ในส่วนเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลขนาดเล็ก  พร้อมรับโอนสถานศึกษาที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  ส่วนใหญ่เทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลขนาดเล็ก  พร้อมรับโอนสถานศึกษาที่จัดการศึกษาในระดับปฐมวัย  สำหรับเทศบาลนคร  เทศบาลเมือง  และองค์การบริหารส่วนตำบลขนาดใหญ่  ส่วนใหญ่พร้อมรับโอนสถานศึกษาที่จัดการศึกษาทั้ง  3  ระดับการศึกษา

                สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  จนวน  148  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  31.62  ไม่พร้อมรับโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ  จำแนกเป็น  องค์การบริหารส่วนจังกวัด  1  แห่ง  เทศบาล  8  แห่ง  และองค์การบริหารส่วนตำบล  139  แห่ง  ส่วนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  จำนวน 32  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  21.20  ไม่พร้อมรับโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ  จำแนกเป็น  เทศบาล  4  แห่ง  และองค์การบริหารส่วนตำบล  28  แห่ง  ส่วนใหญ่เป็นเทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลขนาดเล็ก  โดยให้เหตุผลว่า  มีข้อจำกัดงบประมาณ  ยังมีรายได้น้อย  ไม่สามารถจัดสรรรายได้เพื่อพัฒนาการศึกษาได้อย่างเต็มที่ร่วมทั้งยังขาดอัตรากำลังของบุคลากรที่มีประสบการณ์ในด้านการบริหารจัดการทางการศึกษา

                สำหรับจำนวนประชากรวัยเรียนที่คาดว่าจะเข้าเรียนในปีการศึกษา  2548  ในภาพรวม  พบว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัด  เทศบาล  และองค์การบริหารส่วนตำบล  ทั้งที่ยังไม่เคยจัดการศึกษาและจัดการศึกษาอยู่แล้ว  คาดว่ามีประชากรวัยเรียนในระดับปฐมวัย  ประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา  เข้าเรียนประมาณร้อยละ  50 -80

                                1.6  ด้านความเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ในภาพรวม  พบว่า  ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตอบแบบสอบถาม  ที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  จำนวน  181  คน  และที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  จำนวน  68  คน  รวมทั้งสิ้น  249  คน  คิดเป็น  ร้อยละ  40.23  เห็นว่าพร้อมในการจัดการศึกษาขึ้นเองภายใน  1  -  3  ปี  และผู้บริหาร  จำนวน  200  คน  คิดเป็นร้อยละ  32.31  เห็นว่าพร้อมจัดการศึกษาขึ้นเองภายใน  4  -  6  ปี  และผู้บริหาร  จำนวน  99  คน  คิดเป็นร้อยละ  15.99  เห็นว่า  พร้อมจัดการศึกษาขึ้นเองภายใน  7  -    9  ปี  หรือ  ตั้งแต่  10  ปี  ขึ้นไป

                สำหรับความพร้อมในการับโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งมีผู้บริหาร  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เคยจัดการศึกษาจำนวน  236  คน  และที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  จำนวน  89  คน  รวมทั้งสิ้น  325  คน  คิดเป็นร้อยละ  52.50  เห็นว่าพร้อมที่จะรับโอนฯ  ภายในระยะเวลา  1  -  3  ปี  และผู้บริหาร  จำนวน  204  คน  คิดเป็นร้อยละ  32.96  เห็นว่าพร้อมที่จะรับโอนภายในระยะเวลา  4  -  6  ปี  และผู้บริหารอีกจำนวน  59  คน  คิดเป็นร้อยละ  9.53  เห็นว่าพร้อมที่จะรับโอนภายในระยะเวลา  7  -  9  ปี  อย่างไรก็ตาม  พบว่า  องค์การบริหารส่วนตำบลขนาดเล็กส่วนหนึ่งมีความพร้อมที่จะจัดการศึกษาเอง  หรือรับโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ  ในระยะเวลา  10  ปีขึ้นไป  เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ  และอัตรากำลังของบุคลากรในหน่วยงานนอกจากนี้  ยังมีองค์การบริหารส่วนตำบลขนาดเล็กอีกส่วนหนึ่งไม่ระบุเวลาที่จะจัดการศึกษาขึ้นเองหรือรับโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ  โดยให้เหตุผลว่า  “พร้อมเมื่อไรก็จะดำเนินการ”

                ในส่วนปัจจัยที่ส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสบความสำเร็จหรือไม่สำเร็จในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีสาระที่น่าสนใจดังนี้

                1.  ในเรื่องจุดเด่นด้านความพร้อมที่ส่งผลให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสบผลสำเร็จ  ในภาพรวมพบว่า  องค์การบริหารส่วนจังหวัดส่วนใหญ่มีงบประมาณเพื่อสนับสนุนการศึกษาเพียงพอ  ผู้บริหารมีความรู้และให้ความสำคัญต่อการศึกษา  ในส่วนของเทศบาลนั้น  พบว่า  เทศบาลที่จัดการศึกษาอยู่แล้วส่วนใหญ่มีจุดเด่นในเรื่องมีรายได้สูง  มีความพร้อมในด้านงบประมาณเพื่อพัฒนาการศึกษา  มีความพร้อมด้านบุคลากรทางการศึกษา  ผู้บริหารท้องถิ่นส่วนใหญ่มีวิสัยทัศน์ในการจัดการศึกษา  ประชาชน  ให้ความร่วมมือและมีประสบการณ์ในการจัดการศึกษาอยู่แล้ว  สำหรับเทศบาลที่ไม่เคยจัดการศึกษา  พบว่า  มีจุดเด่นในเรื่องมีการประสานงานได้ดี  มีความพร้อมงบประมาณ  สำหรับเทศบาลที่มีรายได้สูง  ผู้บริหารท้องถิ่นมีวิสัยทัศน์ทางการศึกษา  ประชาชนให้ความร่วมมือ  และมีความสามารถในการพัฒนาศักยภาพการศึกษาได้ในส่วนขององค์การบริหารส่วนตำบลที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  พบว่า  ส่วนใหญ่มีจุดเด่นในเรื่องความสามารถในการสนับสนุนงบประมาณ  เพื่อพัฒนาการศึกษาได้ด้วยตนเอง  ความร่วมมือของประชาชน  และส่วนราชการต่าง ๆ ผู้บริหารท้องถิ่นเป็นกรรมการสถานศึกษาอยู่แล้ว  และความพร้อมของชุมชน

                2.  ปัญหา  /  อุปสรรคในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ในภาพรวมพบว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดส่วนใหญ่มีปัญหา  /  อุปสรรคในการเตรียมความพร้อมในเรื่อง  ไม่มีบุคลากรทางการศึกษาหรือบุคลากรที่มีประสบการณ์ในหน่วยงานโดยตรง  ในส่วนของเทศบาล  พบว่า  เทศบาลตำบลที่จัดการศึกษาอยู่แล้วส่วนใหญ่มีปัญหาด้านงบประมาณ  และบุคลากรไม่เพียงพอในการสนับสนุนการพัฒนาการศึกษา  บุคลากรยังได้รับการพัฒนาไม่ทั่วถึงและได้รับสวัสดิการไม่เท่าเทียมกับข้าราชการของรัฐ  ส่วนเทศบาลที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  พบว่า เทศบาลตำบลส่วนใหญ่ยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากร  และงบประมาณในพัฒนาการศึกษา  การไม่ยอมรับจากข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการหากโอนมาสังกัดในท้องถิ่น  รวมทั้งความก้าวหน้าด้านสวัสดิการของพนักงานท้องถิ่นยังไม่เท่าเทียมกับข้าราชการของรัฐ

                สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลที่จัดการศึกษาและยังไม่เคยจัดการศึกษา  พบว่า  มีสภาพปัญหาที่ไม่แตกต่างกัน  ส่วนใหญ่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ  ขาดบุคลากรที่มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษา  บุคลากรท้องถิ่นขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดการศึกษา  ประชาชนในท้องถิ่นยังไม่เห็นความสำคัญที่จะให้ท้องถิ่นจัดการศึกษา  เห็นว่าควรเป็นหน้าที่ของรัฐ  และยังขาดความเชื่อมั่นในการจัดการศึกษาของท้องถิ่น

                3.  สำหรับความต้องการได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภาพรวมพบว่า  องค์การบริหารส่วนจังหวัด  ต้องการบุคลากรที่มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษา  มาปฏิบัติงานโดยตรง  รวมทั้งให้ความรู้ในการบริหารจัดการศึกษา  ตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา  ของกระทรวงศึกษาธิการสำหรับเทศบาล  และองค์การบริหารส่วนตำบลยังไม่เคยจัดการศึกษาและที่จัดกากรศึกษาอยู่แล้ว  ส่วนใหญ่ต้องการได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้น  จัดอัตรากำลังบุคลากรทางการศึกษาเพิ่มขึ้น  ให้ความรู้ในการจัดการศึกษาแก่บุคลากร  ตลอดจนสวัสดิการ  และความก้าวหน้าของพนักงานท้องถิ่น  ให้เท่าเทียมกับข้าราชการของรัฐ

                สำหรับกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  จะดำเนินการขอรับโอนสถานศึกษา  จากกระทรวงศึกษาธิการ  นั้นกระทรวงศึกษาธิการ  ควรทำการชี้แจง  สร้างความเข้าใจให้กับครุในสังกัด  และผู้เกี่ยวข้องในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับทราบ  เพื่อเตรียมความพร้อมรับการถ่ายโอนได้อย่างชัดเจน  และเกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย

                2.  สาระสำคัญจากกรณีศึกษา

                จากกรณีศึกษาในเทศบาล  3  แห่ง  องค์การบริหารส่วนตำบล  ที่ได้รับรางวัลการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล  3  แห่ง  และองค์การบริหารส่วนตำบลขนาดเล็ก  3  แห่ง  โดยการสัมภาษณ์นายกเทศมนตรี  และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล  และจัดสนทนากลุ่ม  พนักงานเทศบาล  พนักงานครูเทศบาล  พนักงานส่วนตำบล  และประชาชนหรือผู้นำชุชนในเขตเทศบาลหรือเขตตำบล  พบว่า  เทศบาลมีประสบการณ์ในการจัดการศึกษามานาน  บางแห่งมีประสบการณ์ถึง  40  ปี  ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบลมีประสบการณ์จัดการศึกษาระดับปฐมวัยมาประมาณ  3  ปี  การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยและประถมศึกษา  ของเทศบาลส่วนใหญ่  มีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของประชาชน  มีโรงเรียนดีเด่นและได้รับรางวัลพระราชทานมากมายสำหรับระดับมัธยมศึกษานั้น มีคุณภาพมาตรฐานอยู่ในระดับปานกลาง  การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยขององค์การบริหารส่วนตำบล  ไม่มีข้อมูลอื่นยืนยันว่ามีคุณภาพมาตรฐานเพียงใด  แต่ถ้าทราบว่าเด็กได้รับการดูแลและมีพัฒนาการตามวัยและยังต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

                แผนกลยุทธ์  /  แผนพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษา  พบว่า  เทศบาลมีแผนดังกล่าวชัดเจนโดยกระบวนการทำแผนเป็นไปตามหลักการทำแผนเป็นอย่างดี  บางแห่งเป็นแผนเชิงรุกเพื่อเข้าสู่ความเป็นสากล  และมีแผนปฏิบัติการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ  องค์การบริหารส่วนตำบลบางแห่งที่พร้อมมีแผนเหมือนเทศบาล  บางแห่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำแผนอย่างเต็มที่  และบางแห่งไม่มีแผนด้านการศึกษา

                ส่วนรูปแบบวิธีการบริหารและจัดการศึกษานั้น  เทศบาลจัดโครงสร้างบริหารการศึกษาไว้อย่างชัดเจน  เป็นรูปแบบการกระจายอำนาจที่แสดงให้เห็นว่า  เทศบาลอยู่ใกล้ชิดปัญหา  จึงสามารถตัดสอนใจได้รวดเร็ว  มีการมอบอำนาจให้โรงเรียนเทศบาลในเรื่องต่างๆ ยกเว้นเรื่องบริหารบุคคลบางเรื่องและการจัดซื้อจัดจ้าง  ซึ่งมีข้อจำกัดด้านระเบียบของทางราชการ  สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลยังไม่มีโครงสร้างการบริหารการศึกษาเป็นการเฉพาะ  ถึงแม้จะมีการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย  แต่ทราบว่ากำลังจัดกรอบอัตรากำลังให้มีบุคลากรอยู่ในส่วนการศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบล

                ในส่วนเทศบาล  และองค์การบริหารส่วนตำบล  จัดสรรรายได้เพื่อการศึกษา  แตกต่างกัน  ขึ้นอยู่กับรายได้และวิสัยทัศฯหรือนโยบายของคณะผู้บริหาร  เทศบาลส่วนใหญ่จัดสรรรายได้เพื่อการศึกษา  ประมาณร้อยละ  10  -  30    ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบล  ส่วนใหญ่จัดสรรรายได้เพื่อการศึกษาประมาณร้อยละ  3  -  5  แต่มีบางองค์การบริหารส่วนตำบลจัดสรรให้ถึงร้อยละ  10  และบางแห่งจัดสรรรายได้น้อยมาก  เพียงร้อยละ  0.2

                สำหรับเทศบาล  ส่วนใหญ่มีความพร้อมที่จะจัดกากรศึกษาทั้งระดับ  ปฐมวัย  ประถมศึกษา  และมัธยมศึกษา  ทั้งนี้  ตามความต้องการของประชาชนในเขตเทศบาลนั้น ๆ เพราะเทศบาลมีความพร้อมหลายด้าน  เช่น  ผู้นำมีวิสัยทัศน์  มีรายได้สูง  อยู่ใกล้ชิดปัญหา  สามารถตัดสินใจได้รวดเร็วถึงแม้จะมีข้อจำกัดอยู่บ้างเช่น  การกระจายอำนาจให้โรงเรียนในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งติดขัดที่ระเบียบของทางราชการสิทธิแลสวัสดิการที่รัฐจัดให้ไม่เท่าเทียมกันระหว่างพนักงานครูเทศบาลและข้าราชการทั่วไป

                ส่วนความพร้อมในการจัดการศึกษาขององค์การบริหารส่วนตำบล  ส่วนใหญ่มีความพร้อมที่จะจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยมากที่สุด  รองลงมาคือ  ระดับประถมศึกษา  จุดเด่นขององค์การบริหารส่วนตำบลที่มีความพร้อมคือผู้นำวิสัยทัศน์  ชุมชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  อยู่ใกล้ชิดชุมชน  และตัดสินใจได้รวดเร็ว  แต่องค์การบริหารส่วนตำบลที่ไม่พร้อมจะจัดการศึกษา  เพราะมีข้อจำกัดด้านรายได้  บุคลากรยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษา  ประชาชนในชนบทไม่สนใจ  ไม่ค่อยรับรู้และไม่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

                ข้อเสนอแนะ

                จากข้อมูลที่ได้จากการวิจัย  และความต้องการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  คณะผู้วิจัยจึงขอเสนอแนะเพื่อให้เกิดความพร้อม  และเพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษาหรือรับการถ่ายโอนได้สมตามเจตนารมณ์ของกฏหมาย  ดังนี้

                1.  รัฐควรเพิ่มศักยภาพ  และประสิทธิภาพ  ในการส่งเสริมสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความสามารถในการจัดเก็บรายได้เข้าองค์กรเพิ่มขึ้น

                2.  รัฐควรเพิ่มขีดความสามารถของผู้บริหารและบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ให้มีความรู้  ความเข้าใจในเรื่องปรัชญา  แนวคิด  และอุดมการณ์ของการจัดการศึกษาในระดับท้องถิ่น

                3.  รัฐควรเร่งรัดพัฒนาบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ให้มีความรู้ในวิชาชีพและศิลปะการบริหารการศึกษารวมถึงการพัฒนาประชาคมให้พร้อมที่จะมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนให้มากยิ่งขึ้น

                4.  รัฐควรแก้ไขกฎหมาย  หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง  เพื่อที่จะทำให้โรงเรียนมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น  และควรมีกลไกการตรวจสอบจากภาคประชาชน  ซึ่งอาจมีคณะกรรมการว่าด้วยการศึกษาของท้องถิ่น  ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่มีความเป็นมืออาชีพทางการศึกษา  และเป็นกลางทางการเมืองเข้ามาดำเนินกรตรวจสอบ

                5.  รัฐควรนำร่องถ่ายโอนโรงเรียนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในบางพื้นที่ก่อน  เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และหาคำตอบว่าจะสามารถดำเนินการต่อไปได้จริงหรือไม่

                6.  รัฐควรจัดทำประชาพิจารณ์กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  เพื่อสร้างความเข้าใจอันดี  ก่อนที่จะทำการถ่ายโอนโรงเรียนไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                7.  กระทรวงศึกษาธิการควรประชาสัมพันธ์กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  พร้อมรายละเอียดการปฏิบัติ  ควรสร้างความเข้าใจในเจตนารมณ์การกระจายอำนาจให้กับข้าราชการครุได้มีความพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น  และควรร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย  วัดหลักสูตรเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการศึกษาให้กับผู้นำ  และบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                8.  องค์กรกลางในการบริหารงานบุคคล  เช่น  คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน  (กพ.)  คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น  (ก.ถ.)  และคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา  (กค.ศ.)  ควรร่วมมือและเร่งรัดหาวิธีการทำให้การบริหารบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  สอดคล้องกับการบริหารบุคคลของข้าราชการคุณสังกัดกระทรวงศึกษาธิการรวมถึงปรับปรุงระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและสวัสดิการต่าง ๆ ด้วย

                9.  กระทรวงมหาดไทย  ควรจัดโครงสร้างและอัตรากำลังบุคลากรด้านการศึกษาให้ชัดเจน  และควรมีวิธีการสรรหาผู้มีความรู้  และประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการศึกษา  เพื่อรองรับการถ่ายดอนสถานศึกษาไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                10.  เมื่อจะดำเนินการถ่ายโอนสถานศึกษาไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ควรจัดโอนให้ครบทุกอย่าง  เช่น  อาคารสถานที่  บุคลากร  งบประมาณ  วัสดุ  ครุภัณฑ์  เป้ฯต้น  มิฉะนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 กลับ

 


 

113     ชื่องานวิจัย                 การเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนพนัสศึกษาลัย  อำเภอพนัสนิคม  จังหวัดชลบุรี  ระหว่างการให้ข้อมูลย้อนกลับควบคู่กับการเสริมแรงแบบต่อเนื่องกับการให้ข้อมูลย้อนกลับควบคู่กับการเสริมแรงแบบเว้นระยะ

ผู้วิจัย                          นางพิธพร      ธนะสมบัติ

ปี  พ.ศ.                        2542

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนพนัสศึกษาลัยอำเภอพนัสนิคม  จังหวัดชลบุรี  ปีการศึกษา  2541  ระหว่างการให้ข้อมูลย้อนกลับควบคู่กับการเสริมแรงแบบต่อเนื่องกับการให้ข้อมูลย้อนกลับควบคู่กับการเสริมแรงแบบเว้นระยะ

                กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนที่มีความสามารถในการอ่านและความสามารถในการอ่านและความสามารถทางการคิดคำนวณขั้นพื้นฐาน  แต่มีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ต่ำกว่าร้อยละ  60  ตามเกณฑ์ของำรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ  จำนวน  20  คน  ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่ายจากกลุ่มประชากรทั้งหมด  แล้วสุ่มอย่างง่ายอีกครั้งหนึ่งเป้นกลุ่มทอลองสองกลุ่ม  กลุ่มละ  10  คน  กลุ่มทดลองที่  1  ได้รับการให้ข้อมูลย้อนกลับควบคู่กับการเสริมแรงแบบต่อเนื่อง  และกลุ่มทดลองที่  2  ได้รับการให้ข้อมูลย้อนกลับควบคู่กับการเสริมแรงแบบเว้นระยะ  แบบแผนการทดลองของการวิจัยครั้งนี้  เป็นแบบ  Randomized  Griup  Pretest  -  Posttest  Design  เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือแผนการสอนการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ใช้วิธีการให้ข้อมูลย้อนกลับควบคู่กับการเสริมแรงทั้งสองแบบ  และแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียน  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  คือ  การทดสอบค่าที  ( T –test) 

                ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

                1.  นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ดีขึ้นหลังจากได้รับการให้ข้อมูลย้อนกลับควบคู่กับการเสริมแรงแบบต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ  .01

                2.  นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ดีขึ้นหลังจากได้รับการให้ข้อมูลย้อนกลับควบคู่กับการเสริมแรงแบบเว้นระยะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

                3.  นักเรียนที่ได้รับการให้ข้อมูลย้อนกลับควบคู่การเสริมแรงแบบต่อเนื่องและแบบเว้นระยะ  มีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

 

 กลับ

 


 

114     ชื่องานวิจัย                 การพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้แนวคิดการวิจัยเป็นฐานเพื่อเพิ่มทักษะการวิจัย

ผู้วิจัย                          นายสมชาย     วรกิจเกษมสกุล

ปี  พ.ศ.                        2545

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย  เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้แนวคิดการวิจัยเป็นฐาน  เพื่อเพิ่มทักษะการวิจัย  จากการบูรณาการทฤษฎีทางจิตวิทยาการเรียนรู้ทฤษฎีการเรียนรู้  หลักการเรียนรู้  แนวคิดการใช้การวิจัยเป็นฐาน  รวมทั้งเทคนิควิธีการที่หลากหลาย  แนวการสอน  และสื่อการเรียนการสอนที่เป็นสื่อประสม  ได้แก่  เกม  ใบงาน  ใบความรู้/บทความ  และแผ่นโปร่งใส  ในการทดลองใช้รูปแบบการสอน  ผู้วิจัยใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดลองใช้รูปแบบการสอน  ผู้วิจัยใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวกดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน  เป็นอนุกรมเวลา กับนักศึกษาระดับปริญญาตรี  โปรแกรมวิชาคณิตศาสตร์ของคณะครุศาสตร์ในสถาบันราชภัฏอุดรธานี  ที่มีการสุ่มแบบกลุ่ม  จำนวน  17  คน  ซึ่งการหาประสิทธิภาพของรูปแบบการสอนนี้  ใช้เกณฑ์  2  ประการ  คือ  1)  ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการและผลลัพธ์โดยเฉลี่ย  (E¹/E²โดยกำหนดเกณฑ์ที่ระดับ  80/80  2)  พัฒนาการของผุ้เรียนที่จำแนกเป็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ระหว่างก่อนและหลังได้รับการสอน  และ  3)  เจตคติต่อการวิจัยโดยการเปรียบเทียบคะแนนเจตคติที่ดีต่อการวิจัยระหว่างก่อนและหลังได้รับการสอน  ผลการศึกษา  พบว่า

                1.  รูปแบบการสอนนี้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการและผลลัพธ์โดยเฉลี่ย  เท่ากับ  86.92/79.28

                2.  รูปแบบการสอนนี้  เมื่อพิจารณาตามเกณฑ์พัฒนาการของผู้เรียน  พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์พัฒนาการผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น

                3.  รูปแบบการสอนนี้เมื่อพิจารณาตามเกณฑ์พัฒนาการของผู้เรียน  พบว่าเจตคติต่อการวิจัย  มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์พัฒนาการ  ผู้เรียนเกิดเจตคติต่อการวิจัยเพิ่มขึ้น

 

 กลับ

 


 

115     ชื่องานวิจัย                รายงานผลการกำกับติดตามประเมินผลโครงการพัฒนาเครือข่ายการพัฒนาคุณภาพการศึกษา  ปีการศึกษา  2541

ผู้วิจัย                          นางปราณี     วัฒนกุล

ปี  พ.ศ.                        2542

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การกำกับติดตามประเมินผลครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบผลการกำกับติดตามประเมินผลโครงการพัฒนาเครือข่ายการพัฒนาคุณภาพการศึกษา  เพื่อเปรียบเทียบผลการกำกับติดตามประเมินผลโครงการของกลุ่มโรงเรียนก่อนดำเนินโครงการและหลังดำเนินโครงการ  และเพื่อต้องการทราบปัญหาอุปสรรค  ข้อเสนอแนะและแนวทางการพัฒนาเครือข่าย  การพัฒนาคุณภาพการศึกษา  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการกำกับติดตามประเมินผลได้แก่  กลุ่มโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  2  กลุ่ม  คือ  กลุ่มโรงเรียนนวศึกษา  ประกอบด้วยโรงเรียน  9  โรง  และกลุ่มโรงเรียนบ้านนาสะกอม  ประกอบด้วยโรงเรียน  10  โรง  โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาเครือข่ายคุณภาพการศึกษา  คือ  กลุ่มโรงเรียนนวศึกษา  อบรมพัฒนาการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  ประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน  และกลุ่มโรงเรียนบ้านสะกอม  ผลิตสื่อการเรียนการสอน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  มีลักษณะเป็นแบบสอบถามที่สร้างขึ้น  2  ชุด  คือ  แบบกำกับติดตามประเมินผลการพัฒนาเครือข่ายคุณภาพการศึกษา  โครงการอบรมพัฒนาการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  และประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน  และแบบกำกับติดตามประเมินผลการพัฒนาเครือข่ายคุณภาพการศึกษา  โดยการผลิตสื่อการเรียนการสอน  การกำกับติดตามประเมินผลโครงการก่อนดำเนินโครงการ  และหลังดำเนินโครงการด้วยกรรมการชุดเดียวกัน  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป  SPSS/PC+

                ผลการวิจัยปรากฏดังนี้

                1.  ผลการกำกับติดตามประเมินผลโครงการพัฒนาเครือข่ายคุณภาพการศึกษา  โครงการอบรมพัฒนาการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน  พบว่า

                                1.1  การกำกับติดตามประเมินผลงาน  ก่อนดำเนินโครงการ  โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง  หลังดำเนินโครงการโดยรวมอยู่ในระดับดี

                                1.2  ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน  ก่อนดำเนินโครงการและหลังดำเนินโครงการ  พบว่า  มีความแตกต่างกันอย่างมีนับสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

                                1.3  ข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพัฒนา  ได้แก่การ  พยายามให้นักเรียนได้คัดเลือกผลงานโดยให้เลือกเก็บผลที่ดีเด่น  และควรให้นักเรียนได้สะสมผลงานในทุกวิชา  ปัญหาอุปสรรค  คือ  งบประมาณที่ได้รับไม่เพียงพอกับรายจ่าย

                2.  ผลการกำกับติดตามประเมินผลโครงการพัฒนาเครือข่ายคุณภาพการศึกษาโครงการผลิตสื่อการเรียนการสอน  พบว่า

                                2.1  การกำกับติดตามประเมินผลงานก่อนดำเนินโครงการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง  หลังดำเนินโครงการโดยรวมอยู่ในระดับดี

                                2.2  ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน  ก่อนดำเนินโครงการและหลังดำเนินโครงการพบว่า  มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทางสถิติที่ระดับ  .05

                                2.3  ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนา  ได้แก่  ครูควรใช้สื่อการเรียนการสอนประกอบการเรียนการสอนทุกครั้ง  พยายามพัฒนาสื่อให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น  และควรให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการผลิต  ปัญหาอุปสรรค  คือ  งบประมาณที่ได้รับไม่เพียงพอกับรายจ่ายและครูมีภารกิจมากทำให้มีเวลาผลิตสื่อน้อย  แนวทางการจัดโครงการครั้งต่อไปสำรวจความต้องการสื่อการเรียนการสอน  และวิเคราะห์หลักสูตร  เนื้อหาวิชาและกิจกรรมเพื่อใช้ประกอบในการผลิตสื่อ

 

 กลับ

 


 

116     ชื่องานวิจัย                 การพัฒนาชุดฝึกการเรียนรู้หลักเกณฑ์ทางภาษาไทย  และเจตคติของครูและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5

ผู้วิจัย                      นายธีระพจน์     แสงแก้ว   

ปี  พ.ศ.                    -

………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  พัฒนาชุดฝึกการเรียนรู้หลักเกณฑ์ทางภาษไทย  และศึกษาผลการใช้ชุดฝึก  เจตคติของครูและนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้ชุดฝึกการเรียนรู้หลักเกณฑ์ทางภาษาไทย  กลุ่มตัวอย่าง  เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5  ที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่  2 ปีการศึกษา  2541  จากโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลางที่มีนักเรียน  จำนวน  200  -  300คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  เป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  คือ  1.  ชุดฝึกการเรียนรู้หลักเกณฑ์ทางภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปี่ที่  5    2 . แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านหลักเกณฑ์ทางภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปี่  5  3.  แบบสอบวัดเจตคติของครูผู้สอนภาษาไทย  และ  4.  แบบสอบวัดเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้ชุดฝึกการเรียนรู้หลักเกณฑ์ทางภาษาไทย  วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล  คือ  นำแบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านหลักเกณฑ์ทางภาษาไทยไปทดสอบกับนักเรียนกลุ่มทดลอง  จำนวน  161  คน  จาก  6  โรงเรียนและนักเรียนกลุ่มควบคุมจำนวน  154  คน  จาก  6  โรงเรียน  ก่อนนำชุดฝึกการเรียนรู้ไปทดลองกับนักเรียนกลุ่มทดลองเมื่อการทดลองเสร็จสิ้นลง  นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ชุดเดิมไปทดสอบกับนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มคุมอีกครั้งหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านหลักเกณฑ์ทางภาษาไทย  และสอบวัดเจตคติขิงครูและนักเรียนที่เป็นกลุ่มทดลอง  การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์โปรแกรม  SPSS/C+ คำนวณหาค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  การทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบ ที   t-test

                ผลการวิจัยพบว่า

                1.  นักเรียนกลุ่มที่ใช้ชุดฝึกการเรียนรู้หลักเกณฑ์ทางภาษาไทยมีคะแนนผลสัมฤทธิ์สูงกว่านักเรียนกลุ่มที่ได้รับการสอนหลักภาษาไทยตามปกติ  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

                2.  ครูผู้สอนที่ทดลองใช้ชุดฝึกการเรียนรู้หลักเกณฑ์ทางภาษาไทย  จำนวน  6  คน  มีเจตคติต่อการเรียนการสอนหลักเกณฑ์ทางภาษาไทยอยู่ในระดับมาก

                3.  นักเรียนกลุ่มที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกการเรียนรู้หลักเกณฑ์ทางภาษาไทยมีเจตคติต่อการเรียนการสอนหลักเกณฑ์ทางภาษาไทยอยู่ในระดับมาก  หรือเห็นด้วย

 

    กลับ

 


 

 

 

101                              ชื่องานวิจัย  การศึกษาความพร้อมเพื่อสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการจัด

การศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตตรวจราชการที่ 7 จำนวน 148 หน้า

                              ผู้วิจัย           นางวิราการณ์  ตอสูงเนิน, นายวิโรจน์  เกตุฉันท์  และคณะ

                              ปี พ.ศ.         2547

 

 

บทคัดย่อ

 

                               การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กำหนดหลักการ และวิธีการประเมินความพร้อมในการจักการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 ในพื้นเขตตรวจราชการที่  11  และ  14  และ  (2)  เพื่อศึกษาสภาพปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะเกี่ยว   กับความพร้อมที่จะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                              ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  คือ  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัด  เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล  ในเขตตรวจราชการที่ 11 และ 14 จำนวน 1,056 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล คือ  ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  พนักงานและพนักงานครูองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  และประชาชน  เครื่องมือใช้ในการวิจัย  ประกอบด้วย  แบบสอบถาม  แบบสัมภาษณ์  และการสนทนากลุ่ม  ข้อมูลจากแบบสอบถามเก็บรวบรวมได้  844  ฉบับ  คิดเป็นร้อยละ  79.00  ของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเขตตรวจราชการที่  11  และ 14  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ความถี่ค่าร้อยละ  และวิธีการพรรณนาวิเคราะห์  โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ  และเชิงคุณภาพ

 

ผลการวิจัยพบว่า

 

                              1.  สภาพความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ตามกฎกระทรวงศึกษาธิการ  เรื่อง  กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์ปกครองส่วนท้องถิ่น  ตามเกณฑ์การประเมิน  6  ด้าน

                              1.1  ประสบการณ์ในการจัด  หรือมีส่วนร่วมจัดการศึกษา  ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ที่ยังไม่เคยจัดการศึกษาและเคยจัดการศึกษาและเคยจัดการศึกษา  ในภาพรวม  พบว่า 

 

 

 

เทศบาลเมือง  มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษา  ตั้งแต่   ระดับปฐมวัย  ถึง  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  มากว่า 25  ปี  และองค์การบริหารส่วนตำบล  มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษา  ปฐมวัย  ตั้งแต่  1 – 4  ปี

                                                สำหรับการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการศึกษา       ส่วนมากมีส่วนร่วมสนับสนุนด้านทรัพย์สิน    เช่น    บริจาคเงิน  ทุนการศึกษา  วัสดุอุปกรณ์การศึกษาและกีฬา  ด้านวิชาการ  ส่วนใหญ่เป็นกรรมการสถานศึกษา  เป็นวิทยากรภูมิปัญญาท้องถิ่น  และด้านบริการ  ให้การสนับสนุนด้านแรงงานพัฒนาปรับปรุงบริเวณและอาคาร  ร่วมกิจกรรมวันสำคัญต่าง  ๆ

                              1.2  แผนการเตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษา  พบว่า  ในภาพรวม  ส่วนมมากจะไม่มีแผนกลยุทธ์/แผนพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน   หรือเตรียมความพร้อมในการโอนสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการ   แต่หากได้จัดการศึกษา  ในภาพรวมส่วนมากจะจัดให้มี   แผนกลยุทธ์  /  แผนพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมในการศึกษา  สำหรับการจัดตั้งสถานศึกษาขึ้นเอง  ในภาพรวม  ส่วนมากไม่พร้อมจัดตั้ง  หากให้รับโอนสถานศึกษา  ในภาพรวมส่วนมากพร้อมรับโอนระดับปฐมวัยมากที่สุด

                              1.3  วิธีการบริหารและจัดการศึกษา  พบว่า  ในภาพรวม  ส่วนมากจะมีวิธีการบริหารจัดการศึกษา  โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของตนเอง

                              1.4  การจัดสรรรายได้เพื่อสนับสนุนการศึกษา  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  สามารถจัดสรรรายได้  เพื่อสนับสนุนการศึกษา  ในภาพรวม  ส่วนมากน้อยกว่าร้อยละ  5 ของรายได้  เฉลี่ยต่อปี  สำหรับเทศบาลเมืองที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  สามารถจัดสรรรายได้  เพื่อสนับสนุนการศึกษา  ประมาณ  ร้อยละ  10  ของรายได้ที่จัดเก็บได้ในปี  2547

                              1.5  ระดับและประเภทการจัดการศึกษา  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  ในภาพรวม  ส่วนมาก  มีความพร้อมจะรับโอนการศึกษาระดับประถมวัย  ระยะเวลาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  มีความพร้อมที่จะจัดการศึกษา ในภาพรวม  ส่วนมาก  ภายใน 4 – 6 ปี มีความพร้อมจะรับโอนของกระทรวงศึกษาธิการ  ภายใน  1 – 3  ปี  สำหรับเทศบาลเมือง  พร้อมที่จะรับโอนการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกระดับ

                              1.6  ความเห็นของประชาชน  และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อความพร้อมในการจัดการศึกษาข้นพื้นฐาน  จากความเห็นของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  พนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น   พนักงานครู  และประชาชน  พบว่า  หากให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีจุดเด่น  คือ   (1)  มีงบประมาณสนับสนุนสถานศึกษาซึ่งเป็นรายได้ของท้องถิ่นเอง  (2)  ประชาชนได้มีส่วนร่วมจัดการศึกษาได้ตรงตามความต้องการและเหมาะสมของท้องถิ่น  (3)  สถานศึกษาตั้งอยู่ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  การบริการด้านสาธารณูปโภคจะได้ครอบคลุม  (4)  ชุนชนจะมีความรู้สึกว่าโรงเรียนเป็นของคนในชุนชน  และ  (5)  เด็กจะได้เรียนใกล้บ้าน  ประหยัด  ค่าใช้จ่าย  

สำหรับจุดด้อย

(1)  งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น   จะได้มากน้อยไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้บริหาร  (2)  หากเปลี่ยนผู้บริหารนโยบายด้านการศึกษาอาจไม่ต่อเนื่อง      (3)  องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เคยจัดการศึกษาจะมีประสบการณ์ด้านการจัดการศึกษาน้อย   (4)  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ส่วนมากจะถูกอิทธิผลด้านการเมืองครอบงำ  และ      (5)  ความไม่โปร่งใสในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                              2.  ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ      ในการเตรียมความพร้อมเพื่อจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ปัญหาอุปสรรค      (1)  งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีจำกัดส่วนมากจะใช้ไปในด้านการสาธารณูปโภค  เช่น  สร้างถนน  ประปา  สาธารณสุข ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ใกล้ตัวที่สุด  การ สนับสนุนด้านการศึกษา  จึงเป็นสิ่งสำคัญรองลงมา  (2)  ยังไม่มีบุคลากรด้านจัดการศึกษาตามโครงการสร้างในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  (3)  การบริหารจัดการที่เป็นระบบโปร่งใสและตรวจสอบได้

                              ข้อเสนอแนะ      เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรค     ควรได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ        (1)  งบประมาณ  (2)  บุคลากรที่มีความรู้ความสมมารถ  ด้านการจัดการศึกษาในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  (3)  การโอนสถานศึกษา  ควรรอความพร้อมฝ่ายรับโอน  และฝ่ายถูกโอน  (4)  ควรมีการพัฒนาบุคลากรเกี่ยวกับการบริหารจัดการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อม

 

 

 กลับ

 


    102          ชื่องานวิจัย   ประสิทธิผลการดำเนินงานตามโครงการปฏิรูปการศึกษาของราชการครู

                              โรงเรียนประถมศึกษา  : กรณีศึกษาครูประถมศึกษาในเขตการศึกษา  2

                              ผู้วิจัย            นางทิพย์  เถาว์สุวรรณ

                              ปี พ.ศ.           2545

 

 

บทคัดย่อ

 

                    ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

                              1.  ข้อมูลทั่วไปของราชการครูในจังหวัดยะลา  ร้อยละ   30.8  เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย  มีอายุระหว่าง  40 – 50  ปี  ร้อยละ  62.2  มีอายุราชการ  25  ปี  ขึ้นไป  ร้อยละ  44.0  ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรสแล้วร้อยละ  82.5  จบการศึกษาระดับปริญญาตรี  ร้อยละ  83.9  มีรายได้ต่อเดือน  15,000 – 20,00  บาท  ร้อยละ  37.7

                              2.  ระดับความคิดเห็นของข้าราชการครูในโรงเรียนประถมศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง  มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  2.91  และเมื่อแยกออกเป็นระดับของความคิดเห็น  4  ด้าน        คือ

 ด้านความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชาค่าเฉลี่ย  ร้อยละ  3.15                ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

เฉลี่ย ร้อยละ  3.02  ด้านการได้รับการยอมรับนับถือค่าเฉลี่ย  ร้อยละ  2.91  และด้านรายได้และสวัสดิการ

ค่าเฉลี่ย ร้อยละ  2.56

3.  ผลการดำเนินงานตามโครงการปฏิรูปการศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง

ค่าเฉลี่ย  ร้อยละ  3.22  และเมื่อแยกออกเป็นระดับผลการดำเนินงาน  4  ด้าน  คือ

ด้านวิชาชีพและบุคลากรทางการศึกษา  ค่าเฉลี่ย  ร้อยละ  3.34  ด้านการบริหารและการจัดการค่าเฉลี่ย  ร้อยละ  3.33  ด้านการจัดการเรียนการสอนค่าเฉลี่ย  ร้อยละ  3.13  และด้านหลักสูตรค่าเฉลี่ย  ร้อยละ  3.07

4. ข้าราชการครูโรงเรียนประถมศึกษาที่มีระดับการศึกษาความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชาและความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานต่างกัน  จะมีประสิทธิผลการดำเนินงานแตกต่างกันอย่างมีวินัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05

                   

                              ปัญหาและอุปสรรค

                    ครูประถมศึกษามีความสับสนในการบริหารจัดการไม่เข้าใจในการปฏิรูปการศึกษาข้อมูลไม่ชัดเจน  เช่น  ระบบครูเครือข่ายครูต้นแบบ  การติดต่อประสานงาน  เผยแพร่ข่าวสารในชุมชน  การขาดแคลนอัตรากำลังอย่างมาก  การประชาสัมพันธ์  แจ้งข่าวสารจากสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอและสำนักการประถมศึกษาจังหวัด  ล่าช้าไม่กระตือรือร้นในการปฏิรูปการศึกษา  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำและขาดวินัยในตนเองงบประมาณสนับสนุนด้านพัฒนาการศึกษาน้อยมาก  ครูมีภาระมากเกินไปการประเมินคุณภาพเน้นที่หลักฐานมากกว่าผู้เรียน

 

                              แนวทางปรับปรุงแก้ไข

                              ครูควรรับทราบแนวทางในการปฏิบัติการการปฏิรูปการศึกษาอย่างชัดเจน  ผู้รับผิดชอบเกี่ยงกับการบริหารควรนะมีความชัดเจนในระบบการปฏิรูปการศึกษาให้มากที่สุด  เพื่อจะถ่ายทอดสู่ผู้ปฏิบัติได้  การจัดสรรอัตรากำลังให้เหมาะสม  ฝ่ายสัมพันธ์ชุนชนจัดโครงสร้างความสัมพันธ์ชุนชนและเผยแพร่ข่าวสารสู่ชุนชน  พัฒนาระบบการทำงานที่สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอสำนักการประถมศึกษาจังหวัด  จัดให้มีการวิจัยในชั้นเรียน  กำกับติดตามดูแลนักเรียนที่มีปัญหาด้านการเรียน  ต้องเพิ่มงบประมาณ  ในการพัฒนาการศึกษาเพิ่มเติมจัดหลักสูตรที่มีความมาตรฐานไปใช้และไม่ควรเปลี่ยนแปลงบ่อย  ๆ

 

                              ข้อเสนอแนะ

                              ควรจัดอบรมให้ความรู้แก่คณะด้านการปฏิรูปการศึกษา  โรงเรียนและบุคลากรในโรงเรียน  ควรออกเยี่ยมชุนชนจัดกิจกรรมกับชุนชน  และดึงชุนชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด  ผู้บริหารระดับบนควรใกล้ชิดกับโรงเรียนอย่างแท้จริง  อย่ารอแต่งาน  ศึกษานิเทศก์ทุกระดับควรมีบทบาทนิเทศโรงเรียนอย่างจริงจัง  สร้างความตระหนักในความรับผิดชอบร่วมกันในการจัดการศึกษา  ควรกำหนดมาตรฐานด้านความรู้ของนักเรียน  เป็นมาตรฐานเขตพื้นที่นั้น  ๆ  ควรจัดอบรมขยายเครือข่ายการพัฒนาหลักสูตร  และวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางให้เร็วที่สุด  ทั้งนี้การศึกษาเป็นเรื่องของทุกฝ่ายที่จะต้องจริงจังและยั่งยืน 

 

 กลับ

 


 

103                                    ชื่องานวิจัย    หลักสูตรท้องถิ่น  เรื่อง  การทำธูป  

                              ผู้วิจัย               นางเพชรัตน์   รัศมีสว่าง

                              ปี พ.ศ.          2544

 

 

บทคัดย่อ

 

 

                    การวิจัยหลักสูตรท้องถิ่น  เรื่อง  การทำธูป  มีวัตถุประสงค์เพื่อ  (1) จัดทำหลักสูตรท้องถิ่น  เรื่อง  การทำธูป  (2)  ศึกษาความคิดเห็นของบุคคลในชุนชน  วิทยากรท้องถิ่น  ผู้บริหารโรงเรียนผู้ปกครองนักเรียน  ครูผู้สอน  และนักเรียนที่เกี่ยวกับการนำหลักสูตรไปใช้  โดยมีขั้นตอนในการดำเนินการคือ  สร้างเอกสารประกอบการเรียนการสอนหลักสูตรท้องถิ่น  เรื่อง  การทำธูป  และนำไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5 – 6  ปีการศึกษา 2545  โรงเรียนวัดจุฬามณี  (ชุดหะจันทนประชาสรรค์)  อำเภอบางบาล  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  จำนวน  30  คน  และประเมินผลการใช้หลักสูตรโดยพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนและความคิดเห็นของบุคคลในชุนชน  วิทยากรท้องถิ่น  ผู้ปกครองนักเรียน  ผู้บริหารโรงเรียน  ครูผู้สอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  5 – 6  และนักเรียนที่เรียนหลักสูตรท้องถิ่น  เรื่อง  การทำธูป  ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรท้องถิ่น

 เรื่อง  การทำธูป

 

                              ผลการวิจัยพบว่า  (1)  นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับปานกลางถึงดีมาก  โดยแบ่งเป็น  ระดับปานกลาง  (เกรด 2 )  จำนวน  14  คน  ระดับดี    (เกรด 3)  จำนวน  14  คน  และระดับเกรดดีมาก  (เกรด 4 )  จำนวน  2  คน  (2) ความคิดเห็นของบุคคลในชุนชน  วิทยากรท้องถิ่น  ผู้บริหารโรงเรียน  ผู้บริหารนักรเรียน   ผู้ปกครองนักเรียน  ครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 – 6  ที่มีต่อการจัด  การเรียนการสอนหลักสูตรท้องถิ่น  เรื่อง  การทำธูป  ทุกคนเห็นด้วยที่โรงเรียนจัดการเรียนการสอนหลักสูตรท้องถิ่น  เรื่องการทำธูป  แก่นักเรียน  เพราะทำให้นักเรียนมีความรู้มีความเข้าใจ  และสนใจอาชีพการทำธูป  ซึ่งเป็นอาชีพท้องถิ่นมากขึ้น  และเป็นผลดีต่อชุนชนทำให้บุคคลทั่วไปรู้จักชุนชน   รู้จักผลิตภัณฑ์ของชุนชน  และนักเรียนรู้สึกดีใจและประทับใจที่ได้เรียนหลักสูตรท้องถิ่น  เรื่อง   การทำธูป  เนื่องจากวิชานี้เรียนแล้วได้ความรู้เรียนแล้วสนุกได้ความรู้มาก  ซึ่งสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติจริงที่บ้าน  ได้ออกไปแล้วศึกษานอกสถานที่ที่สถานประกอบการทำให้มีความรู้เพิ่มมากขึ้น  ได้ซักถามและทดลองปฏิบัติงานกับวิทยากร  นอกจากนั้นนักเรียนมีความประทับใจในการทำกลุ่ม  เพราะ  ได้ทำงานร่วมกันทำให้มีสามัคคี  มีความรับผิดชอบและยอมรับผิดชอบและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น  และประทับใจ  การรายงานหน้าชั้นเรียน  เพราะทำให้มีความกล้าแสดงออกมากขึ้น 

 

 

 กลับ

 


 

    104                  ชื่องานวิจัย   การสำรวจวรรณะกรรมมอญในภาคกลางของประเทศไทย

                              ผู้วิจัย           นางบุษบา  ประภาสพงศ์

                              ปี พ.ศ.          2541

 

 

บทคัดย่อ

 

 

                    โครงการวิจัยเรื่องการสำรวจวรรณกรรมในภาคกลางของประเทศไทยนี้  มีจุดมุ่งหมายเพื่อสำรวจรวบรวมรายชื่อวรรณกรรมมอญจากเอกสารประเภทใบลาน  โดยใช้ข้อมูลจากชุมชนและวัดมอญ  2  แห่ง  ในภาคกลางของประเทศไทย  ได้แก่  วัดคงคาราม  ตำบลคลองตาคต  อำเภอโพธาราม  จังหวัดราชบุรี   และวัดศาลาแดงเหนือ  ตำบลเชียงรากน้อย  อำเภอสามโคก  จังหวัดปทุมธานี  การวิจัยสำรวจครั้งนี้ประกอบด้วยการจัดแบ่งประเภท  คัดลอกชื่อเรื่องและตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นของเอกสาร  เช่น  ภาษา  ลักษณะการแต่ง  ประเภทเนื้อหา  อายุของเอกสาร  ผู้จาร  ผู้แต่ง  แล้วจัดบัญชีรายชื่อข้อมูลของเอกสารใบลานมอญที่สำรวจได้  โดยมีลำดับการนำเสนองานวิจัยต่อไปนี้

                              บทที่  1  กล่าวถึงความเป็นมา  ความสำคัญของปัญหา  วัตถุประสงค์ของการวิจัย  นิยาม  ศัพท์เฉพาะ  กรอบความคิดและขอบเขตของการวิจัย  เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  วิธีดำเนินการวิจัย  และผลที่คาดว่าจะได้รับ

                    บทที่  2  กล่าวถึงความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษาและวรรณกรรมมอญ  โดยมีเนื้อหาเกี่ยวโยงถึงเรื่องราวความเป็นมาของชนชาติ  ประวัติศาสตร์ ภาษา  ตัวอักษร  วัตถุที่ใช้บันทึก  รูปแบบ  เนื้อหา  และผู้แต่งวรรณกรรมมอญ

                              บทที่  3  กล่าวถึงชุมชนและวัดมอญ  2  แห่ง  คือ  วัดคงคาราม  และวัดศาลาแดงเหนือ  ในแง่ความเป็นมาของชุมชน  การก่อตั้งวัด  ฐานะบทบาทและความสำคัญของวัดทั้ง  2  แห่ง  ในภาคกางของประเทศไทย

          

                              บทที่  4  กล่าวถึง  วรรณกรรมใบลานของวัดคงคารามและวัดศาสนาแดงเหนือในด้านต่าง  ๆ  เช่นลักษณะเนื้อหา  โครงสร้าง  อายุของวรรณกรรม  บัญชีรายการวรรณกรรม  คุณค่าความสำคัญและข้อสังเกตเกี่ยวกับการวิจัยสำรวจวรรณกรรมมอญใบลาน

                    บทที่  5  บทสรุป  และข้อเสนอแนะ

                    ส่วนท้ายของเล่มเป็นภาคผนวก  ประกอบด้วยตัวอย่างเอกสารจาการสำรวจ  ตารางเปรียบเทียบตัวอักษรมอญ  บัญชีรายชื่อส่วนหนึ่งของวัดมอญในภาคกลางของประเทศไทย  และภาพถ่ายการดำเนินโครงการ 

 

 

 กลับ

 


 

105                  ชื่อผู้วิจัย   รายงานการวิจัยการสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน     แบบสืบเสาะหาความรู้วิชา  ว 306  วิทยาศาสตร์   

                              ผู้วิจัย     นางรัตนา  เกิดนาวี

                              ปี พ.ศ.    2542

 

บทคัดย่อ

 

            การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้วิชา  ว. 306 วิทยาศาสตร์

            กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา 2542  โรงเรียนเสนา  “เสนาประสิทธิ์”  อำเภอเสนา  จังหวัดพระนครสรีอยุธยา  จำนวน  1  ห้องเรียน  โดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายและมีนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างง่ายและมีนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง  จำวนวน  41  คน  ได้รับการสอนด้วยเอกสารประกอบการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้วิชา  ว 306  วิทยาศาสตร์  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้เกณฑ์ระดับประสิทธิภาพ  75 / 75

            ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่าเอกสารประกอบการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้วิชา  ว  306  วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 3  เล่ม  มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นคือ  เล่มที่  1  มีประสิทธิภาพ  82.21 / 75.54  เล่มที่  2  มีประสิทธิภาพ  84.02 / 76.77  และเล่มที่ประสิทธิภาพ  89.98 / 78.24

 

 

 กลับ

 


 

106      ชื่องานวิจัย   การศึกษาสำหรับสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนสำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4

            ผู้วิจัย           สุดใจ  เทพพิทักษ์ศักดิ์

                        ปี พ.ศ.         2540

 

 

บทคัดย่อ

 

            วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ เพื่อพัฒนากิจกรรรมสำหรับสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลน  หาค่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและหาค่าผลสัมฤทธิ์ทางด้านจิตสำนึกในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรปาชายเลนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  กิจกรรมที่พัฒนามีลักษณะเป็นชุดการสอนซึ่งประกอบด้วย  บทปฏิบัติศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน  ดีทัศน์  สไลด์  เอกสารอ่านประกอบ  และใบงาน

           

            กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  ปีการศึกษา  2541  โรงเรียนหาดอมราอักษรลักษณ์วิทยา  อำเภอเมือง  จังหวัดสมุทรปราการ  จำนวน  2  ห้องเรียน  ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม  กลุ่มทอลองจำนวน  40  คน  ได้รับการสอนด้วยกิจกรรมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนซึ่งจัดไว้เป็นชุดการสอน  ส่วนกลุ่มควบคุมมีนักเรียนจำนวน  48  คน  ได้รับการสอนตามปกติซึ่งการสอนตามปกติซึ่งใช้สื่อการสอนวีดีทัศน์  สไลด์  เอกสารประกอบ  ไม่ได้ออกปฏิบัติในพื้นที่  ใช้เวลาการสอน  16  คาบ  ใช้แบบแผนการวิจัย  Two  groups  pretest  posttest  design

           

            ผลการวิจัยพบว่า

            นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านจิตสำนึกในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  เช่นเดียวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

 

 

 กลับ

 


 

107              ชื่องานวิจัย   รูปแบบการฝึกอบรมที่มีงานวิจัยเป็นพื้นฐานความเป็นผู้นำของครู : บทบาทและความรับผิดชอบใหม่ที่เอื้อต่อการปฏิรูปการศึกษา

                        ผู้วิจัย            ปราณี  โพธิสุข  อาภา  จันทรสกุล และคณะ

                        ปี พ.ศ.          

 

 

บทคัดย่อ

 

            การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์หลัก  2  ระยะคือ  ระยะหนึ่ง  เพื่อการศึกษาเปรียบเทียบทัศนคติและการรับรู้ของผู้บริหารและครูในโรงเรียน  เกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบใหม่ของครูที่เอื้อต่อการปฏิรูปการศึกษาซึ่งทำการศึกษาทั้งในบริเวณภายนอกและภายในห้องเรียน  ระยะที่สอง  เพื่อพัฒนารูปแบบชุดฝึกอบรมการเป็นผู้นำของครู   ผู้วิจัยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน  กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารและครูจากเขตการศึกษา  1 , 4 , 5 , 8 , 9 , 12 ,  และกรุงเทพมหานคร  ผู้วิจัยได้ส่งแบบสอบถามไปให้ผู้บริหาร 675 คนและครู 1,635  คน  ได้รับแบบสอบถามกลับคืนมาและใช้จากผู้บริหารจำนวน  404  ฉบับ  คิดเป็นร้อยละ  59.85  และ 50.46  ตามลำดับ  ประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows  สถิติที่ใช้ประกอบด้วยค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าที  และสมการถดถอย  พหุคูณ ซึ่งคำนวณโดยใช้โปแกม  Shazan Econometrics

        ผลการวิจัยระยะที่หนึ่ง  ในส่วนของบริบทภายนอกห้องเรียน  พบว่าผู้บริหารและครูมีทัศนคติเกี่ยวกับบทบาท  ความรับผิดชอบใหม่ที่ครูควรมีในระดับมากใน  8  ด้านจาก  10 ด้านคือ 1 )การสร้างทีมงาน 2)  การจัดการโครงการ 3)  การพัฒนาบุคลากร  4) การสร้างความเข้าใจหรือสร้างภาพลักษณ์ที่ดี  5) การเสนอแนวความคิดที่แสดงถึงวิสัยทัศน์  6)การประเมินผล  7)การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง  8) การสร้างเครือข่าย  ความสัมพันธ์  ผู้บริหารรับรู้ว่าครูมีบทบาท  ความรับผิดชอบตามสภาพที่เป็นจริงระดับมาก  5  ด้านคือ  1)การสร้างทีมงาน  2)การสร้างความเข้าใจหรือสร้างภาพลักษณ์ที่ดี  3)การเสนอแนวคิดที่แสดงถึงวิสัยทัศน์  4)การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง  5)การสร้างเครือข่าย  ความสัมพันธ์  ในขณะที่ครูรับรู้ในระดับมาก  1 ด้านคือการสร้างเข้าใจหรือสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของโรงเรียน  บริบทภายในห้องเรียน  ทั้งผู้บริหารและครู

มีทัศนคติเกี่ยวกับบทบาท  ความรับผิดชอบของครูในห้องเรียนว่าควรมีระดับมากทั้ง  12  ด้าน  ส่วนการรับรู้ในสภาพการปฏิบัติจริงนั้น  ผู้บริหารรับรู้ว่าครูปฏิบัติในระดับมาก 1  ด้านคือ  การจัดบรรยายกาศ การ

เรียนรู้สภาพการปฏิบัติจริงของตนเองในระดับมาก  1  ด้าน  คือ  การจัดชั้นเรียนในลักษณะป้องกันมิให้เกิดปัญหาในด้านระเบียบวินัย  และปัญหาด้านการปรับตัวของผู้เรียน

            ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติของผู้บริหารในบริบทนอกห้องเรียน ได้แก่วุฒิทางการศึกษา  และประสบการณ์การฝึกอบรม  ปัจจัยที่มีอิทธิพลในบริบทภายในห้องเรียนได้แก่  การเข้าไปมีส่วนร่วมในองค์กรวิชาชีพทางการศึกษา  ส่วนปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติและการรับรู้ของครู  ทั้งบริบทภายนอกและภายในห้องเรียนคือ  ประสบการณ์การฝึกอบรม

            การวิจัยระยะที่สอง เป็นการสร้างชุดฝึกอบรม ประกอบด้วย  3 หน่วยคือ  หน่วยที่ 1. การพัฒนาวิธีคิดหน่วยที่ 2. การพัฒนาวิสัยทัศน์และการทำงานเป็นทีม  และหน่วยที่ 3. การประชาสัมพันธ์โรงเรียน การฝึกอบรมได้นำพุทธวิธีคิดและประสานกับแนวคิดทางหารศึกษาของตะวันตก  โดยเน้นบทบาทความรับผิดชอบใหม่ในแง่ของการเป็นผู้นำ  และการปฏิบัติงานในลักษณะวิชาชีพของครู  ที่เอื้อต่อการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ

 

 

 กลับ

 


 

109              ชื่องานวิจัย   ศึกษาการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดแทรกคุณธรรมประชาธิปไตย  วิชา  ส  082  (ประชากรกับคุณภาพชีวิต) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  โรงเรียนบ้านฉางกาญจนกุลวิทยา  อำเภอบ้านฉาง  จังหวัดระยอง

                        ผู้วิจัย           นางสาวพรเพ็ญ  เจียมอนุกุลกิจ  อาจารย์  2  ระดับ  7

                        ปี พ.ศ.         2546

 

 

บทคัดย่อ

 

        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปี5   เปรียบเทียบเจตคติของผู้เรียนที่มีต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญเปรียบเทียบพัฒนาการ ความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรมของนักเรียนด้านความเป็นประชาธิปไตย และศึกษาผลสัมฤทธิ์

 ทางการเรียนระดับคะแนนวัดผลปลายภาคเรียน  กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านฉางกาญจนกุลวิทยา  อำเภอบ้านฉาง  จังหวัดระยอง ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2546 จำนวน  4 คน สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง  เป็นนักเรียนที่เรียนรายวิชา ส 082  (ประชากรกับคุณภาพชีวิต) โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดแทรกคุณธรรมประชาธิปไตย  วิชา  ส 082 (ประชากรกับคุณภาพชีวิต)  เครื่องมือที่ใช้ได้แก่  แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  จำนวน  60  ข้อ  แบบวัดเจตคติของผู้เรียนที่มีต่อพฤติกรรมการสอนของครู  และการวิจัยกิจกรรมการเรียนการสอน  แบบสำรวจเจคติของผู้เรียนต่อกระบวนการการจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ  แบบสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนด้านความเป็นประชาธิปไตย  สถิติที่ใช้ t  -  test  และร้อยละ  ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป

 

            ผลการวิจัยพบว่า

 

1.   ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน   หลังการทดลองการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดแทรกคุณธรรมประชาธิปไตย  วิชา  ส 082  (ประชากรกับคุณภาพชีวิต)  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการหลังการทอสอบสูงขึ้น  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

2.   ผู้เรียนมีเจตนาต่อพฤติกรรมของครู  และการจัดกิจกรมมกรเรียนการสอนหลังการใช้ชุด

3.   กิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดแทรกคุณธรรมประชาธิปไตย  วิชา  ส 082  (ประชากรกับคุณภาพชีวิต)  สูงกว่าก่อนการทอลอง  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

4.   ผู้เรียนมีเจตคติต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ หลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดแทรกคุณธรรมประชาธิปไตย  วิชา  ส 082  (ประชากรกับคุณภาพชีวิต)

สูงกว่าก่อนการทอลอง  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ   .01

5.   ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ  และพฤติกรรมของนักเรียนด้านความเป็นประชาธิปไตยหลังการทดลองการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดแทรกคุณธรรมประชาธิปไตย  วิชา  ส.  082  (ประชากรกับคุณภาพชีวิต) สูงกว่าการทดลอง  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

6.   ผู้เรียนมีผลฤทธิ์ทางการเรียนการระดับคะแนนวัดผลปลายภาคเรียน  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2546  ผู้เรียนมีระดับคะแนนเฉลี่ย  3.39

 

 

 กลับ

 


 

109      ชื่องานวิจัย   รายงานการวิจัยการประเมินการบริหารงานในสถานศึกษาของผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษาประจำปีงบประมาณ  2545

                         ผู้วิจัย             สำนักผู้ตรวจราชการประจำเขตตรวจราชการที่  3  จังหวัดลพบุรี

                         ปี พ.ศ.          2547

 

 

บทคัดย่อ

       

        กระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงความสำคัญของผู้บริหารสถานศึกษา  ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลพัฒนาคนและพัฒนางานต่าง ๆ ในโรงเรียนให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลผู้บริหารสถานศึกษาจึงเป็นหัวใจหรือตัวจักรที่สำคัญในการดำเนินงานตามภารกิจของโรงเรียน  ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนมีคุณภาพตามจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษา  จึงกำหนดให้ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาต้องผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษา  ที่สำนักคณะกรรมการข้าราชการครูกำหนด  เพื่อไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.  2542  แก้ไขเพิ่มเติม  (ฉบับที่  2)  พ.ศ.  2545  หมวด  6  มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา  และหมวด  7  ครู คณาจารย์  และบุคลากรทางการศึกษา  โดยมอบหมายให้สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดอบรม  และสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษาได้มอบหมายให้  ศูนย์ฝึกอบรมประจำเขตการศึกษา  1 – 12  รับผิดชอบดำเนินการจัดฝึกอบรมบุคลากรที่จะเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติในแต่ละเขตการศึกษา  บทบาทและภารกิจการจัดฝึกอบรมดังกล่าวนับว่ามีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง  ในการเตรียมบุคลากรที่จะเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา  รวมทั้งการประเมินผลลัพธ์ของการฝึกอบรม  เพื่อให้ทราบพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปหลังหารฝึกอบรม  สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษาจึงมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการประจำเขตการศึกษาที่  2  ดำเนินการประเมินการบริหารงานในสถานศึกษาของผู้ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษาที่กำหนดใหม่  ประจำปีงบประมาณ  2545  ที่ผ่านการฝึกอบรมจากสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา  และศูนย์ฝึกอบรมประจำเขตการศึกษาในเขตตรวจราชการที่  2  เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานและสารสนเทศสำหรับปรับปรุง  แนวทางการพัฒนาผู้บริหารให้มีประสิทธิภาพให้สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์  (1)  เพื่อประเมินกรนำความรู้และประสบการณ์จากการฝึกอบรมหลักสูตรผู้บริหาร สถานศึกษาของผู้ผ่านเข้าอบรมไปใช้ในการบริหารสถานศึกษา  (2)  เพื่อประเมินคุณภาพการบริหารสถานศึกษาของ  ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรสถานศึกษา  6 งาน และ (3)  เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ในการดำเนินงานบริหารสถานศึกษาของผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรบริหารสถานศึกษาประชากรได้แก่สถานศึกษา  จำนวน  106  แห่ง  ผู้ตอบแบบประเมิน  คือ  ผู้ผ่านการอบรม  ผู้บริหารแบบประเมิน  แบบสัมภาษณ์  การจัดกลุ่มสนทนา  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล  คือ  ค่าความถี่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ค่าที  ค่าแปรปรวนแบบทางเดียว  ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์  และการวิเคราะห์เชิงพรรณา

 

ผลของการศึกษาค้นคว้า

 

            การนำความรู้และประสบการณ์จากการฝึกอบรมหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษา  ไปใช้ในการบริหารสถานศึกษา  และคุณภาพการบริหารงานสถานศึกษาของผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับมากผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้  (X= 3.50)

            ผู้ผ่านการอบรมที่มี  เพศ  อายุ  อายุราชการ  และขนาดโรงเรียนต่างกัน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

            ผู้ผ่านการอบรมที่มีเพศ  เพศ  อายุ  อายุราชการ และขนาดโรงเรียนต่างกัน  มีคุณภาพการบริหารสถานศึกษาไม่แตกต่าง  ส่วนผู้ผ่านการอบรมที่มีวุฒิการศึกษาต่างกันมีคุณภาพบริหารสถานศึกษาแตกต่างกัน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

            การนำความรู้และประสบการณ์จากการฝึกอบรมหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษา  กับคุณภาพการบริหารงานสถานศึกษาของผู้เข้าอบรม  มีความสัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

            ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการบริหารสถานศึกษาของผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษา  คือ  ครูขาดความรู้ความเข้าใจ  และความชำนาญในด้านหลักสูตรและการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา  ครูไม่ครบชั้นเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก  ขาดงบประมาณในการสนับสนุนกิจกรรมนักเรียน  ห้องปฏิบัติการไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียน  ชุมชนรอบโรงเรียนยากจนทำให้ไม่ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินแต่ได้รับการสนับสนุนด้านแรงงาน  และบุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจและทักษะเกี่ยวกับการปฏิบัติงานธุรการ  งานการเงินและพัสดุ  รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับระเบียบ  กฎหมายต่าง  ๆ

 

ข้อเสนอแนะ

 

        สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาควรมีการกำหนดนโยบาย  และวางแผนร่วมกันในการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจและทักษะในเรื่องหลักสูตร   การจัดทำหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้

 

 

 กลับ

 


 

111            ชื่องานวิจัย   การยอมรับและการใช้สื่อการสอนของวิทยากรอบรมหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง  สังกัด  สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  (สปช.)  ของศูนย์ฝึกอบรมเขตการศึกษา  8

                        ผู้วิจัย           นายทยุต  ชาลีสมบัติ

                        ปี พ.ศ.         2541

 

 

บทคัดย่อ

 

                        การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาเปรียบเทียบการยอมรับและการใช้สื่อการสอนของวิทยากรอบรมหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง     สังกัด     สำนักงานคณะกรรมการประถมแห่งชาติ   (สปช.)  ของศูนย์ฝึกอบรมเขตการศึกษา    9    ที่มีวุฒิทางการศึกษาและประสบการณ์แตกต่างกันทั้งรายด้านและโดยส่วนร่วม

                        กลุ่มตัวอย่างที่ใช้การวิจัยครั้งนี้   เป็นวิทยากรจำนวน    86   คนเป็นวิทยากรอบรมหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษาและหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง   สังกัด   สำนักคณะกรรมการการประถมแห่งชาติของศูนย์ฝึกอบรมเขตการศึกษา       9     ได้จากวิธีการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างแบบเทียบตาราง  Krejcie  และ   Morgan  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า  จำนวน  60  ข้อ  มีค่าอำนาจจำแนก  ®  ระหว่าง  0.30 -0.88  และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ  .98   สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย   ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน      และ    t-test      แบบอิสระ   (Independent) 

ผลการวิจัย

                        1.  การยอมรับสื่อการสอนของวิทยากร  โดยส่วนร่วมมีการยอมรับสื่อการสอนในระดับทดลอง  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน  พบว่า  การยอมรับอยู่ในระดับทดลอง  1  ด้าน  คือ  ด้านวัสดุ  นอกนั้นการยอมรับอยู่ใน

                        2.  การใช้สื่อการสอนของวิทยากร  ศูนย์อบรมเขตการศึกษา  9  โดยส่วนรวมปฏิบัติอยู่ในระดับมาก  ปรากฏดังนี้

                        2.1  วุฒิการศึกษา  แยกพิจารณา  คือ 

                             วิทยากรที่มีวิชาชีพครู  การใช้สื่อการสอนโดยส่วนรวมปฏิบัติในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน  พบว่า  การใช้สื่อการสอนของวิทยากร  การปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน  คือ  ด้านการเตรียม  ด้านการนำเสนอ  ด้านการเลือก  และด้านประเมิน  ตามลำดับ

                        ส่วนวิทยากร  ที่ไม่มีวิชาชีพครู  พบว่า  การใช้สื่อการสอนโดยส่วนรวมปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน  คือด้านการเตรียม   ด้านการเลือก  ด้านการนำเสนอ  และด้านการประเมิน  ตามลำดับ

                        2.2  ประสบการณ์  แยกพิจารณา  คือ

                        วิทยากรที่มีประสบการณ์  1 – 5 ปี  ลงมา  โดยส่วนรวมปฏิบัติอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน  พบว่า  การใช้สื่อการสอนของวิทยากร  การปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน  คือ  ด้านการเตรียม  ด้านการประเมิน      ด้านการนำเสนอ  ด้านการประเมิน  ตามลำดับ

                        ส่วนวิทยากรที่มีประสบการณ์  5ปี  ลงมา  โดยส่วนรวมปฏิบัติอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน  คือ   ด้านการประเมิน  ด้านการเตรียม  และด้านการนำเสนอ   ตามลำดับ

                        3.  การเปรียบเทียบการยอมรับและการใช้สื่อการสอนของวิทยากรศูนย์ฝึกอบรมเขตการศึกษา  9  ที่มีวุฒิการศึกษา  และประสบการณ์ต่างกัน  ปรากฏว่า

                        3.1  การยอมรับสื่อการสอน  แยกดังนี้

                        3.1.1  การยอมรับสื่อการสอนของวิทยากรที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน  พบว่า  วิทยากรครูที่มีวิชาชีพครู  และไม่มีวิชาชีพครู  มีการยอมรับสื่อการสอนทุกประเภทโดยส่วนรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

                        3.1.2  การยอมรับสื่อการสอนของวิทยากรที่มีประสบการณ์ต่างกัน  พบว่า  วิทยากรที่มีประสบการณ์  1 – 5   ปี  ลงมา  และ  มากกว่า  5  ปี  มีการยอมรับสื่อการสอนโดยส่วนรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน

                        3.2  การใช้สื่อการสอน  แยกดังนี้

                        3.2.1  การใช้สื่อการสอนของวิทยากรทีมีวุฒิการศึกษาต่างกัน  พบว่า  วิทยากรที่วิชาชีพ  และไม่มีวิชาชีพครู  โดยส่วนรวม  ด้านการนำเสนอ  และด้านการประเมิน  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  ส่วนด้านการเลือก  และด้านการเตรียม  ไม่แตกต่างกัน

                        3.2.2  การใช้สื่อการสอนของวิทยากรที่มีประสบการณ์ต่างกัน  พบว่า  วิทยากรที่มีประสบการณ์  1 – 5  ปี  กับ  มากกว่า  5  ปี  โดยส่วนรวม  และรายด้านทุกด้านไม่แตกต่างกัน

 

 

 กลับ

 


 

    112              ชื่อผู้วิจัย   การพัฒนาวัตกรรมการเรียนแบบมัลติมีเดีย  วิชาชีววิทยา 

ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

                        ผู้วิจัย        ดร. ชาตรี  เกิดธรรม

                        ปี พ.ศ.      2543

 

 

บทคัดย่อ

 

            งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  พัฒนานวัฒกรรมการเรียนรู้แบบมัลติมีเดีย  วิชาชีววิทยา   (ว. 041)

ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย   ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดและเพื่อศึกษา  ผลการเรียนปฏิบัติการชีววิทยาของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  (ว. 041 )   ในด้านสมรรถภาพการแก้ปัญหา  ความคิดขั้นสูง  และทักษะในการสื่อสาร  โดยใช้ฐานข้อมูลการเรียนรู้แบบมัลติมีเดีย  ประกอบการสอน  โดยสร้างบทปฏิบัติการให้ครอบคลุมเนื้อหาบทเรียนวิชาชีพวิทยา   (ว. 041 )  จำนวน  15  บท  ปฏิบัติการ  ใช้เวลาในการทดลองสอน  15  คาบ  โดยใช้แบบแผนการวิจัยเป็นแบบ  pretest-posttesr  controll group design  การหาประสิทธิภาพของฐานข้อมูลการเรียนรู้  วิเคราะห์โดยการหาประสิทธิภาพของบทเรียน  (E1/E2  )  ตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  และในส่วนของการใช้ฐานข้อมูลการเรียนรู้แบบมัลติมีเดีย   วิชาชีววิทยา  ( ว.041 )  วิเคราะห์โดยการหาค่า  t – test  ผลการวิจัยพบว่า ฐานข้อมูลการเรียนรู้แบบมัลติมีเดีย   วิชาชีววิทยา (ว.041 )  ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  และนักเรียนที่เรียนการชีววิทยาโดยใช้ฐานข้อมูลการเรียนรู้แบบมัลติมีเดียประกอบ  กับนักเรียนที่เรียนปฏิบัติการชีววิทยาโดยไม่ใช้ฐานข้อมูลการเรียนรู้แบบมัลติมีเดียประกอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านสมรรถในการแก้ปัญหา  สมรรถภาพความคิดขั้นสูง  และสมรรถภาพด้านทักษะในการสื่อสาร  แตกต่างกัน

 

 

 กลับ

 


 

114              ชื่องานวิจัย   ศึกษาการพัฒนาสื่อและกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ : กรณีการจัดกระบวนการเรียนการสอน  โดยใช้ชุดการสอน  ในสาระสังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 

                        ผู้วิจัย            นายสมพาษท์  สุวรรณรัตน์

                         ปี พ.ศ.          2547

 

 

บทคัดย่อ

 

ปัญหา  การวิจัยครั้งนี้ทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาผู้เรียนที่  คิดวิเคราะห์ไม่ได้  ทำงานกลุ่มได้ไม่ดี  ไม่มีคุณธรรมจริยธรรมในการเรียน  ตลอดจนศึกษาค้นหาคำตอบด้วยตัวเองได้ไม่ดีเท่าที่ควร  โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยคือ  สร้างชุดการสอนที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  เพื่อใช้ในการจัดกาจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1

 

ผลของการศึกษาค้นคว้า   ผลการจากการศึกษาและนำข้อมูลมาวิเคราะห์พบว่า  ชุดการสอนกลุ่มสาระสังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  สาระที่  4  ประวัติศาสตร์และสาระที่  5  ภูมิศาสตร์  ที่ใช้สอนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  นั้นพบว่ามีประสิทธิภาพ  82.38/84.33  หมายความว่า  ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดระหว่างเรียนได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ  82.38  และผู้เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนด้วยชุดการสอน  ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ  84.33  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้  80/80

 

ข้อเสนอแนะ  ควรนำชุดการสอนที่สร้างขึ้นไปใช้กับผู้เรียนในรุ่นหลังต่อไป  และควรแนะนำให้ผู้สอนในสาระต่าง  ๆ  สร้างชุดการสอนที่มีประสิทธิภาพใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในสาระต่าง  ๆ  

 

 

 กลับ

 


 

115              ชื่องานวิจัย   ความต้องการพัฒนางานวิชาการของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่ เขตการศึกษา   3

                    ผู้วิจัย           นายพิมลศักดิ์   พึ่งพันธ์

                    ปี พ.ศ.         2545

 

 

บทคัดย่อ

        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบความคิดเห็นด้านความต้องการพัฒนางานวิชาการของโรงเรียนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมแห่งชาติและในสังกัดกรมสามัญศึกษา  โดยเทนิดการวิจัยแบบเดลฟาย   (Delphi  tecnigue)  กลุ่มประชากรได้แก่ผู้เชี่ยวชาญ  จำนวน  37  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ประกอบด้วยแบบสอบถาม  แบบสัมภาษณ์การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่ามัธยมฐาน  ค่าพิสัยอินเทอร์ควอไทล์  และการวิเคราะห์เนื้อหา  ดำเนินการวิจัยในระหว่างเดือนตุลาคม  2545  ถึงเดือนมิถุนายน  2546  ผลการวิจัยมีดังนี้ 

        ความต้องการพัฒนางานวิชาการของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่เขตการศึกษา 3  เรียงลำดับความสำคัญได้ดังนี้  1 )  ด้านการจัดการนิเทศภายในมีความต้องการให้การนิเทศภายในเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันจนเป็นลักษณะเครือข่ายทางวิชาการ  ผู้รับการนิเทศยอมรับผู้นิเทศ  ต้องการรูปแบบการนิเทศภายในที่ไม่เป็นทางการ  เช่น  การนิเทศในรูปแบบกัลยาณมิตร   2 )  ด้านการจัดห้องสมุดโรงเรียนมีความต้องการครูบรรณารักษ์ที่จบปริญญาตรีสาขาบรรณารักษ์  อย่างน้อยโรงเรียนละ  1  คน  ต้องการจัดห้องสมุดให้เป็นห้องสมุดที่ทันสมัยมีระบบ  Internet  E-mail  ฯลฯ  การซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดโรงเรียน  ควรมาจากความต้องการของครูและนักเรียน  และให้มีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการอ่านให้ห้องสมุดโรงเรียน  3 )  ด้านการพัฒนาครูและบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านวิชาการ  ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนการสอนของครูให้ทันกับการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช

2544  และการสนับสนุนส่งเสริมให้ครูเป็นครูมืออาชีพ   4 )  ด้านการจัดสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษาต้องการให้ส่วนกลางจัดสรรงบประมาณเพื่อการจัดซื้อ  หรือ  ผลิตสื่อมากขึ้นกว่าในขณะนี้  ในส่วนของสื่อการเรียนการสอนที่เป็นเทศโนโลยีทางการศึกษา  ควรเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะจัดสรรให้โรงเรียนอย่างเพียงพอ    5  )  ด้านการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมงานวิชาการมีความต้องการจัดทำโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้  6 )  ด้านการวัดผลและประเมินผลมี่ความต้องการให้กรมวิชาการจัดทำเอกสาร

 เกี่ยวกับแนวปฏิบัติต่าง  ๆ  ในการวัดผลหรือประเมินผลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544  ให้ชัดเจน  และจัดทำแบบฟอร์มที่ใช้ในการปฏิบัติบางชนิดที่จำเป็นต้องมีลักษณะเป็นสากล  7 )  ด้านการแนะแนวมีความต้องการครูที่จบปริญญาตรีสาขาแนะแนวอย่างน้อยโรงเรียนละ  1  และ  8 )  ด้านการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544  ทีความต้องการงบประมาณจากหน่วยเหนือในการจัดประชุมสัมมนาด้านหลักสูตร

            ความต้องพัฒนางานของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่เขตการศึกษา  3  ทุกด้านที่กล่าวมามีค่าทางสถิติแสดงระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ  คือ  ค่า  Median  เท่ากับ  4  คือมีความต้องการมากที่สุด  และมีค่าทางสถิติที่แสดงความสอดคล้องด้านความคิดเห็นคือค่า  Interguartile – rang  ไม่ถึง  1  ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นสอดคล้องกันในระดับสูงมาก

 

 

 กลับ

 


 

116              ชื่องานวิจัย   ภาระการเป็นหนี้ของครูโรงเรียนประถมศึกษา : กรณีศึกษาครูโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักการประถมศึกษา  จังหวัดยะลา

                        ผู้วิจัย             นางพรทิพย์  เถาว์สุวรรณ

                        ปี พ.ศ.           2541

 

 

บทคัดย่อ

            การศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์  4  ประการ  คือ  1)  เพื่อศึกษาภาวการณ์เป็นหนี้ของครูโรงเรียนประถม  2)  เพื่อศึกษาสาเหตุของการเป็นหนี้   3)  ศึกษาแบบแผนการใช้จ่าย  และรายได้ของครูและ   4)  ผลกระทบจากการเป็นหนี้  และแนวทางแก้ไขอนาคต

            ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้  คือ  ครูโรงเรียนประถมสังกัดสำนักงานประถมศึกษาอำเภอ 

จังหวัด  ยะลา  จำนวน  25  ราย  โดยวิธีการสัมภาษณ์เจาะลึก  นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เชิงพรรณนาควบคู่กับบริษัท

            ผลการศึกษาสรุปได้ว่า  สำหรับบุคคลที่อยู่ในสถานการณ์ทางสังคม  ที่มีฐานะทางสังคม  เศรษฐกิจปานกลาง  ในขณะที่สถานการณ์แวดล้อมทางสังคมเป็นสังคมเน้นความนิยมวัตถุ  และจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวก  และการมีค่านิยมเรื่องหน้าตาในสังคม  ก็ผลักดันให้บุคคลนำตัวเองเข้าสู่ความเป็นหนี้ได้ง่าย   จากการสัมภาษณ์เจาะลึกพบว่าให้ข้อมูลที่สำคัญทั้ง  25  ราย   ซึ่งครู  จะมีรายได้จากเงินเดือนร้อยละ  79.97  รายได้จากอาชีพเสริม  ร้อยละ  20.03  และมีแบบแผนการใช้จ่ายหมวดรายจ่ายที่จำเป็นจ่ายมากที่สุดได้แก่  หมวดค่าอาหาร  รองลงมาเป็นรายจ่ายเพื่อตอบสนองความต้องการของตน  เป็นต้น  โดยจ่ายมากในเรื่องเพื่อการยอมรับ  เช่น  การซื้อรถยนต์  แต่งตัว  เข้าสังคม  เลี้ยงเพื่อนฝูง

            ข้อมูลการเป็นหนี้และแหล่งเงินกู้ยืม  พบว่า  เป็นหนี้ธนาคารมากที่สุด  รองลงมาคือ  สหกรณ์ออมทรัพย์ครู  ส่วนสาเหตุหรือวัตถุประสงค์การเป็นหนี้  คือ  การซื้อบ้านพร้อมที่ดิน  เพราะเป็นความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต  เพราะทุกชีวิตต้องการความมั่นคง  รองลงมาคือการนำไปลงทุน  จากการศึกษาเงื่อนไขการกู้ยืมที่ต้องจ่ายคืนในแต่ละเดือนของผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ  พบว่า  ในแต่ละเดือนจะต้องจ่ายเงินคืนให้แก่ญาติและเอกชน  หรือคนรู้จักมากที่สุด  เพราะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูง  รองลงมาคือ  จ่ายคืนให้แก่  ธนาคาร  และสหกรณ์ออมทรัพย์ครู  เพราะดอกเบี้ยถูกกว่าหนี้เอกชน

            ในการศึกษาผลกระทบการเป็นหนี้  พบว่า  กระทบด้านจิตใจมากที่สุด  ทำให้เครียด  หงุดหงิด   ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง  ทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพต่ำลง  ส่วนจากการศึกษาความคิดเห็นต่อ

 

 

แนวทางการแก้ปัญหาหนี้สินครูของภาครัฐ  พบว่า  ครูมีความเห็นด้วยกับการแก้ปัญหาหนี้สินครูของรัฐ  แต่ในขณะเดียวกันภาครัฐควรออกระเบียบว่าด้วยระเบียบว่าด้วยการเป็นหนี้ของครู   พร้อมบทลงโทษกับครูที่เป็นหนี้จากสาเหตุและวัตถุประสงค์ที่ไม่เหมาะสมกับความเป็นครู

            ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า  ในภาวะสังคมปัจจุบันควรหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ทุกประเภท  เพราะหนี้แต่ละประเภท  เพราะหนี้แต่ละประเภทจะมีดอกเบี้ยสูง  เมื่อหนี้เพิ่มพูนขึ้น  ก็จะไม่สามารถที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข  ครอบครัวมีส่วนในการดูแลเอาใจใส่  ปลูกฝังจิตสำนึกในการประหยัดอดออม  รู้จักประมาณตน  มีความขยันหมั่นเพียร  รู้จักควบคุมตัวเองไม่นิยมการเป็นหนี้เป็นสิน

 

 

 กลับ

 


 

117            ชื่องานวิจัย   การสร้างหนังสือเพิ่มเติม  วิชาดนตรีและนาฏศิลป์  เรื่อง  การแสดงพื้นเมืองของท้องถิ่นภาคเหนือ  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6

                        ผู้วิจัย            นางจารุณี  สุทธิสวรรค์

                        ปี พ.ศ.           2545

 

 

บทคัดย่อ

 

            การวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม  วิชาดนตรีและนาฏศิลป์  เรื่อง  การแสดงพื้นเมืองของท้องถิ่นภาคเหนือ  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  เพื่ออาศัยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  ก่อนและหลังการอ่านหนังสือเพิ่มเติม  และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  คือ  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ปีการศึกษา  2545  โรงเรียนไทยรัฐวิทยา  12  จำนวน  52    คน    เครื่องมือที่ใช้ในการ   วิจัยประกอบด้วย                       1 )  หนังสืออ่านเพิ่มเติม  เรื่อง  การแสดงพื้นเมืองของท้องถิ่นภาคเหนือ 

 2 )  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ก่อนและหลังเรียน   3 )  แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม  ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติมโดยการหาค่าเฉลี่ยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน  โดยการทดสอบค่าที  (t-test)  และวิเคราะห์ข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามความคิดเห็น  โดยการหาค่ามัชฌิมาคณิต  ส่วนเยงเบนมาตรฐานและนำเสนอเชิงบรรยาย

            ผลการวิจัยพบว่า   

        1.  หนังสืออ่านเพิ่มเติม  เรื่อง  การแสดงพื้นเมืองของท้องถิ่นภาคเหนือ  มีประสิทธิภาพ  80.13/80.23  ตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  ที่กำหนดไว้

            2.  การอ่านหนังสืออ่านเพิ่มเติม  ทำให้คะแนนก่อนเรียน  และหลังเรียน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .001

            3.  ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม  พบว่า  นักเรียนส่วนใหญ่ชอบทุกสิ่งจากการเพิ่มเติม  เมื่ออ่านแล้วได้รับความรู้   ความสนุก  สนานเพลิน  นอกจากนี้  นักเรียนเกิดความรู้สึกรัก ภาคภูมิใจในศิลปการแสดงพื้นเมืองของท้องถิ่นภาคเหนือ  และต้องการอนุรักษ์ สืบทอดการแสดงนี้ให้คงอยู่ต่อไป

 

 

 

Abstract

       

The  purposes  of  this  research  were  to  construct  of  the  supplementary  book  in  musical  and  dramatic  art  on  Northem  Flok  Dances  for  Prathom  Suksa  6  srudents  to  the  criterion  of  80/80  standard,  to  compare  achievements  before  and  after  reading  supplementary  book  and to  study students opinions  on  the  supplementary  book  the  sample  of   this research  comprised  52  prathom  suksa  6  of  academic  year  2002  from  Thairathvittaya  12  school.  The  research   instruments  were  1) Supplementary  Book on  Northern  Flok  Dances  2)  Achievement  test   of students  before  and  after  learning  3)  The opinionairs  on the  supplementary  book. The  collected  data were  statistically analyzed the  efficiency  according  of  supplementary  book  by  means, to  compare  ached cement  of students before  and after leamning by t-test  and the opininairs were analyzed  by  means, standard devion  and then presented in descriptive  form.

Research finding wee as follows:

1.      supplementary  Book  on Northerm Flok Dances was 80.13/80.23,

2.      The reading on the supplementary book, the pretest and posttest scores of achievement leamling were significantly  different at the level of .001

3.      The opinions of the on the supplementary  book were most of students like everything in supplementary  book. When who reading to getting kbowledge and enjoy able. Stydents has loving and loving and troud in Northern Flok Dances, and made them want to reservation to be continue.

 

 

 กลับ

 


 

118            ชื่องานวิจัย   การศึกษาการใช้บทเรียนสำเร็จรูป  วิชาคอมพิวเตอร์  เรื่องระบบสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์  สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6

                         ผู้วิจัย           นายสันติรักษ์  ไชยเอียด

                         ปี พ.ศ.         2546

 

 

บทคัดย่อ

 

                         การศึกษาครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังการใช้สื่อบทเรียนสำเร็จรูปประกอบการปฏิบัติการ  เรื่องอินเตอร์เน็ตเบื้องต้น   2)  เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1  โรงเรียนศิริราษฎร์สามัคคี  ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา  2546  จำนวน 26 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่   บทเรียนสำเร็จรูป  แบบทดสอบ  และแบบสำรวจสอบถามความคิดเห็น  การดำเนินการวิจัย  ให้กลุ่มตัวอย่างทดสอบก่อนเรียน  และหลังเรียน  จากนั้นนำข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์โดยใช้ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และค่า t-test  จากการศึกษาได้ผลสรุปว่า

            1.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระกับ  .001 โดยความรู้หลังเรียนสูงกว่าความรู้ก่อนเรียน

            2.  นักเรียนทุกคนมีความคิดเห็นมีความคิดเห็นที่ดีต่อการเรียนสำเร็จรูปในระดับมากที่  4.24

 

 

 กลับ

 


 

119              ชื่องานวิจัย   การประเมินผลการดำเนินตามนโยบายและแนวทางการวิจัยทางการศึกษา

 การศาสนา  และการวัฒนธรรมของกระทรวงศึกษาธิการ  ฉบับที่  2  พ.ศ. 2535 - 2539

                        ผู้วิจัย          

                        ปี พ.ศ.          2543

 

 

บทคัดย่อ

 

            การประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและแนวทางการวิจัยทางการศึกษาการศาสนา  และการวัฒนธรรมของกระทรวงศึกษาธิการ  ฉบับที่  2  พ.ศ.  2535 – 2539  เป็นการติดตามกำกับการนำนโยบายการวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการไปสู่การปฏิบัติ  มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามและตรวจสอบผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการวิจัยตลอดช่วง  5  ปี  ของแผนพัฒนาการศึกษา ฯ ระยะที่  7  (พ.ศ.  2535 -2539)  ศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับการดำเนิ่นงานวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการและนำผลที่ได้รับข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายและแนวทางการวิจัย ฯ ของกระทรวงศึกษาธิการ  ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2540 -2544   การประเมินผลครั้งนี้ได้ศึกษาทั้งจากประชากรและกลุ่มตัวอย่างในส่วนประชากรได้ศึกษาจากเอกสารผลการดำเนินเกี่ยวกับการวิจัยและสอบถาม  ผู้ทำหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยจากหน่วยงานเทียบเท่ากรมในส่วนกลางกับหน่วยงานและสถานศึกษาเทียบเท่ากองในส่วนภูมิภาค  จำนวนรวม  665  หน่วยงาน  โดยใช้แบบสอบถาม  สำหรับกลุ่มตัวอย่างได้ศึกษาจากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ด้านการวิจัยของหน่วยงานและสถานศึกษาในจังหวัดที่ตั้งเขตการศึกษา  1 -12  จังหวัด  จังหวัดละ  6  หน่วยงาน ๆ ละ 1  คน   รวม  72  คน  ใช้แบบเจาะลึก  และจากการนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินงานวิจัยและการติดตามผลการวิจัยในระหว่างการจัดประชุมสัมมนาผู้ทำหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยจากหน่วยงานและสถานศึกษาในจังหวัดที่ตั้งเขตการศึกษา  และจังหวัดใกล้เคียง  18  จังหวัด  โดยดำเนินการติดต่อกันตลอด  5  ปี  ( 2535 – 2539 )  มีผู้เข้ารวมประชุม  600  คน  โดยใช้ใบงาน  และการสัมมนากลุ่ม

 

                  ผลการประเมิน

                  1.  สรุปผลการประเมินเกี่ยวกับการวิจัยด้านปริมาณและด้านเนื้อหาตาม  9  ด้านของนโยบายและแนวทางการวิจัย ฯ ของกระทรวงศึกษาธิการในช่วงแผนการศึกษา ฯ ระยะที่  7  (พ.ศ. 2535  2539)

 

                  1.1  การดำเนินงานเกี่ยวกับการวิจัยในด้านปริมาณ  พบว่า  ด้านอาชีวศึกษาและเทคโนโลยีทางอาชีพ  ดำเนินการได้มากที่สุด  (สัดส่วน  82  เรื่องต่อองค์ประกอบ)  รองลงมาคือด้านการพัฒนาการศึกษาการศึกษาระดับพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเด็กและเยาวชนและด้านวิทยาศาสตร์   เทคโนโลยี  การกีฬา  พลานามัย  และสิ่งแวดล้อม  (สัดส่วน  68  และ 55  เรื่องต่อองค์ประกอบตามลำดับ)  ส่วนด้านที่ดำเนินการได้น้อยคือ  ด้านศาสนา  ศิลปะ  และวัฒนธรรม  ด้านการส่งเสริมให้มีการเผยแพร่และประยุกต์ใช้ผลการวิจัย  และด้านการส่งเสริมและสนับสนุนให้ทำการวิจัย (สัดส่วน  13  6  และ 5  เรื่ององค์ประกอบตามลำดับ)

                  1.2  การดำเนินงานเกี่ยวกับการวิจัยในด้านเนื้อหา  พบว่า  งานที่ดำเนินการได้มากในแต่ละด้านซึ่งมี  5  ด้านการพัฒนาการศึกษาระดับพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต  คือ  การเสริมสร้างการพัฒนาคุณภาพการศึกษา  คุณลักษณะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต  (ระดับประถมศึกษา)  ด้านการพัฒนาอาชีวศึกษาและเทคโนโลยีทางอาชีพ  คือ  การพัฒนาทักษะทางอาชีพที่อาศัยการทดลองและพัฒนาวิทยาการต่าง ๆ ให้เยาวชน  ด่านการพัฒนาการฝึกหัดครูและพัฒนาชุมชน  คือการวิจัยที่ส่งเสริมการจัดการศึกษาเกี่ยวกับการฝึกครู  ด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียนและการศึกษาพิเศษ  คือ  การขยายโอกาสทางการศึกษาไปสู่ท้องถิ่นชนบท  อย่างหลากหลายรูปแบบ  ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ  คือ  การพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน  และด้านพัฒนาวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  การกีฬา  พลานามัยและสิ่งแวดล้อม  คือ  การศึกษาคณิตศาสตร์   วิทยาศาสตร์  การศึกษาวิทยาศาสตร์  การกีฬาและพลานามัย

                  2.  สภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไข

                  การนำนโยบายและแนวทางการวิจัย ฯ ของกระทรวงศึกษาธิการ  ฉบับที่  2  ไปปฏิบัติไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญ  มีผู้ให้ความสนใจทำวิจัยน้อยขาดแหล่งสืบค้นข้อมูลลงงบประมาณจำกัด  ปริมาณและคุณภาพของผลงานวิจัยไม่เพียงพอที่นำไปใช้ประโยชน์ได้  จึงควรมีการเร่งรัดพัฒนาสมรรถภาพขององค์กร  บุคลากรการวิจัย  ให้มีงานวิจัยที่เพียงพอสำหรับเผยแพร่อย่างหลากหลายและทั่วถึง  มีการจัดนิทรรศการวิชาการทางวิชาการและวิจัยส่งเสริมการวิจัยในระดับชั้นเรียน  บริการระบบการสืบค้นให้เกิดความรวดเร็ว  มีการเผยแพร่แนวคิดทฤษฎีใหม่ ๆ  และนำไปขยายผลในหน่วยงานและสถานศึกษาให้มากขึ้น

                  การดำเนินงานเกี่ยวกับการวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการไม่สนองตอบต่อนโยบายและแนวทางการวิจัย  ฯ  ของกระทรวงศึกษาธิการ  ฉบับที่  2  พ.ศ.  2535 – 2539  เท่าที่ควร  เนื่องจากมีการนำนโยบายไปปฏิบัติน้อย  จะทำการวิจัยตามความต้องการของนักวิจัยและการให้ทุนวิจัยดำเนินการได้จำกัด  จึงควรส่งเสริมให้มีการวิจัยมากขึ้น  การให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการวิจัยทางการศึกษา  การตรวจสอบคุณภาพการศึกษาและการให้โรงเรียนประกันคุณภาพทางการศึกษาเตรียมคนให้มีทักษะทางอาชีพที่เข้าสู่ตลาดแรงงานได้  พัฒนาคุณภาพบัณฑิตให้ตอบสนองความต้องการชุมชน  และที่จะนำไปสู่การพัฒนาชุมชนให้สามารถพึ่งตนเองได้  กระจายอำนาจทางการศึกษาให้ถึงท้องถิ่นและระดับโรงเรียนให้สามารถจัดการศึกษาต่อเนื่องและสัมพันธ์กันทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน  พัฒนาเครือข่ายการเรียนต่อผู้ด้อยโอกาสและคนพิการได้เรียนรู้ตลอดชีวิต  พัฒนาระบบการจัดหาครู – อาจารย์  ให้ได้คนเก่ง  คนดีมี คุณธรรม  พัฒนา บทบาทของสงฆ์ให้สามารถสร้างความศรัทธาจากประชาชน  ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น  วางแผนพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้สามารถนำวิทยาศาสตร์มาใช้ในการดำรงชีวิต  พัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬาให้แข่งขันในระดับโลกได้และจัดการศึกษาที่สร้างความตระหนักและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับเด็กและเยาวชนได้ต่อเนื่อง

 

                  3.  ประเด็นสำคัญที่นำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายการวิจัยในช่วงแผนพัฒนาการศึกษาฯ  ระยะที่  8  (พ.ศ.  2540 – 2544)

                  ข้อมูลพื้นฐานสำคัญที่จำนำไปกำหนดนโยบายการวิจัยในช่วงแผนพัฒนาการศึกษาฯระยะที่  8

(พ.ศ.  2540 – 2544 ) คือ  ควรจัดนิทรรศการเสนอผลงานวิจัยวิชาการ  การขอความร่วมมือจากภาคเอกชน  การพัฒนาระบบเครือข่ายการสืบค้นข้อมูลการวิจัย   การเผยแพร่แนวคิดทฤษฎีและผลการวิจัยใหม่ ๆ การจัดทำเอกสารการนำผลการวิจัยไปสู่การปฏิบัติ  การส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมตัดสินใจในการจัดการศึกษา  การศึกษาคุณภาพที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเด็กและเยาวชน  การศึกษาเกี่ยวกับการเตรียมแรงงานที่มีฝีมือเข้าสู่ตลาดอุตสาหกรรม  การพัฒนาอุปกรณ์เกี่ยวกับการฝึกปฏิบัติให้ประหยัด  การให้นักศึกษาทางอาชีพมีส่วนร่วมในการทำวิจัยการพัฒนาสถาบันทางอาชีพภาคเอกชนให้สามารถฝึกอาชีพให้กับเด็ก  เยาวชน  และประชาชนได้

                  การประเมินศักยภาพของบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม  การศึกษาบทบาทการพัฒนาชุมชนของสถาบันทางการศึกษา  การบุกเบิกวิทยาการสาขาต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาชุมชน  การพัฒนาบุคลากรของชุมชนให้สามารถประกอบอาชีพที่พึ่งพาซึ่งกับและกันในสภาพเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้  การศึกษาเกี่ยวกับการกระจายความเป็นธรรมนาการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียนแก่ผู้ขาดโอกาสทางการศึกษาการจัดกิจกรรมและชุดการเรียนสำหรับคนที่ผิดปรกติทางร่างกาย  เด็กเก่งพิเศษให้เรียนรู้ได้เต็มศักยภาพ  การศึกษาการใช้ทรัพยากรร่วมกันของท้องถิ่นและจากภูมิ ปัญญาชาวบ้านการพัฒนาระบบการสรรหาครูที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลด้านเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  และเอื้ออาทรต่อนักเรียน  การศึกษาเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมกับศักยภาพการจัดการเรียนการ

สอนที่เชื่อมโยงได้ทุกระดับการศึกษา  กรพัฒนาระบบการประกันคุณภาพทั้งด้านวิชาการ  วิชาชีพ  คุณธรรม  จริยธรรม  ให้เป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชนแต่ละท้องถิ่น

                  การพัฒนาบทบาทของสงฆ์ที่มีต่อการพัฒนาศีลธรรมจรรยา  และสร้างความศรัทธาทางศาสนาให้เกิดกับเด็ก  เยาวชน  และประชาชนทั่วไป  การขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับสงฆ์อย่างทั่งถึง  การศึกษาเกี่ยวกับการมีส่วนของประชาชนในการอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมด้วยจิตสาธารณะการศึกษาเกี่ยวกับการวางแผนด้านวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  คณิตศาสตร์  การกีฬา  และสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคน  การเตรียมความพร้อมด้านการกีฬาที่นำไปสู่การพัฒนาคนให้สามารถแข่งขันกีฬาในระดับโลกได้  และการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในลักษณะบุราณการเข้ากับการจัดเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดความสำนึกในการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล

 

 

 กลับ

 


 

    120              ชื่องานวิจัย   การวิจัยเชิงประเมินผลโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้  เขตการศึกษา  10

                        ผู้วิจัย            

                        ปี พ.ศ.         2546

 

 

บทคัดย่อ

 

            นับตั้งแต่ประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ. 2542  เมื่อวันที่  19  สิงหาคม  2542  นับเป็นการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ที่สำคัญครั้งหนึ่ง  สิ่งที่สำคัญคือการดำเนินการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ของสถานศึกษา  สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งถือว่าเป็นใจของการปฏิรูปการศึกษา  และสถานศึกษา  ต่าง ๆ  ก็ได้ดำเนิ่นการปฏิรูปการเรียนรู้ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ

            ในช่วงเวลา  2-3  ปี  นับตั้งแต่เริ่มโครงการปฏิรูปการเรียนรู้ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการมีหลายฝ่ายยังไม่มั่นใจผลการปฏิรูปการเรียนรู้ในสถานศึกษาว่าเป็นที่พอใจหรือไม่  กรดำเนินงานการปฏิรูปการเรียนรู้ที่ดีขึ้นหรือไม่อย่างไร  ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนดีขึ้นหรือไมอย่างไร  ซึ่งควรหารคำตอบเพื่อการพัฒนาต่อไป  สำนักพัฒนาการศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  เขตการศึกษา  10  จึงได้รับมอบหมายจากกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการศึกษาวิจัยเชิงประเมินผลโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้  เขตการศึกษา  10  ขึ้น

            วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้  เพื่อเปรียบเทียบผลฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนโครงการและนอกโครงการปฏิรูปการเรียนรู้ / เพื่อศึกษาสภาพปัจจัยนำเข้า  กระบวนการและผลผลิต/ผลลัพธ์ของโรงเรียนในโครงการปฏิรูปการเรียนรู้ / เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในโรงเรียนโครงการปฏิรูปการเรียนรู้

            กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  คือโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้ตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในเขตการศึกษา  10  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ  กรมสามัญศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน  จากโรงเรียนในโครงการปฏิรูปการรู้เรียน  จำนวน  312  โรงเรียนคิดเป็นร้อยละ  100  และนอกโครงการปฏิรูปการเรียนรู้  ได้เลือกสุ่มตัวอย่างที่ใช้การวิจัยจำนวนใกล้เคียงกับโรงเรียนในโครงการที่ได้จากการสุ่มหลายขั้นตอน  (Multistage Sampling)

        การเก็บรวบรวมข้อมูล  ใช้แบบสอบถามที่สร้างขึ้นโดยคณะวิจัย  ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญแล้วนำไปทดลองใช้  เพื่อวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นแบบสัมประสิทธิ์แอลฟา  (Alpha – Coefficient)  ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ  0.966

 

ผลการวิจัยพบว่า

            1.เฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่   6  ระหว่างโรงเรียนในโครงการปฏิรูปกาเรียนรู้  (x=39.44) และนอกโครงการปฏิรูปการเรียนรู้ (x=39.09)

ไม่แตกต่างกัน

            2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่  3  ระหว่างโรงเรียนในโครงการปฏิรูปการเรียนรู้ (37.04)  และนอกโครงการปฏิรูปการเรียนรู้ (35.77)  มีความแตกต่างกันอย่างมากมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 (t=2.01)

            3.ค่าเฉลี่ยสภาพแวดล้อม  ของโรงเรียนในโครงการและนอกโครงการปฏิรูปการเรียนรู้มีการดำเนินการในระดับปานกลาง  ส่วนในด้านปัจจัยนำเข้า  กระบวนการ  ผลลัพธ์  ของโรงเรียนในโครงการและนอกโครงการปฏิรูปการเรียนรู้  มีการดำเนินการในระดับมากทุกรายการและค่าเฉลี่ยผลลัพธ์ของโรงเรียนในโครงการมากกว่าโรงเรียนนอกโครงการ

            4.ผลการวิเคราะห์ตัวแปรที่ส่งผลลัพธ์  คือ

            4.1 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของตัวแปร  มีผลต่อผลลัพธ์ของโรงเรียน  ในโครงการปฏิรูปการเรียนรู้ในระดับมาก  ได้แก่  ด้านปัจจัยนำเข้า  (0.71)  รองลงมาคือด้านกระบวนการ  (0.63)  และในระดับปานกลาง  คือ  ด้านสภาพแวดล้อม  (0.31)

            4.2 ค่าสัมประสิทธิ์สหพันธ์ตัวแปร  มีผลต่อผลลัพธ์ของโรงเรียน  นอกโครงการปฏิรูปการเรียนรู้  ในระดับมาก  ได้แก่  ด้านกระบวรการ (0.68)  รองลงมาคือด้านปัจจัยนำเข้า  (0.65)  และในระดับปานกลาง  คือ ด้านสภาพแวดล้อม  (0.35)

            4.3 ปัจจัยนำเข้า  กระบวนการ  สิ่งแวดล้อม  มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ของโรงเรียนในโครงการ ปฏิรูปการเรียนรู้  ในเชิงเส้นตรง   อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ  คือ  0.731 แสดงว่าตัวพยากรณ์ทั้ง 3 ร่วมกันทำนายได้ร้อยละ  53.40  สามารถเรียงลำดับการส่งผลต่อผลลัพธ์  คือ  ปัจจัยนำเข้า  กระบวนการ  และสิ่งแวดล้อม  ซึ่งสามารถเขียนสมการพยากรณ์  ได้ดังนี้

            Y = 0.768+0.535 (ปัจจัย) +0.234 (กระบวนการ)+0.061(สิ่งแวดล้อม)

            4.4 กระบวนการ  ปัจจัยนำเข้า  และสิ่งแวดล้อม  มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ของโรงเรียนในโครงการปฏิรูปการเรียนรู้  ในเชิงเส้นตรงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05  โดยมีค่าสัมประสิทธิ์

 

สหสัมพันธ์พหุคูณ  คือ 0.732 แสดงว่าตัวพยากรณ์ทั้ง  3  ร่วมกันทำนายได้ร้อยละ  53.60  สามารถเรียงลำดับการส่งผลการส่งผลต่อผลลัพธ์  คือ  กระบวนการ   ปัจจัยนำเข้า  ส่วนสิ่งแวดล้อม  ไม่ส่งผลต่อผลลัพธ์ซึ่งสามารถเขียนสมการพยากรณ์ ได้ดังนี้

            Y = 0.604+0.421(กระบวนการ)  +0.379  (ปัจจัยนำเข้า)

            4.5 ตัวแปรที่มีค่าสัมพันธ์ต่อผลสหสัมพันธ์ต่อผลลัพธ์  ของโรงเรียนในโครงการปฏิรูปการเรียนรู้สูงสุด คือ  การจัดการเรียนการสอน  (0.64)  รองลงมา   คือ   คุณลักษณะของครูผู้สอน (0.59)  คุณลักษณะของผู้บริหาร  (0.58)  สื่อการเรียนรู้  (0.55)  การบริหารจัดการ  (0.54)  งบประมาณ  (0.45)  และอาคารสถานที่  (0.43)

            4.6 ตัวแปรที่มีค่าสัมประสิทธิ์สหพันธ์ต่อผลลัพธ์  ของโรงเรียนนอกโครงการปฏิรูปการเรียนรู้สูงสุดคือ  การจัดการเรียนการสอน  (0.66)  รองลงมา  (0.60)  คุณลักษณะของผู้สอน  (0.57)  คุณลักษณะของผู้บริหาร  (0.53)  อาคารสถานที่  (0.46)  สื่อการเรียนรู้  (0.33)  และงบประมาณ  (0.29)

            4.7 การจัดการเรียนการสอน  คุณลักษณะของครูผู้สอน   ระบบการบริหารจัดการ  คุณลักษณะผู้บริหาร  สื่อการเรียนรู้  อาคารสถานที่  และงบประมาณ  มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ของโรงเรียนในโครงการปฏิรูปการเรียนรู้  ในเชิงเส้นตรง  อย่างมีนัยสำคัญ  ที่ .05  โดยมีค่าสัมพันธ์พหุคูณ 0.833 แสดงว่า

ตัวแปรทั้งหมดร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ  73.40  สามารถเรียงลำดับส่งผลต่อลัพธ์  คือ  การจัดการเรียนการสอน  ครุลักษณะของครูผู้สอน  ระบบการบริหารจัดการ  คุณลักษณะผู้บริหาร  ส่วนสื่อการเรียนรู้  อาคารสถานที่  และงบประมาณ  ไม่ส่งผลลัพธ์ของโรงเรียนในโครงการปฏิรูปการเรียนรู้และสามารถเขียนสมการพยากรณ์ได้ดังนี้

        Y = 0.166+0.523 (การจัดการเรียนการสอน) + 0.461 (คุณลักษณะของครู)  + 0.441  (การบริหารจัดการ)  +0.435 (คุณลักษณะผู้บริหาร) 

            4.8 การจัดการเรียนการสอน  คุณลักษณะของครูผู้สอน  ระบบการบริหารจัดการ  คุณลักษณะผู้บริหาร  สื่อการเรียนรู้  อาคารสถานที่  และงบประมาณ   มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ของโรงเรียนนอกโครงการปฏิรูปการเรียนรู้  ในเชิงเส้นตรง  อย่างมีนัยสำคัญ  ที่ .05  โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหพันธ์พหุคูณ  0.878  แสดงว่า  ตังแปรทั้งหมดร่วมกันพยากรณ์ได้  ร้อยละ  76.30  สามารถเรียงลำดับส่งผลต่อผลลัพธ์  คือ  การจัดการเรียนการสอน  คุณลักษณะของครูผู้สอนระบบบริหารจัดการ   คุณลักษณะผู้บริหาร  และ สื่อการเรียนรู้  ส่วนอาคารสถานที่  และงบประมาณ  ไม่ส่งผลต่อผลลัพธ์ของโรงเรียนนอกโครงการปฏิรูปการเรียนรู้และสามารถเขียนสมการพยากรณ์ได้ดังนี้

            Y=0.223+0.661  (การจัดการเรียนการสอน) + 0.637 (คุณลักษณะของครู) +0.575 (การบริหารจัดการ) +0.533 (คุณลักษณะผู้บริหาร) + 0.387 (สื่อการเรียนรู้)

 

 

 กลับ

 


 

    121              ชื่องานวิจัย   การใช้แบบฝึกการเขียนบทร้อยกลอง  (กาพย์ยานี  11) เชิงสร้างสรรค์

                        สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5

                        ผู้วิจัย           นางศรีนวล  สีสุวรรณ์

                        ปี พ.ศ.          2545

 

 

บทคัดย่อ

 

            การวิจัยในครั้งนี้  ดำเนินการตามวัตถุประสงค์  2  ประการ  คือ  (1)  เพื่อสร้างแบบฝึกการเขียนบทร้อยกรอง  (กาพย์ยานี  11)  เชิงสร้างสรรค์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5   (2) ศึกษาผลการใช้แบบฝึกการเขียนบทร้อยกรอง  (กาพย์ยานี  11)  เชิงสร้างสรรค์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมปีที่  5 ประชากร

ที่ใช้ในการทดลองเป็นนักเรียนชั้นประถมปีที่  5/3 ภาคเรียนที่  2 ปีการศึกษา  2545  ของโรงเรียนบ้านริมใต้

ซึ่งเลือกแบบเจาะจง  จำนวน  38  คน  เครื่องที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการสอนการเขียนร้อยกรองกาพย์ยานี  11  จำนวน  12  แผน  และแบบฝึกการเขียนบทร้อยกรอง (กาพย์ยานี  11)  จำนวน  30  แบบฝึก

            จากการวิเคราะห์ข้อมูลการสร้างแบบฝึก  และผลงานการทำแบบฝึกการเขียนร้อยกรอง (กาพย์ยานี  11)  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5/3

            ผลการวิจัยพบว่า

            1.  ผลการใช้แบบฝึกเขียนบทร้อยกรอง  (กาพย์ยานี  11) ที่สร้างขึ้นมีจำนวน  30  แบบฝึก  และแผนการสอน  12  แผน

            2.  ผลการใช้แบบฝึกเขียนบทร้อยกรอง  (กาพย์ยานี  11 ) ของนักเรียนจากการทำแบบฝึกหัดพบว่านักเรียนเป็นส่วนใหญ่มีความสามารถในการเขียนบทร้อยกรอง  (กาพย์ยานี  11)  ดีขึ้น  สำหรับพัฒนาการการเรียนรู้ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการใช้แบบฝึกเขียนบทร้อยกรอง  มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยที่ระดับ .01

 

 

 กลับ

 


 

    123      ชื่องานวิจัย   รายงานการวิจัยการพัฒนาชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองวิชาภาษาอังกฤษ

                        เพื่อการสื่อสารที่เน้นสภาพจริง  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4

                        ผู้วิจัย            อุบล  พวงสุวรรณ

                        ปี พ.ศ.          2542

 

 

บทคัดย่อ

 

            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง วิชาภาษาอังกฤษ  เพื่อการสื่อสารที่เน้นสภาพจริง  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  เพื่อเปรียบเทียบความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนก่อนและหลังการศึกษาโดยใช้ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง  และเปรียบเทียบเจตคติของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองก่อนและหลังการศึกษาโดยใช้แบบทอสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษและแบบวัดเจตคติที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  ด้วยการวิจัยกึ่งทดลอง  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  จำนวน  200  คน  ในโรงเรียนที่เป็นที่ตั้งศูนย์พัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ  (ERIC)  สังกัดกรมสามัญศึกษา  เขตการศึกษา  5  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2543  ใน  6  จังหวัด  วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง  กระทำโดยการสุ่มเลือกห้องเรียนทดลองด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย

            เครื่องมือที่ใช้ในครั้งนี้  คือ

            1.  ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารที่เน้นสภาพจริงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  จำนวน  10  ชุด  10  หัวข้อหลัก

            2.  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง  1  ชุด  จำนวน  100  ข้อ

            3.  แบบวัดเจตคติต่อชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง  1  ชุด  25 ข้อ

 

            การวิเคราะห์ข้อมูล

            1.  หาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง  ตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้  75/75

            2.  ใช้สถิติวิเคราะห์  t-test เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษก่อนและหลังการทอลอง

             3.  ใช้สถิติวิเคราะห์ t-test เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยของเจตคติของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนรู้ก่อนและหลังทดลอง

           

        การวิจัย  ปรากฏว่า

        1.  ประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองวิชาอังกฤษเพื่อการสื่อสารที่เน้นสภาพจริงทั้ง  10  ชุด

สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน  75/75  ที่กำหนดไว้

            2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนด้วยตนเองของนักเรียนกลุ่มทอลองสูงกว่าการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001

            3.  เจตคติของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังการเรียนรู้ด้วยตนเองสูงกว่าก่อนการเรียน  อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .001

 

 

 กลับ

 


 

    122              ชื่องานวิจัย   รายงานการวิจัย  เรื่อง  ศึกษาปัญหาการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นของผู้บริหาร

                        โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี

                        ผู้วิจัย             นายนพพงศ์  คงประจักร

                        ปี พ.ศ.           2546

 

 

บทคัดย่อ

 

            การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาปัญหาการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นของผู้บริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี  เพื่อเปรียบเทียบปัญหาการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นของผู้บริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี  ตามตัวแปรประสบการณ์ในการบริหารและขนาดโรงเรียน  และเพื่อทราบข้อเสนอแนะในการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นของผู้บริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี

            กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  คือ  ผู้บริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี  ปีการศึกษา  2546 จำนวน  175  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า  จำนวนค่า  จำนวน  60  ข้อ  และแบบทดสอบถามปลายเปิดวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าที (t-test)

        ผลการวิจัย  พบว่า

            1.  ปัญหาการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นของผู้บริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี  ในภาพรวมและรายขั้นตอนอยู่ในระดับปานกลาง

            2.  ผู้บริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานีที่มีประสบการณ์ในการบริหารต่างกัน  มีปัญหาในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น  โดยภาพรวมและรายขั้นตอนไม่แตกต่างกัน

            3.  ผู้บริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี   ที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน  มีปัญหาในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น  โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อทดสอบรายขั้นตอนพบว่า  ขั้นตอนที่  1  การจัดทำระบบข้อมูลพื้นฐาน  และขั้นตอนที่  3  การกำหนดเป้าหมายจุดประสงค์การเรียนมีปัญหาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05

            ข้อเสนอแนะในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นของผู้บริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี  คือ  ควรสำรวจและจัดทำข้อมูลพื้นฐานอย่างเป็นระบบเป็นปัจจุบันควรให้ชุมชนเข้ามามี

 ส่วนรวมในการกำหนดความต้องการจำเป็นของโรงเรียน  ควรกำหนดเป้าหมาย  จุดประสงค์การเรียนให้ชัดเจน  การจัดทำคำอธิบายรายวิชา  หรือเนื้อหา  หรือกิจกรรมควรสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องาการของท้องถิ่นควรสร้างความตระหนักให้ครูผู้สอนเห็นความสำคัญของการจัดทำแผนการสอน  คู่มือครูและสื่อการเรียน  และให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการประเมินผลแล้วนำมาปรับปรุงและพัฒนา

 

 

 กลับ

 


 

    124              ชื่องานวิจัย   รายงานการวิจัยเรื่อง  การพัฒนาคุณลักษณะนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนของนักเรียน

                        ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนบ้านวังน้ำเขียว

                        ผู้วิจัย            นางสาวยุพิน  โกณฑา   และคณะ

                        ปี พ.ศ.          2541

 

 

บทคัดย่อ

 

            การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนและเจตคติต่อคุณลักษณะนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนบ้านวังน้ำเขียวระหว่างก่อนและหลังการได้รับการพัฒนาโดยใช้ชุดกิจกรรม  กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นนักเรียนชั้น  ม. 1 – ม. 3  จำนวนทั้งสิ้น   121  คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยชุดกิจกรรม  ได้แก่  กิจกรรมสร้างเจตคติ  กิจกรรมปฏิบัติและกิจกรรมฝึกทักษะ  แบบประเมินคุณลักษณะนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียน  และแบบวัดเจตคติที่มีต่อคุณลักษณะนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียน โดยคณะผู้วิจัยให้อาจารย์ที่ปรึกษาประเมินลักษณะนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนของนักเรียนและให้นักเรียนประเมินตนเองรวมทั้งประเมินเจตคติที่มีต่อคุณลักษณะนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนของนักเรียน  หลังจากนั้น  เริ่มพัฒนาผู้เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม  และให้อาจารย์ที่ปรึกษาประเมินคุณลักษณะนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนของนักเรียนประเมินตนเองรวมทั้งประเมินเจตคติที่มีต่อคุณลักษณะนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนของตนเองอีกครั้งและนำผลที่ได้มาเปรียบเทียบกับผลปรากฏว่า  คะแนนคุณลักษณะคุณลักษณะนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนและเจตคติต่อคุณลักษณะนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนบ้านวังน้ำเขียวหลังการได้รับการพัฒนาโดยใช้ชุดกว่าก่อนการได้รับการพัฒนาโดยใช้ชุดกิจกรรมอย่างน้อยมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ  .01

 

 

 กลับ

 


 

126          ชื่องานวิจัย   สภาพการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของสภาพศึกษาในอำเภอเมืองสตูล  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสตูล

                        ผู้วิจัย              นาวไนยนา  ทองอยู่

                        ปี พ.ศ.            2546

 

 

บทคัดย่อ

            การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1)  ศึกษาระดับการปฏิรูปการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของสถานศึกษาในอำเภอเมืองสตูล   สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสตูล  ในด้านการศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการของท้องถิ่น    การเลือกใช้ลักษณะการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น   การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่นและการประเมินผลและการปรับปรุงแก้ไข  2 )  เพื่อเปรียบเทียบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น  ในด้านการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรแกนกลางและหลักสูตรท้องถิ่น  การศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการของท้องถิ่น  การเลือกใช้ลักษณะการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น    การจัดกิจกรรมการสอนให้สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น  และการประเมินผลการปรับปรุงแก้ไข  ของสถานศึกษาในอำเภอเมืองสตูล  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสตูล  ที่มีความแตกต่างกันในด้าน  การฝึกอบรม  ขนาดของโรงเรียน  และกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่สอน  3)  ศึกษาปัญหาและความต้องการในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น  ของสถานศึกษาในอำเภอเมืองสตูล  สังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษาสตูล  ของสถานศึกษาอำเภอเมืองสตูล  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  คือผู้บริหารและครูผู้สอนของสถานศึกษาในอำเภอเมืองสตูล  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสตูล  ที่ได้ดำเนินงานตามนโยบายการปฏิรูปการศึกษา  ในปีการศึกษา  2546  จำนวน  40  โรงเรียน  ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน  234  คน  ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่ายจากประชากรทั้งหมด  561  คน การเก็บรวบรวมข้อมูล  ใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง  แบ่งออกเป็น  3  ตอนคือ  ตอนที่ 1  เป็นแบบสำรวจรายการเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม  ตอนที่  2  เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าเกี่ยวกับระดับการปฏิบัติในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  โดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น  ด้านการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรแกนกลางและหลักสูตรท้องถิ่น  การศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการของท้องถิ่น  การเลือกใช้ลักษณะการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น  การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น  และประเมินผลการปรับปรุง

 แก้ไข  จำนวน  50  ข้อ  ซึ่งค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ  0.9715  ตอนที่  3  เป็นแบบคำถามปลายเปิด  เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอปัญหาอุปสรรค  ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียน  ขอความร่วมมือในการทำวิจัย  และต้นสังกัดมีหนังสือถึงสถานศึกษา  เป็นผู้ตอบแบบสอบถาม  และรวบรวมข้อมูลถึงต้นสังกัด  การวิเคราะห์ข้อมูล  โดยใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์สำเร็จรูป  spss/pc+

(statistical  package for the sociences personal computer plus) เพื่อการค่าสถิติร้อยละค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าที  (t-test) การทดสอบค่าเอฟ  (F-TEST) การวิเคราะห์ความแปรปรวน (anova) และทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่ ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (scheffe Method)

            ผลการวิจัยพบว่า

            1.  การปฏิบัติการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของสถานศึกษาด้านการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรแกนกลางและหลักสูตรท้องถิ่น  การศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการของท้องถิ่น  การเลือกใช้ลักษณะการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น  และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น  อยู่ในระดับปานกลาง  ส่วนการประเมินผลและการปรับปรุงแก้ไขอยู่ในระดับสูง

            2.  ผลการเปรียบเทียบการปฏิบัติการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของสถานศึกษา  ปรากฏว่า  การปฏิบัติการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  โดยการใช้ภูมิปัญญาถิ่นของสถานศึกษา  ที่แตกต่างกันในด้าน  การฝึกอบรม  มีการปฏิบัติการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมากกว่าสถานศึกษาที่ไม่ผ่านการฝึกอบรม  ส่วนสถานศึกษา  ที่มีขนาดต่างกัน  และครูสอนที่สอนในกลุ่มสาระที่แตกต่างกันมี  การปฏิบัติการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่แตกต่างกัน

            3.  ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะของสถานศึกษาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น  ปัญหาอุปสรรคที่สูงกว่าประเด็นอื่น ๆ  คือขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ มีข้อเสนอแนะให้จัดสรรงบประมาณในการจัดซื้อ  นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านอื่นๆ  เช่น  ขาดความรู้และทักษะในการประเมินผล  ขาดแหล่งเรียนรู้  และขาดเอกสารในการศึกษาในการค้นคว้า

 

 

 กลับ

 


 

127            ชื่องานวิจัย   การศึกษาเปรียบเทียบวุฒิภาวะทางอารมณ์ของนักเรียนวัยรุ่นที่อาศัยอยู่กับบิดามารดากับนักเรียนวัยรุ่นที่ไมอาศัยอยู่กับบิดามารดา

                        ผู้วิจัย            นางอาภรณ์  รัตนคช

                        ปี พ.ศ.           2546

 

 

บทคัดย่อ

 

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  (1) ศึกษาเปรียบเทียบวุฒิภาวะทางด้านอารมณ์ด้านดีของนักเรียนวัยรุ่นที่อาศัยอยู่กับบิดามารดา  (2)  ศึกษาเปรียบเทียบวุฒิภาวะทางอารมณ์ด้านเก่งของนักเรียนวัยรุ่นที่อาศัยอยู่กับที่ไม่อาศัยอยู่กับบิดามารดา  (3)  ศึกษาเปรียบเทียบวุฒิภาวะทางอารมณ์ด้านสุขของนักเรียนวัยรุ่นที่อาศัยอยู่กับบิดามารดากับที่ไม่อาศัยอยู่กับมารดา

                        กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนวัยรุ่นชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  จำนวน  244  คน  และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  จำนวน  132  คน  รวม  376  คน  สังกัดโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช  เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามออกเป็น  2 ส่วน  ส่วนที่  1 เกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป  ส่วนที่  2  เกี่ยวกับระดับวุฒิภาวะทางอารมณ์นำมาจากแบบทดสอบวุฒิภาวะทางอารมณ์  ซึ่งพัฒนาขึ้นใช้โดยกรมสุขภาพจิต  กระทรวงสาธารณสุข  (พ.ศ.2544)  มีลักษณะเป็นแบบมาตราวัดความรู้สึก  4  ระดับ  ครอบคลุมองค์ประกอบ  ดี  เก่ง  สุข  ทำการทอสอบเครื่องมือทั้งชุดได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ   0.8323  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าร้อยละการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ ใช้  (t-test) และใช้  x 2             ในการหาความสัมพันธ์ของตัวแปร   ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป  spss for  windows

(v.11)  ผลการวิจัยพบว่า ( 1) นักเรียนวัยรุ่นที่อาศัยอยู่กับบิดามารดามีวุฒิภาวะทางอารมณ์ด้านดี  ไม่ต่างกัน  ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ  .05 เมื่อพิจารณาด้านย่อย  ได้แก่ การควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง  พบว่า  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  (2) นักเรียนวัยรุ่นที่อารมณ์อยู่กับบิดามารดากับไม่อาศัยอยู่กับมารดามีวุฒิภาวะทางอารมณ์ด้านเก่ง   ไม่แตกต่างกัน  ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 เมื่อพิจารณาด้านย่อย  ได้แก่  การรู้จักตนเองและมีแรงจูงใจ  พบว่า  แตกต่างกันอย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05  (3)  นักเรียนที่อาศัยอยู่กับบิดามารดากับไม่อาศัยกับบิดามารดามีวุฒิภาวะทางอารมณ์ด้านสุข ไม่แตกต่างกัน  ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 เมื่อพิจารณาด้านย่อย  ได้แก่  ความภูมิใจในตนเอง   พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

 

 กลับ

 


 

    128                        ชื่องานวิจัย   การเรียนแบบร่วมมือที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางวิชาคณิตศาสตร์  และเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1

                        ผู้วิจัย            จินตนา  เล็กล้วน

                        ปี พ.ศ.          2545

 

 

บทคัดย่อ

                        วัตถุประสงค์ของการวิจัย

                        1.  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางาการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือแบบแข่งขันเป็นกลุ่มด้วยเกม  และ  เรียนแบบปกติ

                        2.  เพื่อเปรียบเทียบเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนแบบร่วมมือแบบแข่งขันเป็นกลุ่มด้วยเกม  และ   เรียนแบบปกติ

                        ตัวอย่างประชากรเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยรังสิต  จำนวน  2  กลุ่ม  คือห้อง  103  เป็นกลุ่มที่เรียนโดยวิธีเรียนแบบปกติ  และแบบวัดเจตคติต่อ วิชาคณิตศาสตร์ ใช้เวลาสอน  1  ภาคเรียน

            ผลการวิจัยพบว่า....

                        1.  นักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือแบบแข่งขันเป็นกลุ่มด้วยเกม  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์  สูงกว่านักเรียนที่เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05

                        2.   นักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือแบบแข่งขันเป็นกลุ่มด้วยเกม  และนักเรียนที่เรียนแบบปกติมีเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์  ไม่แตกต่างกัน

 

 

 กลับ

 


 

    129              ชื่องานวิจัย   รายงานการวิจัยสภาพการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

ของกโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา  ในเขตการศึกษา  10

                        ผู้วิจัย             นางอัญชลี  มัดธนู  และคณะ

                        ปี พ.ศ.           2542

 

 

บทคัดย่อ

 

                        การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของโรงเรียนเอกชน  ระดับประถมศึกษาในเขตการศึกษา  10  และเพื่อศึกษาปัญหา  ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามตัวแปรต่าง  ๆ  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา  ในเขตการศึกษา  10  จำนวน  24  โรง  ครูผู้สอนระดับประถมศึกษา  120  คน  และครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ  24  คน  รวมทั้งสิ้น  144  คน  เครื่องมือที่ใช้ในกรวิจัย  คือ  แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรม  spss  for  windows  หาค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  (x-)และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (S.D)  เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย   โดยวิธีการสอบค่าที  (t-test)  และวิเคราะห์เนื้อหา

 

                        ผลการวิจัยพบว่า

                        1.  สภาพการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมีพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนทีเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง  โดยมีพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนระดับปานกลาง   อันดับแรก  คือด้านการดำเนินการสอน  และลำดับสุดท้าย  คือ ด้านการเตรียมการสอน

                        2.  ปัญหาความรู้ความเข้าใจการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางปัญหาการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยภาพรวม  อยู่ในระดับปานกลาง  โดยมีปัญหาความรู้ความเข้าใจการจัดการเรียนการสอนระดับปานกลาง  อันดับแรก  คือ  ด้านการเตรียมการสอน

                        3.  ปัญหาการปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการจัดการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก  โดยมีปัญหาการปฏิบัติการจัดเรียนการสอนระดับมาก  อันดับแรก  คือ  ด้านการการวัดและประเมินผล

                         4.  ปัญหาความรู้ความเข้าใจการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแต่ละด้าน  มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05

                        5.  ปัญหาการปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแต่ละด้าน  มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05

                        6.  ปัญหาความรู้ความเข้าใจและปัญหาการปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยรวม  มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05

 

 

 กลับ

 


 

130              ชื่องานวิจัย   การศึกษาผลการทดลองใช้แผนการสอนแบบบูรณาการ  กลุ่มสาระศิลปะและกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมสำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  โรงเรียนบ้านลานวิทยาคมโดยใช้สื่อพื้นบ้าน

                                    ผู้วิจัย            ประมวลพจน์  สนิทโกศัย  และคณะ

                                    ปี พ.ศ.           2545

 

 

บทคัดย่อ

 

                    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  (1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  โรงเรียนบ้านลานวิทยาคม  ที่เรียนรายวิชา ศ 411  จิตรกรรมพื้นบ้านและ  ส  411ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น  ก่อนและหลังการเรียน  ด้วยแผนการสอนแบบบูรณาการโดยใช้สื่อพื้นบ้าน  (2)  เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  โรงเรียนบ้านลานวิทยาคมต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้สื่อพื้นบ้าน  รายวิชา  ศ  411  จิตรกรรมพื้นบ้านและ ส 411  ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น

                        ประชากรที่ใช้ในการวิจัย  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  ที่เลือกเรียนรายวิชา  ศ  411  จิตรกรรมพื้นบ้าน   และ ส 411 ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2545  โรงเรียนบ้านลานวิทยาคม  อำเภอบ้านไผ่  จังหวัดขอนแก่น  จำนวน  24  คน

                        เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น  2  ประเภท  คือ  เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง  ได้แก่  แผนสอบแบบบูรณาการโดยใช้สื่อพื้นบ้าน  จำนวน  2  แผน  และเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้แก่  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  และ  แบบวัดเจตคติต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้สื่อพื้นบ้าน

                        การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง  (Experimenal  Research)  โดยใช้รูปแบบ  One  group  , Pretest-Posttest  design  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย (x)  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (S.D)  และค่า  t-test

                ผลการวิจัยพบว่า  (1)  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  ที่เรียนด้วยแผนการสอนแบบบูรณาการโดยใช้สื่อพื้นบ้าน  รายวิชา  ศ  411 จิตรกรรมพื้นบ้าน  และ  ส  411  ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0.11  (2)  เจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้สื่อพื้นบ้าน  พบว่า  นักเรียนทุกคน  (100%)  เห็นด้วยมากที่สุดว่า   การเรียนรู้แบบบูรณาการช่วยลดภาระของชิ้นงาน  หรือการบ้านได้  และการเรียนในลักษณะนี้เน้นการทำกิจกรรมกลุ่มร้อยละ  95.83  ของนักเรียนเห็นด้วยที่สุดว่าสื่อพื้นบ้านทำให้มีความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นมากขึ้น และร้อยละ  83.34  ของนักเรียนเห็นด้วยมากที่สุดว่าการเรียนรู้แบบบูรณาการทำให้ผู้เรียนได้เรียนตามความพร้อม  ไม่เครียด  และเรียนในการประเมินผลตนเองและผู้อื่น .

 

 

 กลับ

 


 

130              ชื่องานวิจัย   รายงานการวิจัย  เรื่องการศึกษาสภาพการพัฒนาและใช้หลักสูตรท้องถิ่นของหน่วยงานที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน  12  ปี   เขตการศึกษา  5

ผู้วิจัย            กลุ่มพัฒนามาตรฐานคุณภาพการศึกษา  สำนักการศึกษา  ศาสนา และวัฒนธรรม  เขตการศึกษา  5  กระทรวงศึกษาธิการ

                        ปี พ.ศ.          2542

 

 

บทคัดย่อ

 

 

            รายงานการวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาสภาพการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น  การใช้หลักสูตรท้องถิ่น  และปัญหาอุปสรรคในการพัฒนาและใช้หลักสูตรท้องถิ่น  ของหน่วยงานที่จัดการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  12  ปี  ในเขตการศึกษา  5

            ประชากรใช้ในการวิจัย  ได้แก่  ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษา  สังกัดกรมต่าง ๆ ในเขตการศึกษา 5  ทั้งในระดับเขตการศึกษา  จังหวัด  และอำเภอ  รวมจำนวน 72  คน  เครื่องมือวิจัยใช้แบบสอบถาม  1  ฉบับ  และคู่มือการให้คะแนนตามแบบสอบถาม  1  ฉบับ  ได้แบบสอบถามคืนจำนวน  72  ฉบับ  คิดเป็นร้อยละ  50.70  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป spss  เพื่อหาค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ทอสอบค่า  F-fest  โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว  (ANOVA)และสรุปประเด็นความคิดเห็นตามวิธีการหาค่าฐานนิยม (Mode)

สรุปผลการวิจัย

 

            1.  หน่วยงานในเขตการศึกษา  มีการปฏิบัติจริงในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นอยู่ในระดับเขตการศึกษา  และระดับอำเภอมีการปฏิบัติจริงในระดับน้อย ส่วนหน่วยงานในระดับจังหวัดมีการปฏิบัติจริงในระดับมาก   

            2.  หน่วยงานในเขตกรศึกษา  มีการปฏิบัติจริงในการใช้หลักสูตรท้องถิ่นอยู่ในระดับน้อย  โดยที่หน่วยงานในระดับเขตการศึกษาจังหวัด  และระดับอำเภอมีการปฏิบัติจริงอยู่ในระดับน้อย

            3.  หน่วยงานส่วนใหญ่ในเขตการศึกษา  มีปัญหา  อุปสรรค  ในการพัฒนาและใช้หลักสูตรท้องถิ่นอยู่ในระดับมีปัญหามาก  โดยที่หน่วยงานระดับจังหวัดและอำเภอมีปัญหาอุปสรรคอยู่ในระดับมีปัญหามาก

             4.  หน่วยงานระดับเขตการศึกษา  จังหวัด  และอำเภอ  ในเขตการศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น  ใช้หลักสูตรท้องถิ่น  และปัญหา  อุปสรรค  ในการพัฒนาและใช้หลักสูตรท้องถิ่นไม่แตกต่างกัน  เป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้

 

 

 กลับ

 


 

132            ชื่องานวิจัย   บทบาทของคณะกรรมการการศึกษา  การศาสนา  และวัฒนธรรมจังหวัดในเขตการศึกษา  2

                        ผู้วิจัย            พิทยา  เพชรรักฒ์

                        ปี พ.ศ.          2541

 

 

บทคัดย่อ

 

            กาวิจัยรั้งนี้   มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาระดับการปฏิบัติงานตามบทบาทของคณะกรรมการศึกษา 

การศาสนา  และการวัฒนธรรมจังหวัด  ในปีการศึกษา  2  ใน  8  ด้านได้แก่  1)  การพิจารณาเสนอแนะและให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับแผนพัฒนาการศึกษา  การศาสนาลากรวัฒนธรรมจังหวัด  2)  การกำหนดมาตรการให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน  มีการใช้ทรัพยากรและผนึกกำลังในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  3)  การพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายสรรงบประมาณรายจ่ายปาระเภทเงินอุดหนุนที่จังหวัดได้รับเพื่อกิจการเกี่ยวกับการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  4)  การกำกับ  เร่งรัด  ติดตาม  และประเมินผล  การปฏิบัติของหน่วยงานและสถานศึกษาให้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพ  5)  การเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาที่สืบเนื่องมาจากการดำเนินนโยบาย  แผนงาน  และโครงการ  ซึ่งมีผลกระทบต่อการจัดการการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  6)  การจัดให้มีการศึกษา  สำรวจ  วิเคราะห์  วิจัยและทบทวนเพื่อนำผลไปปรับปรุงพัฒนาการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  7)  การแต่งตั้งคณะทำงาน  เพื่อปฏิบัติงานเฉพาะกิจตามที่เห็นสมควร   8)  การปฏิบัติงานอื่นที่กระทรวงศึกษาธิการมอบหมาย  ประชากรที่ใช้นาการวิจัยคือ  คณะกรรมการการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรมจังหวัด  ในเขตการศึกษา  2  ได้แก่  จังหวัดยะลา  ปัตตานี  นราธิวาส และสตูล จำวน  78

คน  เครื่องมือการเก็บข้อมูล  มีจำนวน  2  ชุด  ประกอบด้วย  ชุดที่  1  เป็นแบบสอบถามคณะกรรมการการศึกษา  การศาสนา  และวัฒนธรรมจังหวัด  ซึ่งแบ่งเป็น  3  ตอนที่  1  แบบสำรวจรายการข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบสอบถาม  ตอนที่  2  แบบมาตราส่วนประมาณค่าเกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามบทบาทของคณะกรรมการการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  ชุดที่  2  เป็นแบบสัมภาษณ์ประธานและรองประธานคณะกรรมการการศึกษา  การศาสนา   และการวัฒนธรรมจังหวัด การวิเคราะห์ข้อมูล  ใช้ค่าเฉลี่ย  (u)และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (   ) ผลการวิเคราะห์สรุปได้ดังนี้

         1.  คณะกรรมการศึกษา  การศาสนาและการวัฒนธรรมจังหวัด  มีระดับการปฏิบัติงานตามบทบาท ทั้ง  8  ด้าน  อยู่ในระดับปานกลาง

            2.  คณะกรรมการการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรมจังหวัด  ที่มีสถานภาพแตกต่างกัน  มีระดับกำหนดมาตรการ  ด้านการกำกับ  เร่งรัด  ติดตามและประเมินผล  ด้านเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา  และด้านการปฏิบัติงานอื่น  ๆ  ที่กระทรวงศึกษาธิการมอบหมาย  โดยคณะกรรมการที่มีสถานศึกษาธิการจังหวัด/ผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัด  และผู้บริหารการศึกษา  ปฏิบัติงานสูงกว่าคณะกรรมการที่มีสถานภาพหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงหลัก  และผู้ทรงคุณวุฒิ

            3.  คณะกรรมการการศึกษาการศาสนา  และการวัฒนธรรมจังหวัด  ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ต่างกัน  มีระดับการปฏิบัติงานแตกต่างกัน  2  ด้าน  คือ   ด้านการพิจารณาจัดตั้งและจัดสรรงบประมาณ  และด้านการปฏิบัติอื่น ๆ  ที่กระทรวงศึกษาธิการมอบหมาย  โดยคณะกรรมการที่ปฏิบัติงานในจังหวัดยะลาปฏิบัติงานตามบทบาทคณะกรรมการการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานีมีกรปฏิบัติงานตามบทบาทของคณะกรรมการการศึกษาการศาสนา  และการวัฒนธรรมจังหวัดน้อย

            4.  ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะในการปฏิบัติตามบทบาทของคณะกรรมการการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรมจังหวัด  คือ  ด้านการพิจารณาเสนอแนะและให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับแผนพัฒนาการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรมจังหวัด  เนื่องจากคณะกรรมการขาดข้อมูลในการพิจารณา  เสนอแนะ  ขาดการประสานงานจากหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจนแผนงานโครงการที่ผ่านมติของคณะกรรมการการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรมจังหวัด   ไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ

 

 

 กลับ

 


 

133             ชื่องานวิจัย   รายงานการวิจัย  การพัฒนาการในการเรียนรู้วิชาชีววิทยาชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้

                        ผู้วิจัย             นางวิไลวรรณ  มนูศิลป์

                        ปี พ.ศ.            2545

 

 

บทคัดย่อ

 

            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบร่วมมือกันเรียนรู้และพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  วิชาชีววิทยา  ว.045  เรื่อง  การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมและวิวัฒนาการ  โดยใช้กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนโคกสีพิทยาสรรพ์  อำเภอเมือง  จังหวัดขอนแก่น  ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่   2  ปีการศึกษา  2545  จำนวน  47  คน

            เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่  แผนการสอนวิชาชีววิทยา ว 045  ที่สร้างและพัฒนาขึ้นตามแนวความคิดการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้  แบบประเมินพฤติกรรมนักเรียนและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมและวัฒนาการ  ที่ข้อคำถามทุกข้อมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง  0.8 -1.0 

            ผลการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติร้อยละพบว่านักเรียนการในการเรียนร้อยละ 72.10   มีส่วนร่วมในกลุ่มร้อยละ  73.41   แผนการสอนวิชาชีววิทยา  ว. 045  ที่สร้างและพัฒนาขึ้นมีค่าประสิทธิภาพ  80.07/81.25  ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  และจากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติ t-test  แบบ dependent พบว่านักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการสอนโดยใช้แผนการสอนวิชาชีววิทยา  ว 045  สอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้รูปแบบ G.I (group  investigation) มีพัฒนาการในการเรียนรู้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.01

 

 กลับ

 


 

    134                        ชื่องานวิจัย   เรื่องการศึกษาการทำหุ่นพุ่มขี้เลื่อยทดแทนพุ่มโฟม

                        ผู้วิจัย             นีลภา  วัชรมน

                        ปี พ.ศ.           2544

 

 

บทคัดย่อ

 

            หุ่นพุ่มโฟมเป็นวัสดุที่จำเป็นในการจัดพานดอกไม้  สามารถใช้ได้สะดวกและหาซื้อได้ง่ายจึงเป็นที่นิยมของนักจัดดอกไม้  แต่เนื่องจาก “โฟม” เป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่ยากต่อการย่อยสลาย  มูลฝอยที่เกิดจากโฟมจึงเป็นมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะทวีรุนแรงมากยิ่งขึ้น  การทดลองครั้งนี้ได้นำขี้เลื่อยไม้ยางพารา  ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ผสมกับตัวประสาน  3  ชนิด  คือ  แป้งเปียก  กาวลาเท็กซ์  และน้ำยางพาราในระดับความเมข้นต่าง  ๆ  นำมาอัดเป็นหุ่นขี้เลื่อย  ใช้ทดแทนหุ่นพุ่มโฟม  เพื่อลดมลภาวะสิ่งแวดล้อม  และนำเศษวัสดุมาใช้ให้เกิดประโยชน์  โดยใช้การทดลองแบบ CRD (Completely Randomized  Design) แบ่งชุดการทดลองออกเป็น  4 ชุด  เพื่อเปรียบเทียบหา  สัดส่วนของส่วนผสมที่ดีที่สุด  พบว่า  กลุ่มน้ำยางพารา  : น้ำ ในอัตรา  1:3  มีประสิทธิภาพในการใช้งานใช้งานได้ดีที่สุด  รองลงมาคือ  1:2  และ  1:1  ตามลำดับ  และเมื่อเปรียบกับหุ่นขี้เลื่อยสามารถใช้งานได้ดีกว่าหุ้นพุ่มโฟม  1.68  เท่า

 

 

 กลับ

 


 

135              ชื่องานวิจัย   ผลของการสอนด้วยวิธีสตอรี่ไลน์ที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

                        ผู้วิจัย            นางสาวจารุวรรณ  พูพะเนียด

                        ปี พ.ศ.           2542

 

 

บทคัดย่อ

 

            การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทอลอง  มีวัตถุประสงค์เพื่อวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการคิดเคราะห์และการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสตอรี่ไลน์และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยสตอรี่ไลน์และกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ

 

            ตัวอย่างประชากรเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  โรงเรียนแหลมบัววิทยา  จำนวน  56  แบ่งเป็น  2  กลุ่ม  คือ  กลุ่มทดลองเรียนด้วยวิธีสตอไลน์  จำนวน  25  และกลุ่มควบคุมเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบปกติ  จำนวน  31  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  คือ  1)  แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ซึ่งมีค่าความเที่ยง  เท่ากับ  .77  ค่าความยากง่ายอยู่ในช่วง .20 -.74  และค่าอำนาจจำแนกในช่วง  .20 -.76  2)  แบบบันทึกการสังเกตการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้  วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทอสอบค่าที  (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา

 

            ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

            1.  นักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสตอรี่ไลน์มี่ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการวิเคราะห์ไม่แตกต่างจากนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีปกติ  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

            2.  จำนวนนักเรียนที่มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้อย่างสม่ำเสมอ  คิดเป็นร้อยละ  28.5

 

 

 กลับ

 


 

136            ชื่องานวิจัย   การศึกษาสภาพการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา (อนุบาล  3  ขวบ)  เขตการศึกษา  5 

ผู้วิจัย            สำนักผู้ตรวจราชการประจำเขตราชการที่  4  กระทรวงศึกษาธิการ  จังหวัดราชบุรี

                        ปี พ.ศ.          2546

 

 

บทคัดย่อ

 

        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1)  ศึกษาสภาพการศึกษาระดับประถมศึกษา  (อนุบาล  3  ขวบ) เขตการศึกษา  5  2)  ศึกษาความแตกต่างระหว่างสภาพการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา  (อนุบาล  3  ขวบ)เขตการศึกษา  5  และ  3)  ศึกษาปัญหาข้อเสนอแนะการจัดการเรียนก่อนประถม ศึกษา   (อนุบาล  3  ขวบ)เขตการศึกษา  5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  คือ  หน่วยงานหรือสถานพัฒนาเด็กระดับก่อนประถมศึกษา

(อนุบาล  3  ขวบ)เขตการศึกษา  5  จำนวน  235  แห่ง  ผู้ตอบแบบสอบถาม  ได้แก่ ผู้บริหาร  ครูผู้สอนหรือ  พี่เลี้ยงเด็ก    และผู้ปกครอง  จำนวน  705  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา    (อนุบาล  3  ขวบ)เขตการศึกษา  5  และปัญหา ข้อเสนอแนะในการจัดการศึกษาในการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา  (อนุบาล  3  ขวบ)เขตการศึกษา  5  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าเอฟ (F-test)  และการวิเคราะห์เนื้อหา  (Content analysis)

            ผลการวิจัยพบว่า

 

1.   สภาพการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษา (อนุบาล  3  ขวบ)  เขตการศึกษา  5 โดยภาพรวมในระดับปานกลาง  โดยด้านที่มีสภาพการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก  ได้แก่  ด้านผลการพัฒนาเด็ก  ด้านการจัดประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้  ด้านอาคารที่และสภาพที่และสภาพแวดล้อม   และด้านบุคลากร  ตามลำดับส่วนด้านที่มีสภาพการดำเนินการดำเนินงานอยู่ในระดับปานกลาง  ได้แก่  ด้านการบริหารจัดการ  ด้านสื่อการเรียนการสอนและวัสดุอุปกรณ์  ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน  และด้านงบประมาณ  ตามลำดับ

            2.  สภาพการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา (อนุบาล  3  ขวบ)  เขตการศึกษา  5 โดยภาพจำแนกตามสังกัด โดยภาพรวมสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนอยู่ในระดับมาก ส่วนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ในระดับปานกลาง  และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านสังกัดสำนักคณะกรรมการการศึกษาเอกชนมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกือบทุกด้าน  ยกเว้นงบประมาณสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าสังกัดคณะกรรมการศึกษาเอกชน

            3.  สภาพการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา (อนุบาล  3  ขวบ)  เขตการศึกษา  5 จำแนกตามสภาพ  โดยภาพรวมความคิดเห็นของทั้งสามกลุ่ม  ได้แก่ ผู้บริการ  ครูผู้สอนหรือพี่เลี้ยงเด็ก  และผู้ปกครองอยู่ในระดับปานกลาง

            4.  สภาพการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา (อนุบาล  3  ขวบ) เขตการศึกษา  5  ระหว่างสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนและสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  เกือบทุกด้าน  ยกเว้นด้านงบประมาณไม่แตกต่างกัน

            5.  สภาพการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา  (อนุบาล  3  ขวบ)  เขตการศึกษา  5 ระหว่างความเห็นของผู้บริหาร ครูผู้สอนหรือพี่เลี้ยงเด็ก  และผู้ปกครอง  โดยภาพรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  และด้านผลการพัฒนาเด็กแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 

โดยความคิดเห็นของครูผู้สอนหรือพี่เลี้ยงเด็กแตกต่างกันกับความคิดเห็นของผู้ปกครองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 

            6.  ปัญหานากรจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา  (อนุบาล  3  ขวบ)  ที่พบมาก  5  ประเด็นแรกได้แก่  1)  ส่อการเรียนกาสอนและของเล่นไม่เพียงพอ  2)  ได้รับงบประมาณน้อยไม่เพียงพอกับการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา (อนุบาล  3  ขวบ)   3)  เครื่องเล่นสนามไม่เพียงพอ  4)  วัสดุอุปกรณ์ในห้องเรียนไม่เพียงพอ  และ 5)  ผู้ปกครองและชุมชนยังให้การสนับสนุนงบประมาณน้อยมาก

            7.  ข้อเสนอแนะในการศึกษาก่อนระดับประถมศึกษา   (อนุบาล  3  ขวบ)  ที่พบมาก 5  ประเด็นแรก  ได้แก่  1)  ควรสนับสนุนเครื่องเล่นสนามให้เพียงพอ  หลากหลายชนิดและเหมาะสมกับวัยเด็ก  2)  ควรจัด 

สรรงบประมาณในการจัดการการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาอย่างเหมาะสมและเสมอภาค  3)  รัฐ  ชุนชนและผู้ปกครองควรสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ให้เพียงพอกับความต้องการใช้และ  5)  ควรมีการจัดอบรมครูผู้สอนหรือพี่เลี้ยงเด็กอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

 

 

 กลับ

 


 

137            ชื่องานวิจัย   รายงานการวิจัยเรื่อง  การวิจัยและพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการคิดเป็นและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนของเยาวชนในสถานศึกษา   ระดับมัธยมศึกษา

                        ผู้วิจัย             นางสาวมาลี  โตสกุล

                        ปี พ.ศ.           2547

 

 

บทคัดย่อ

 

            การวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้เชิงบูรณาการสิ่งแวดล้อมศึกษาและการคิดเป็นและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนสำหรับสถานศึกษากาษาระดับมัธยมศึกษา  มีสาระสำคัญในการดำเนินงานโดยมีวัตถุประสงค์และวิธีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งเริ่มจาการศึกษากาษาเชิงประเมินผลการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของสถานศึกษาในของกรุงเทพมาหานคร  ที่ดำเนินการผ่านตามทิศทางและนโยบายของกรมสามัญศึกษา  ว่ามีจุดอ่อน  จุดเด่น  และประสบผลสำเร็จจากน้อยเพียงใดแล้วนำข้อค้นพบมาเป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบแนวทางการจัดการเรียนการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ. 2542  มาใช้เป้นกรอบความคิด  การพัฒนากระบวนการเรียนคิดและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน  พัฒนาการจักระบวนการเรียนรู้ให้ครูผู้สอน  เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้สามารถคิดเป็นทำเป็นมีเครื่องมือเรียนรู้พัฒนาตนเองต่อเนื่องตลอดชีวิต  มีจิตสำนึกและพฤติกรรมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน  โดยการพัฒนาแนวทางการจัดกระบวนการเรียนรู้ข้างต้น   กำหนดสาระสำคัญ  2 ส่วน  ได้แก่หลักการพัฒนาที่คิดเชิงองค์รวมและแนวทางนากรจัดกระบวนการเรียนรู้  ที่ครูผู้สอนจะใช้เป็นหลักยึดในการพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามสภาพสังคมในสถานศึกษา  และสภาพผู้เรียนซึ่งมีความหลากหลายแตกต่างกันไป  พร้อมแนวคิดเชิงวิชาการ  ที่ช่วยให้นำแนวทางการจัดกระบวนการเรียนรู้ไปใช้ในการพัฒนาได้เข้าใจรายละเอียดต่าง ๆ  ประกอบการใช้แนวทางการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง  ชัดเจน  สามารถนำสู่การจัดกิจกรรการเรียนการสอนได้จริงและใช้กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนเป็นกระบวนการพัฒนาการเรียนการสสอนและพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง  เกิดผลการพัฒนาอย่างสมดุลทั้งความรู้  ความคิด  คุณภาพชีวิต และสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

 ผลการวิจัยและพัฒนาที่พบในการดำเนินงาน  พบว่า

            ผู้บริหาร  เข้าใจแนวทางการพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้  ซึ่งผู้บริหารต้องส่งเสริมสนับสนุนและปรับปรุงโรงเรียนให้เกิดการพัฒนาทั้งระบบ

            ครูผู้สอน  ปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนการสอน  โดยสอนด้วยกิจกรรมอย่างหลากหลายใช้ข้อมูลจากสภาพสังคมสิ่งแวดล้อม  และข้อมูลชีวิตผู้เรียนในการเรียนการสอน  โดยกระบวนการเชิงบูรณาการสิ่งแวดล้อมและบูรณาการ  ความรู้วิชาการ  กับสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมและชีวิตผู้เรียน  ที่มีหลักคิดทั้งองค์รวมยึดเป็นหลักการพัฒนาและแนวทางการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ครูผู้สอนมีอิสระในการคิดพัฒนาอย่างเหมาะสม  สอดคล้องกับสภาพความจริงของชีวิตผู้เรียนโดยผู้เรียนรู้จากการรับข้อมูล  แล้วนำมาคิด  และตัดสินใจ  ลงมือทำ  และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงอย่างต่อเนื่อง

            ชุมชน  ตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตน  ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนางานการศึกษาและเยาวชนของชาติให้มีคุณภาพ  และเป็นแหล่งเรียนรู้   ร่วมพัฒนาการเรียนรู้ให้เยาวชน  บุตรหลานของตน  ได้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นชุมชนและร่วมอนุรักษ์แหล่งเรียนรู้สิ่งแวดล้อม  และปัญญาท้องถิ่น  ด้วยความรัก  ผูกพัน  สร้างสรรค์  ท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้าสืบไป

            ผู้เรียน  สามารถคิดเป็น  ทำเป็น  มีเครื่องมือรู้ว่าคิดอย่างไร  ในการคิดและตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในวิธีการดำรงชีวิตและเรียนรู้ให้รู้จักเข้าใจตนเองและสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมตามความเป็นจริงที่ก่อให้เกิดจิตสำนึกในการเรียนรู้   พัฒนาตนเอง  และสิ่งแวดล้อม  ที่นำไปสู่พฤติกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนได้ในที่สุด

            ศึกษานิเทศก์  สามารถทำงานช่วยครูผู้สอนและสถานศึกษาในการเป็นผู้นำทางความคิดทำงานด้วยวิธีการของการเป็นกัลยาณมิตร  ทั้งมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ส่งเสริม  สนับสนุน  ทำให้ทุกคน  ทุกฝ่ายได้พัฒนาตนเอง   และเติมเต็มจุดอ่อนในการทำงานให้กันและกัน  ที่ทุกคนทุกฝ่ายได้ผนึกกำลังในการทำงาน  เพื่อสร้างสรรค์เยาวชนของชาติอย่างแท้จริง

            ข้อคิดซึ่งในกระบวนการวิจัยและพัฒนา  ประสบผลสำเร็จในการดำเนินงานบรรลุผลสำเร็จในตัวผู้เรียน  ตามแนวทางปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในครั้งนี้เป็นผลจากการทำงาน  ความร่วมมือของทุกคนฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งใช้กิจกรรมอย่างหลากหลาย มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูผู้สอนหลากหลายวิชาและต่อเนื่องสม่ำเสมอ  ผู้บริหาร  ผู้แทนชุมชน  และศึกษานิเทศก์  ซึ่งมีผลให้ครูผู้สอนมุ่งใน  มีกำลังในการพัฒนาบนพื้นฐาน  สภาพนักเรียนและโรงเรียนที่มีความแตกต่างอย่างหลากหลายทำให้มีเพื่อนร่วมทางในการทำงานมีความสุข  สนุกในการคิด   พัฒนากิจกรรมให้นักเรียนได้อย่างสนใจและไม่น่าเบื่อหน่ายในการเรียนรู้

 

 

 กลับ

 


 

138            ชื่องานวิจัย   รายงานการวิจัยเรื่องการศึกษารูปแบบการพัฒนาจิตพิสัยในระบบการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษา

                        ผู้วิจัย            นายเรืองเดช  เขชรศาสตร์

                        ปี พ.ศ.          2543

 

 

บทคัดย่อ

 

        การวิจัยนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการบริหารจัดการ  การกำหนดแนวทางพัฒนา  และการจัดกิจกรรมพัฒนาจิตพิสัย  ศึกษาผลการพัฒนาจิตพิสัยของนักเรียน  เปรียบเทียบผลการพัฒนาจิตพิสัยก่อนและหลังการดำเนินกิจกรรมเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบจิตพิสัยที่มุ่งเน้นพัฒนากับองค์ประกอบอื่น

            กลุ่มตัวอย่าง  กรณีศึกษา  6  โรงเรียน  ผู้เข้าประชุมปฏิบัติการโรงเรียนละ  12 -69 คนกลุ่มตัวอย่างที่เข้าประชุมกลุ่มสนทนา (FGD) โรงเรียนละ  8 -13  คน  สำหรับกลุ่มตัวอย่างเพื่อสอบวัดจิตพิสัยเป็นนักเรียนที่ได้จากการสุ่มอย่างมีระบบจากโรงเรียนละ  122 -336  คน  ตามจำนวนที่ได้จากการเปิดตารางของ Krejcie  amd  Moran 

        เครื่องมือเก็บข้อมูล  เป็นแบบสอบถามปลายเปิด  แบบบันทึกกลุ่มสนทนา  (FGD) แบบวัดเจตคติและแบบวัดการปฏิบัติตนซึ่งเป็นมาตราส่วนประมาณค่า  วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาวิเคราะห์ด้วยค่าสถิติ  Mean Standard Deviation  t-test  และ  Correlation  Coefficient

        ผลการศึกษา  พบว่า  ทุกโรงเรียนกรณีศึกษา  มีรูปแบบในการดำเนินงาน  และผลการพัฒนาจิตพิสัย  ดังต่อไปนี้

1.การบริหารจัดการ  เริ่มด้วยฝ่ายบริหารและตัวแทนครูผู้สอนศึกษาหลักการ  แนวคิดเรื่องจิตพิสัยจากนั้นจัดประชุมปฏิบัติการขยายผลให้บุคลากรผู้เกี่ยวข้องได้ศึกษาหลักการแนวคิดเรื่องจิตพิสัย  และมุ่งเน้นองค์ประกอบที่ต้องการพัฒนา  ได้แก่ความสนใจใฝ่รู้และสร้างสรรค์  ความมีน้ำใจ  ความมีวินัย  และการบริโภคด้วยปัญญาในวิถีชีวิตไทย

 ให้ผู้เกี่ยวข้องได้ร่วมวิเคราะห์สภาพทั่วไปของโรงเรียน  เกี่ยวกับนโยบาย  สภาพปัญหานักเรียนการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ  และการติดตามประเมินผล

        2.  แนวทางการพัฒนาจิตพิสัย  การสร้างจิตพิสัยให้เกิดแก่นักเรียน  การปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูนักเรียน  ไม่ว่าจะมุ่งเน้นพัฒนาจิตพิสัยในองค์ประกอบด้านใดก็ตาม  โรงเรียนต้องดำเนินการร่วมกับชุมชน ให้มีแบบอย่างที่ดีในด้านนั้น   ๆ  ทั้งในโรงเรียนและชุมชน  นำมากระตุ้นให้นักเรียนได้พัฒนาจิตพิสัยในด้านที่มุ่งเน้นพัฒนานั้น  และโรงเรียนจัดสื่อ  กิจกรรมให้ครูและนักเรียนได้ร่วมดำเนินการ  โดยครูเป็นผู้แนะนำเป็นที่ปรึกษาสร้างความอบอุ่นใจให้แก่นักเรียน  สำหรับด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและการให้มีจิตพิสัยในชีวิตประจำวัน  ต้องประสานดำเนินกิจกรรมร่วมกัน

 

 

 กลับ

 


 

139            ชื่องานวิจัย   รายงานการวิจัยเรื่องการศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบคู่ขนานตามแนวทางพระพุทธศาสนาที่มีต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนที่เกี่ยวกับข้องกับสารเสพติด สังกัด  สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์

                        ผู้วิจัย            นายสนอง  เครือมาก  และคณะ

                        ปี พ.ศ.          2546

 

 

บทคัดย่อ

 

        การวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบคู่ขนานตามแนวทางพุทธศาสนาที่มีต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด ด้านความคิด  ความเชื่อถือเรื่องการทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่วเกี่ยวกับสารเสพติด  ด้านพฤติกรรมและละเว้นการกระทำเกี่ยวกับสารเสพติด  ด้านความรู้แจ้งความสุขเกี่ยวกับการเลิกใช้เสพติด  และด้านความคงทนของพฤติกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับสารเสพติดของนักเรียน  สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  นักเรียนที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด  จำนวน  33  คน  แบ่งเป็น  นักเรียนกลุ่มเสพจำนวน  6  คน  นักเรียนกลุ่มเสี่ยง  จำนวน  17  คน  และนักเรียนกลุ่มปกติ  จำนวน  10  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  คือ  คู่มือการฝึกการฝึกอบรม  แบบทดสอบ  แบบวัดการเห็น  คุณค่าในตนเอง  แบบสังเกตพฤติกรรม  แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน  วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการหาค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (S.D.) ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (T-test) และการวิเคราะห์แบบอุปนัย

            ผลการวิจัย  พบว่า  ผลการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบคู่ขนานตามแนวทางพระพุทธศาสนา  ที่มีต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด   คือ

ด้านการเรียนรู้ความรู้เกี่ยวกับสารเสพติด  นักเรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้  เรื่อง สารเสพติดก่อนและหลังการอบรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  ด้านความคิด  นักเรียนมีความคิดเรื่อง  สารเสพติด  ทั้งในด้านการคิดเชิงเหตุผล  คิดวิเคราะห์  คิดสังเคราะห์  และคิดเปรียบเทียบ  ด้านความเชื่อ  นักเรียนมีความเชื่อเรื่อง  การทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว  และความเชื่อมีต่อสารเส

 ติดก่อนและหลังการอบรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  ด้านการกระทำ  นักเรียนสามารถปฏิบัติตน  ปฏิบัติงานจากกิจกรรมต่าง  ๆ ตามความสานใจของตนเอง  มีความสำเร็จถึงร้อยละ 

72.59 -99.00 ด้านความรู้แจ้ง  นักเรียนเห็นคุณค่าในตนเองมีค่าเฉลี่ยหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรม  และ  ด้านความสุข  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการฝึกอบรม  มีความภาคภูมิใจและมีความสุขจากผลงานที่ทำขึ้นความสามารถของตนเอง

ส่วนการเลิกสารเสพติดหรือพฤติกรรมการละเว้นการกระทำเกี่ยวกับสารเสพติด  นักเรียนกลุ่มเสพสามารถเลิกใช้สารเสพติด  (ยาบ้า)  ได้ร้อยละ  83.33  (อีก 1 คน คิดเป็น  16.67% ส่งเข้ารับการบำบัดรักษาที่ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติด  จังหวัดเชียงใหม่ )  และกลุ่มเสี่ยงสามารถเลิกจากการดมสารระเหย  สูบบุหรี่  หรือดื่มประเภทแอลกอฮอล์  ได้ร้อยละ   88.24

            2.  ด้านความคงทนพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน  หลังการอบรมและหลังการอบรม 4 เดือน  เกี่ยวกับสารเสพติดด้านการเรียนรู้ที่ถูกต้อง  ได้แก่  ด้านความรู้  ด้านความเชื่อถือ  ด้านความรู้แจ้ง  และความสุข  ผลการวิจัยพบว่า  ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  กล่าวคือ  นักเรียนยังมีความรู้เกี่ยวกับสารเสพติด  มีความเชื่อว่าทำดีได้ดี   ทำชั่วได้ชั่ว  มีความเชื่อต่อสารเสพติดมีความแจ้ง  (การเห็นคุณค่าในตนเอง)  และมีความสุข  (ความพึงพอใจ)  ติดตัวนักเรียนอยู่ ส่วนด้านการกระทำ  นักเรียนรับผิดชอบ  มีระเบียบวินัย  มีน้ำใจ  และสนใจการเรียนมากขึ้น

            สำหรับความคงทนด้านการเลิกสารเสพติด  นักเรียนกลุ่มเสพที่ผ่านการฝึกอบรม  เลิกใช้สารเสพติด  (ยาบ้า)  ได้ คิดเป็นร้อยละ  100  ส่วนนักเรียนกลุ่มเสี่ยงเลิกจากการดมสารระเหย สูบบุหรี่และเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ได้   คิดเป็นร้อยละ  88.24

 

 

 กลับ

 


 

140      ชื่องานวิจัย   รายงานเรื่อง การวิเคราะห์องค์ประกอบที่เหมาะสมต่อการประเมินผลภายใน  เพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน  ประเภทสามัญศึกษา  ในเขตการศึกษา  2

                        ผู้วิจัย            วิรุฬห์  แสงงาม  และคณะ

                        ปี พ.ศ.           2542

 

 

บทคัดย่อ

 

            การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์  คือ  (1)  เพื่อศึกษาองค์ประกอบที่เหมาเสมอต่อการประเมินผลภายในเพื่อประกัน คุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน  ประเภทสามัญ ศึกษาในเขตการศึกษา 2  และ  (2) เพื่อจัดลำ

ดับความสำเร็จขององค์ประกอบที่เหมาะสมต่อการประเมินผลภายในเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน  ประเภทสามัญศึกษาในเขตการศึกษา  2

            ผลการวิจัย  พบว่าองค์ประกอบที่สำคัญในการประเมินผลภายในเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน  ประเภทสามัญศึกษา  ในเขตการศึกษา  2  เรียงลำดับความสำคัญ จากค่าความสามารถในการอธิบายความแปรรวนร่วมได้ดังนี้  (1)  องค์ประกอบด้านการศึกษาสภาพแลผลการดำเนินงาน  (2)  องค์ประกอบด้านเครื่องมือและการวิเคราะห์ข้อมูล  (3)  องค์ประกอบด้านการเตรียมความพร้อม (4)  องค์ประกอบด้านแนวทาง การพัฒนา  (5)  องค์ประกอบด้านกรอบการประเมิน (6) องค์ประกอบด้านวัตถุประสงค์และตัวบงชี้  (7)  องค์ประกอบด้านสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล

 

 

 กลับ

 


 

140            ชื่องานวิจัย   รายงานการสอบสวนโรคอาหารเป็นพิษจากเชื้อ Bacillus  cereus  ระหว่างวันที่  3 – 4 กุมภาพันธ์  2547  โรงเรียนแห่งหนึ่ง  ในจังหวัดนครปฐม

                        ผู้วิจัย            สมจิตร  ศรีศุภร  และคณะ

                        ปี พ.ศ.          2547

 

 

บทคัดย่อ

 

            การศึกษาการระบาดของโรคอาหารเป็นพิษในโรงเรียนแห่งหนึ่งของจังหวัดนครปฐมระหว่างวันที่  3 -4  กุมภาพันธ์  2547  มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันการระบาดของโรค  อธิบายลักษณะการเกิด  การกระจายของโรค  หาสาเหตุของการระบาด   แหล่งโรค และวิธีถ่ายทอดโรค  และหาแนวทางในกาควบคุมและป้องกันการระบาดของโรค  ซึ่งเป็นการศึกษาระบาดทยาเชิงพรรณนาและเชิงวิเคราะห์  โดยรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาล  และห้องพยาบาลของโรงเรียนโดยใช้นิยามของกระทรวงสาธารณสุขทำการศึกษาแบบ  Case-Control Study เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามโรคอาหารเป็นพิษที่สร้างขึ้นเอง

            ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนกลุ่มอายุ  10 -13  ปี  เพศหญิงมีอัตราป่วยสูงมากกว่าเพศชาย  อาการที่พบได้แก่ปวดท้อง  ถ่ายเหลว  คลื่นไส้

            จากการสอบสวนหาสาเหตุการระบาดพบว่าการเกิดจากเชื้อ Bacillus cereus ทั้ง 2 คือชนิดอุจาระร่วงเป็นสาเหตุของท้องร่วง  และ  ชนิดอาเจียนเป็นสาเหตุของการอาเจียน  โดยเนื่องจากหมูที่ปรุงสุกต้องใช้เขียงและมีดหั่น  ซึ่งมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อได้  หลังจากนั้นมีการจัดวางหมูแดง กุนเชียง และแตงกวาบนข้าวซึ่งตักใส่ถาดหลุมวางซ้อนกันเป็นชั้น  ๆ  ซึ่งกันถาดจะสัมผัสกับข้าวชั้นล่างโดยเตรียมไว้ล่วงหน้า  อีกทั้งหากอาหารมีการปนเปื้อนเชื้อจะทำให้เชื้อเพิ่มจำนวนมากขึ้นและเป็นสาเหตุให้เกิดการระบาด

            ผลการศึกษาเชิงวิเคราะห์พบว่าข้าวหมูแดงมีความสัมพันธ์กับการป่วยเป็นโรคอาหารเป็นพิษโดยผู้ที่รับประทานข้าวหมูแดงมีความเสี่ยงที่ป่วยเป็นโรคอาหารเป็นพิษ  2.90  เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่รับประทานหมูแดง  (x=12.41,df=1,p-value<0.001,OR=2.90,95%CI=1.579-5.339)

 

 

 กลับ

 


 

142            ชื่องานวิจัย   คุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชย์การ  ที่สถานประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้พึงประสงค์

                        ผู้วิจัย            ประชาคม  จันทรชิต

                        ปี พ.ศ.          2541

 

 

บทคัดย่อ

 

            การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1)  ศึกษาระดับคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ  (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการ  ที่สถานประกอบใน  5  จังหวัดชายแดนใต้พึงประสงค์  2)  เพื่อจัดอันดับความสำคัญของคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ  (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการ ที่สถานประกอบการใน  5  จังหวัดชายแดนใต้พึงประสงค์  3) เพื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ  (ปวช.)สาขาวิชาพณิชย์การ  ที่สถานประกอบการใน   5จังหวัดชายแดนใต้พึงประสงค์  โดยจำแนกตาม  รูปแบบ และขนาดธุรกิจ  4)  เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)  ที่ประกอบการใน  5  จังหวัดชายแดนใต้พึงประสงค์

            กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริหารสถานประกอบการใน  5  จังหวัดชายแดนใต้ที่จดทะเบียนบริษัท  จำกัด  และห้างหุ่นส่วน  จำนวน  4000  แห่ง  โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างง่าย

            การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  มี  3 ตอน  คือ  ตอนที่ 1  เป็นแบบตรวจสอบรายการถามสถานะของสถานประกอบการ  ตอนที่  เป็นแบบสอบถามประมาณค่าถามคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ  (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการ 

6  ด้าน   จำนวน  69  ข้อ  ตอนที่ 3  เป็นแบบสอบถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)  สาขาวิชาพณิชยการ

            การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย  ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน  การทดสอบค่าที ( t-test)และการทดสอบค่าเอฟ  (F-test) 

 

ผลการวิจัยสรุปได้ดังต่อไปนี้

 

            1.  คุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ  (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการที่สถานประกอบการใน  5  จังหวัดชายแดนภาคใต้พึงประสงค์ โดยภาพรวมมีความจำเป็นอยู่ในระดับมาก(x=3.97) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านปรากฏว่ามีความจำเป็นอยู่ในระดับมากทุกด้าน

            2.  ผลการจัดอันดับคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ  (ปวช.) สาขาพณิชยการ  ที่สถานประกอบการใน  5  จังหวัดชายแดนใต้พึงประสงค์ปรากฏผลดังต่อไปนี้

            -   อันดับที่  1    ด้านคุณธรรม จริยธรรม (x=4.21)

            -   อันดับที่  2    ด้านบุคลิกภาพ (x=4.21)

        -   อันดับที่  3    ด้านมนุษย์สัมพันธ์  (x=4.11)

        -   อันดับที่  4    ด้านคุณสมบัติพิเศษ (x=3.82)

        -   อันดับที่  5    ด้านทักษะในการประกอบอาชีพ  (x=3.79)

        -   อันดับที่  6    ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ (x=3.54)

            3.  ผู้บริหารสถานประกอบการใน  5  จังหวัดชายแดนใต้ที่มีรูปแบบของธุรกิจต่างกันต่างประเภทกันและมีขนาดต่างกันมีทัศนะต่อคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ  (ปวช.)  สาขาพณิชยการ ทั้งโดยภาพรวมและด้านรายด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

            4.  ผู้บริหารสถานประกอบการใน  5  จังหวัดชายแดนภาคใต้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ  (ปวช.)  สาขาวิชาพณิชยการสอดคล้องกับผลการจัดอันดับคุณลักษณะที่จำเป็น  คือด้านที่มีความจำเป็นในอันดับต้น ๆ  ยังคงได้รับข้อเสนอแนะว่ามีความจำเป็นสูงเช่นกัน

            ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะจากการวิจัย  คือ  ผลการวิจัยในครั้งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ  (ปวช.)  สาขาวิชาพณิชยการให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ  โดยเน้นในการเสริมสร้างคุณลักษณะ  ในมิติด้านความดีของบุคคลได้แก่  คุณธรรม จริยธรรม  บุคลิกภาพและมนุษยสัมพันธ์

 

 

 กลับ

 


 

    143              ชื่องานวิจัย   รายงานการวิจัย เรื่อง  ความต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการใน  3  จังหวัดชายแดนใต้

                        ผู้วิจัย            วัชราภรณ์  นิยม

                        ปี พ.ศ.          2541

 

 

บทคัดย่อ

 

            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ                 1)  ศึกษาความต้องการแรงงานระดับอาชีวะของสถาน  ประกอบการใน  3  จังหวัดชายแดนภาคใต้            2) เพื่อเปรียบเทียบความต้องการแรงงานระหว่างระดับการศึกษาในแต่ละประเภทของสถานของสถานประกอบการ      3)  เพื่อเปรียบเทียบความต้องการแรงงานระหว่างประเภทวิชาในแต่ละประเภทของสถานประกอบการ  4)  เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความรู้ทางวิชาการ  และทักษะทางวิชาการ  และทักษะทางวิชาชีพของสถานประกอบการ

        กลุ่มตัวอย่าง  คือ  สถานประกอบการประเภทอุตสาหกรรม  พาณิชยกรรม  และบริการ  และบริการ  ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด  และห้างหุ้นส่วนจำกัดในจังหวัดปัตตานี  ยะลา  นราธิวาส  จำนวน  193  แห่ง  ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย

            เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  มี  3  ตอน  คือ  ตอนที่  1  เป็นข้อมูลเบื้องต้นของสถานประกอบการและตอบแบบสอบถาม  ตอนที่  2  เป็นแบบเติมจำนวนเกี่ยวกับความต้องการจ้างงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการ  ประเภทอุตสาหกรรม  พาณิชยกรรม  และบริการ  ตอนที่  3  เป็นคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะความรู้ทางวิชาการและทักษะทางวิชาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป      spss/pc+    เพื่อหาค่าร้อยละและทดสอบค่าไคว์สแคว

(x  Test)

            ผลการวิจัยพบว่า

            1.  ระดับการศึกษาที่สถานประกอบการมีความต้องการมากที่สุด  คือ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  (ปวส.)  ประเภทวิชาพาณิชยกรรม  ส่วนประเภทของสถานประกอบการและปี พ.ศ. ที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุด  คือ  สถานประกอบการประเภทพาณิชยกรรม  และ ปี พ.ศ 2545

            2.  สถานประกอบการทั้ง  3  ประเภท มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค  (ปวท.)  ไม่แตกต่างกัน

             3. สถานประกอบการทั้ง  3  ประเภท  มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ  (ปวช.)  ประเภทวิชาอุตสาหกรรมและเกษตรไม่แตกต่างกัน  มีความต้องการแรงงานประเภทพาณิชยกรรมและ

คหกรรมแตกต่างกัน   มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)  ประเภทวิชาอุตสาหกรรม  ศิลปกรรม  และคหกรรม  ไม่แตกต่างกัน  มีความต้องการแรงงานประเภทวิชาพณิชยกรรมต่างกัน  มีความต้องการแรงงานระดับประกาศประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.)  ประเภทวิชาอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมไม่แตกต่างกัน

            4.  ข้อเสนอแนะของสถานประกอบการเกี่ยวกับความรู้ทางวิชาการ   คือ  ควรให้มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  เน้นการเรียนภาษาต่างประเทศ  เน้นเกี่ยวกับความรู้ความสามารถเฉพาะสาขาวิชาให้มากกว่านี้  ส่วนทักษะทางวิชาชีพควรเน้นภาคปฎิบัติให้มากขึ้น  ให้ฝึกงานในสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียน  เน้นคุณธรรมจริยธรรม  ส่วนข้อเสนอแนะอื่น  ๆ  การสอนวิชาช่างควรเน้นปฏิบัติมากกว่าทฤษฎีควรฝึกให้นักศึกษามีความรับผิดชอบและกล้าแสดงออก

 

 

 กลับ

 


 

    145                        ชื่องานวิจัย   การพัฒนาชุดการเรียนภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  โรงเรียน 

อนุบาลองครักษ์ (ผดุงองครักษ์ประชา) อำเภอองครักษ์  จังหวัดนครนายก

                        ผู้วิจัย            อรัญญา  สุธาสิโนบล

                        ปี พ.ศ.         2545

 

 

บทคัดย่อ

 

        การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดการเรียนภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่  2  โรงเรียนอนุบาลองครักษ์   (ผดุงองครักษ์ประชา)  อำเภอองครักษ์  จังหวัดนครนายก

            กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  โรงเรียนอนุบาลองครักษ์ (ผดุงองครักษ์ประชา)  อำเภอองครักษ์  จังหวัดนครนายก  จำนวน  30  คน  ในภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา 2546

            เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  คือ  ชุดการเรียนภาษาไทย  ซึ่งประกอบด้วยบทเรียนโปรแกรม  เกม  แบบฝึก  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  และแบบวัดเจตคติต่อการเรียนแบบแผนการวิจัยใช้แบบ  One Group Pretest-Posttest Design และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพของชุดการเรียน  ตามเกณฑ์  80/80  และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่าสถิติ t-test

Dependent  Samples

        ผลการวิจัยพบว่า

            1.  ชุดการเรียนภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  ดังนี้

                        ชุดที่   1  บัน-บรร                    มีประสิทธิภาพ  81.67/82

                        ชุดที่   2  อักษรนำ                   มีประสิทธิภาพ  81.11/81.33

                        ชุดที่   3  คำควบกล้ำ               มีประสิทธิภาพ  80.25/81

                        ชุดที่  4  มาตราตัวสะกด         มีประสิทธิภาพ  82.77/80.83

            2.  นักเรียนที่เรียนโดยการเรียนภาษาไทยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยหลังการทดลองสูงกว่าก่อนกรทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

            3.  นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนมีเจคติต่อการเรียนภาษาไทยหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ  .01

 

 

 กลับ

 


 

    146                        ชื่องานวิจัย   รายงานการวิจัย  เรื่อง  ผลของการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาศาสตร์  เรื่องทศนิยม  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 ต่อความพึงพอใจ  และ ผลสัมฤทธิ์

                        ผู้วิจัย            นางสาววัชราภรณ์  ยลสุริยัน

                        ปี พ.ศ.          2542

 

 

บทคัดย่อ

 

        การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  และการศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  หลังจากได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์  เรื่องทศนิยม

            กลุ่มทอลองที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1       โรงเรียนบังนังสตาวิทยา  อำเภอบันนังสตา  จังหวัดยะลา  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2543  จำนวน  54  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้    ประกอบด้วย      แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์   เรื่องทศนิยม  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิต-ศาสตร์  เรื่องทศนิยม   และสอบถามความพึงพอใจต่อการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ  t-test แบบทดสอบกลุ่มเดียว  (One sample  test)  คะแนนเฉลี่ย  (X)  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

สรุปผลการวิจัย

1.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์   เรื่องทศนิยมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  จากการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา      สูงกว่าเกณฑ์   50  %      อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่

ระดับ .05

2.  นักเรียนมีความพึงพอใจ  ต่อการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง

 

 

 กลับ

 


 

147            ชื่องานวิจัย   รายงานการวิจัย  เรื่อง  การประเมินกระบวนการเรียนการสอนของครูประถมศึกษา : กรณีศึกษาครูประถมศึกษาจังหวัดยะลา

                        ผู้วิจัย            นางพรทิพย์  เถาว์สุวรรณ

                        ปี พ.ศ.          2542

 

 

บทคัดย่อ

 

            การศึกษาวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์  3  ประการ  คือ  1)  เพื่อศึกษาถึงประสิทธิภาพการเรียนการสอนของครูประถมศึกษา  จังหวัดยะลา  2)  เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับกระบวนการสอนของครูประถมศึกษา จังหวัดยะลา  3)  เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอน

            ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้  คือ  ครูประถมศึกษาในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษา  จังหวัดยะลา  จำนวน  25  คน  โดยวิธีการสัมภาษณ์เจาะลึกนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เชิงพรรณควบคู่กับบริบท

            ผลการศึกษาสรุปได้ว่า  ผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง  มีอายุโดยเฉลี่ย  47  ปี  ดำรงตำแหน่ง อาจารย์  2 ระดับ 7 มีรายได้ต่อเดือน  10,000 – 19,000 บาท สถานภาพสมรส  มีอายุราชการ  20 -29  ปี  ส่วนใหญ่สอนในระดับ  ป. 5 -6 จำนวนนักเรียน  50  คนขึ้นไป  ดำรงตำแหน่งในโรงเรียนขนาดใหญ่ประสิทธิภาพกระบวนการเรียนการสอนของครู  ผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญได้รับการยกย่องชมเชยการศรัทธาเชื่อถือในหน่วยงานมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บังคับบัญชา  และเพื่อนร่วมงาน

        ปัจจัยที่เกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอน  ด้านการประเมินผลได้แจ้งให้นักเรียนทราบถึงเกณฑ์การวัดผล มีการเตรียมการสอน  ทบทวนทำความเข้าใจเนื้อหาก่อนสอนเชื่อมโยงสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน  สื่ออุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการสอน  คือสื่อของจริง   แผ่นภาพ  แหล่งความรู้ในชุมชน   บัตรคำ  เทป  และอื่นๆ เทคนิคการสอนนักเรียนมีส่วนร่วมจัดการเรียนการสอนเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

        ปัญหาและอุปสรรค  มีปัญหาด้านสื่อการเรียนการสอน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยทันสมัย   การมีส่วนร่วม  ผู้บริหารแลครูขาดความทุ่มเท  เสียสละในการปฏิบัติงานขาดความรู้  ความสามารถในการเรียนการสอนตามแนวปฏิรูปการเรียนรู้

            แนวทางแก้ไขปัญหา  คือ  จัดให้มีการปฏิรูปโรงเรียนทั้งระบบ (Whole  School Approach)

ข้อเสนอแนะ  จัดการเรียนการสอนแบบการมีส่วนร่วม  คือ   ครู  นักเรียน  ผู้ปกครองและกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน   ต้องร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งรับการเปลี่ยนแปลง  ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้  มุ่งสู่เกณฑ์มาตรฐานด้านการจัดการเรียนการสอน

 

 

 กลับ

 


 

148              ชื่องานวิจัย   การพัฒนาชุดการเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียน  เรื่อง  พลังงานกับชีวิตสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3

                        ผู้วิจัย            นางเครือวัลย์  เครือเขื่อนเพ็ชร

                        ปี พ.ศ.          2542

 

 

บทคัดย่อ

 

            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนเรื่องพลังงานกับชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3 

            ประชากรที่ศึกษาคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนบ้านเขาทับควาย จ .ลพบุรี ปีการศึกษา 2543  จำนวน  35  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่ชุดการเรียนสอนแบบศูนย์การเรียน  และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เรื่อง  พลังงานกับชีวิต  ชุดการสอนประกอบด้วย  3  เรื่อง  คือ

(1) การใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน  (2)  พลังงานความร้อน  (3) ไฟฟ้า

            ผลการวิจัยพบว่า   ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน  3 เรื่อง ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  มีประสิทธิภาพ  เรียงตามลำดับ  เรียงลำดับดังนี้  86.71/81.30,83.85/80.10,86.00/80.40

 

 

 กลับ

 


 

149            ชื่องานวิจัย   โจทย์ทางการศึกษาการพัฒนาประเทศ:แผนงานวิจัยทางการศึกษาแบบบูรณาการ

                        ผู้วิจัย            รองศาสตร์จารย์ ดร. พฤทธิ์   ศิริบรรณพิทักษ์  และคณะ

                        ปี พ.ศ.          2546

 

 

บทคัดย่อ

 

            สำนักคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเห็นความจำเป็นเร่งด่วน  ที่จะต้องผลักดันให้มีการวิจัยทางการศึกษาแบบบูรณาการที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศจึงสนับสนุนโครงการวิจัยเรื่องการกำหนดโจทย์วิจัยทางการศึกษาโดยวัตถุประสงค์  2  ประการคือ  (1)  เพื่อกำหนดโจทย์วิจัยที่เสนอนโยบายและแนวทางการวิจัยของชาติ  และ (2)  เพื่อเผยแพร่และชี้แจงโจทย์วิจัยทางการศึกษาให้เป็นที่รับทราบทั่วกัน  และกำหนดกลุ่ม/หน่วยงาน/องค์กรที่สนใจจะทำวิจัยตามโจทย์ที่กำหนด  โดยมีการดำเนินการวิจัย  2  ระยะ  คือ  ระยะที่  1  เป็นการกำหนดโจทย์วิจัยทางการศึกษา  ด้วยวิธีการวิจัย  5  วิธี  ได้แก่  (1) การศึกษาข้อมูลทุติภูมิ 

(2)  การสัมภาษณ์และสำรวจความคิดเห็นผู้ทรงคุณวุฒิ  (3)  การประชุมระดมความคิดนักวิชาการกลุ่มย่อย (4)  การประชุมระดมความคิดนักวิจัยและนักวิชาการกลุ่มย่อย  (4)  การประชุมระดมความคิดเห็นผู้ทรงคุณวุฒิและ  (5)  การประชุมระดมความคิดคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการการวิจัย  ระยะที่  2  เป็นการเผยแพร่และสำรวจกลุ่มผู้สนใจที่จะทำวิจัยภายใต้กรอบของโจทย์วิจัยที่กำหนด  ด้วยวิธีการ  2 วิธี  ได้แก่  (1) การประชุมเผยแพร่โจทย์วิจัย  และ  (2)  การสำรวจกลุ่มผู้สนใจที่จะทำวิจัย  ผลการวิจัย  พบว่า  โจทย์ทางการศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศ  ประกอบด้วยแผนงานวิจัยแบบบูรณาการ  5  กลุ่ม  ที่สามารถพัฒนาการศึกษาให้มีพลังใน  5  ทิศทาง  คือ  (1)  การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ  (2)  การเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ  (3) การพัฒนาทุนทางสังคม   การแก้ปัญหาความและยกระดับคุณภาพชีวิต (4)  การเสริมสร้างความมั่งคงของชาติ  การต่างประเทศ  และการอำนวยความยุติธรรม  และ (5)  การเสริมสร้างการบริหารจัดการประเทศ                                                                        

            แผนการวิจัยแบบบูรณาการ  5 กลุ่มดังกล่าว  ประกอบด้วย  แผนงานวิจัย   18  แผนงาน  คือ 

(1)  การพัฒนาระบบสารสนเทศและแผนพัฒนาการศึกษาเพื่อการศึกษาเพื่อพัฒนากำลังคนของประเทศ

(2)  การพัฒนาระบบสารสนเทศและแผนพัฒนาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ  (3)  การพัฒนาวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนากำลังในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันประเทศ  (4)  การพัฒนาวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนา 

คนไทยให้มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจระดับรากฐาน  และมีความรับผิดชอบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่นยืน  (5)  การพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อคนไทยให้มีความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน  (6)  การพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้มีความรับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน  (7)  การพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้มีความรับผิดชอบต่อการพัฒนาสังคมที่ยั่นยืน  (8)  การพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อคนไทยระดับรากฐานให้เข้าถึงสารสนเทศและข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ  การผลิต  และการตลาด  (9)  การพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้ประกอบอาชีพเสริม  อาชีพอิสระ  และเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ  (10)  การพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยมีความสามารถในการเรียนรู้  และการสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาความยากจนด้วยตนเอง  (11)  การพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อคนไทยให้มีพลังในการพัฒนาทุนทางสังคม  (12)  การพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้มีพลังในการยกระดับคุณภาพชีวิต  (13)  การพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้มีพลังในการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ  (14)  การพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้มีพลังในการเสริมสร้างการต่างประเทศ  (15)  การพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้มีพลังการอำนวยความยุติธรรม  (16)  การพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้มีพลังในการเสริมสร้างการบริหารจัดการเมืองที่ดี  (17)  การพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้มีพลังในการพัฒนาระบบการเมืองและกระจายอำนาจการบริหารจัดการภาครัฐ  และ  (18)  การพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อคนไทยให้มีพลังในการบริหารจัดการทั่วไป  แผนงานวิจัยดังกล่าวประกอบด้วย โครงการวิจัย  277  โครงการ และ  คำถามการวิจัย  814 คำถาม

            ข้อเสนอแนะ  จากการวิจัยมี  2  ส่วน ส่วนที่หนึ่ง  เป็นข้อเสนอแนะแนวทางการนำโจทย์วิจัยทางการศึกษาไปใช้  ประกอบด้วย  3  แนวทาง คือ  (1)  ใช้ทิศทางและเป้าหมายของการวิจัยการศึกษาเป็นหลัก  (2)  ใช้แผนงานวิจัยทางการศึกษาเป็นหลัก และ (3)  ใช้โครงการวิจัยทางการศึกษาเป็นหลัก ส่วนที่สอง   เป็นข้อเสนอแนะแนวทางการสนับสนุนการนำโจทย์วิจัยไปใช้  ประกอบด้วย  4   ข้อ คือ (1)  การระดมสรรพกำลังด้านเงินทุน  (2)  การระดมสรรพกำลังด้านนักวิจัย  (3)  การระดมสรรพกำลังด้านผู้เชี่ยวชาญ และ (4)   การระดมสรรพกำลังสรรพกำลังด้านผู้บริหารจัดการงานวิจัย

 

 

 กลับ

 


 

150              ชื่องานวิจัย   รายงานการวิจัยเรื่อง  ผลการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยมีภาพการ์ตูนประกอบที่มีต่อความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน

                        ผู้วิจัย            นางสาวศรีวิไล  ยลสุริยัน

                        ปี พ.ศ.          2542

 

 

บทคัดย่อ

 

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยมีภาพการ์ตูนประกอบที่มีต่อความเข้าใจการอ่านของนักเรียน  ชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน

            กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1 ภาคเรียนที่  2   ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนบ้านรามัน  จำนวน  84  คน  ซึ่งได้รับมาจากการสุ่มแบบมีระบบ  เข้ารับการทดลองแบบ  4  กลุ่ม  โซโลมอน   ทุกกลุ่มมีนักเรียน  ที่มีระดับผลสัมฤทธิ์ต่างกันในจำนวนที่เท่ากัน  กลุ่มทดลองได้รับการฝึกทักษะการอ่านโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านมีภาพการ์ตูนประกอบ  และกลุ่มควบคุมได้รับการฝึกทักษะการอ่านโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยไม่มีภาพการ์ตูนประกอบ  เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย  แบบทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่านการ์ตูนประกอบ  ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยไม่มีภาพการ์ตูน  แผนการสอนอ่าน  ที่ใช้สำหรับกลุ่มทดลอง  30  แผน  กลุ่มควบคุม  30  แผน  ใช้เวลาทดลองกลุ่มละ  30  ครั้ง  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  คือ  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  การทดสอบที  (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวน

            ผลการวิจัยพบว่า

            1.  ความเข้าใจนากรอ่านของนักเรียนก่อนและหลังการฝึกทักษะการอ่านโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน ทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

        2.  เมื่อนักเรียนได้รับการฝึกทักษะการอ่านจากการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยมีภาพการ์ตูนประกอบแล้ว  นักเรียนมีความเข้าใจในการอ่านจากการอ่านไม่แตกต่างกัน  ทั้ง  3  กลุ่ม  เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม

            3.  เมื่อนักเรียนได้รับการฝึกทักษะการอ่านจากการใช่ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยมีภาพการ์ตูนประกอบแล้ว  นักเรียนมีความเข้าใจในการอ่านทั้ง     3     กลุ่ม        แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ที่ระดับ.001

 

301  ชื่องานวิจัย           การศึกษาการรับรู้ข่าวสารของประชาชนเขตชนบทและเขตเมืองในอำเภอสายบุรี

                                    จังหวัดปัตตานี

         ชื่อผู้วิจัย              นายสุดินทร์  บีแนบาโง

         ปีการศึกษา          2534

                       

                                             บทคัดย่อ

          การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสารของประชาชนเขตชนบทและเขตเมือง และเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับการรับรู้ข่าวสารของประชาชนเขตชนบทและเขตเมือง ในพื้นที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา มีจำนวน 388 คน ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษามี ตัวแปรอิสระ ได้แก่ อายุ อาชีพ ระดับการศึกษาและเขตที่อยู่อาศัย ตัวแปรตาม ได้แก่ การรับรู้ข่าวสารของประชาชน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบทดสอบเกี่ยวกับการรับรู้ข่าวสารของประชาชน จำนวน 1 ชุด แบ่งเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1เป็นข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการรับรู้ข่าวสารของผู้ตอบแบบสอบถาม ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป SAS สำหรับหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทาง

 

             ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

              1. ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ต่างกันมีความรับรู้ข่าวสารต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คือ ประชาชนเขตเมืองมีการรับรู้ข่าวสารมากกว่าประชาชนเขตชนบท

              2.ประชาชนที่มีอายุต่างกันมีการรับรู้ข่าวสารต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คือ ประชาชนที่มีอายุน้อยมีการรับรู้ข่าวสารมากกว่าประชาชนที่ทีอายุมาก

              3.ประชาชนที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีการรับรู้ข่าวสารแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ประชาชนที่มีระดับการศึกษาสูงมีการรับรู้ข่าวสารมากกว่าประชาชนที่มีระดับการศึกษาต่ำ

              4.ประชาชนที่มีอาชีพต่างกันมีการรับรู้ข่าวสารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คือ ประชาชนที่มีอาชีพด้านวิชาชีพและค้าขายมีการรับรู้ข่าวสารมากกว่าประชาชนที่มีอาชีพเกษตรกรรม

              5.ระดับการศึกษาสูงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสารของประชาชนทั้งเขตชนบทและเขตเมืองมากที่สุด

              ดังนั้น  เพื่อให้ประชาชนในชนบทมีการรับรู้ข่าวสารที่เป็นประโยชน์อันเป็นพื้นฐานในการพัฒนาชุมชนต่อไป จึงควรวางแผนและกำหนดนโยบายที่จะส่งเสริมให้ประชาชนในเขตชนบทมีโอกาสได้รับการศึกษาสูงอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

 กลับ

 


 

302  ชื่องานวิจัย           ผลการใช้กิจกรรมการฟังเพื่อการสื่อสารต่อผล การสัมฤทธิ์ ทางด้านทักษะการฟัง

                                     ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านฉางกาญจนกุลวิทยา   

                                     อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง

         ชื่อผู้วิจัย               นางพิไล   ภิบาลกุล

          ประจำปี              2545

 

                                               บทคัดย่อ

          การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางด้านทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยการใช้กิจกรรมการฟังเพื่อการสื่อสารและกิจกรรมการเรียนการสอนโดยวิธีปกติ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางด้านทักษะการฟังภาษาอังกฤษก่อนและหลังการใช้กิจกรรมการฟังเพื่อการสื่อสารของกลุ่มทดลอง  และการใช้กิจกรรมการเรียนการสอนโดยวิธีปกติของกลุ่มควบคุม  และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มทดลองต่อกิจกรรมการฟังเพื่อการสื่อสาร  กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546  โรงเรียนบ้านฉางกาญจนกุลวิทยา  อำเภอบ้านฉาง  จังหวัดระยอง  จำนวน 92 คน  โดยวิธีสุ่มอย่างง่ายโดยการจับสลาก  แล้วจับสลากอีกครั้งได้เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 46 คน  กลุ่มทดลองเรียนโดยใช้กิจกรรมการฟังเพื่อการสื่อสาร  กลุ่มควบคุมเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนการสอนโดยวิธีปกติ  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่  กิจกรรมการฟังเพื่อการสื่อสารจำนวน 18 กิจกรรม  แผนการสอนโดยวิธีปกติ  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางด้านทักษะการฟังภาษาอังกฤษ  จำนวน 40 ข้อ  และแบบวัดความพึงพอใจต่อกิจกรรมการฟังเพื่อการสื่อสารสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที่ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (Analysis of covariance – ANCOVA)

           ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางด้านทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนทั้งสองกลุ่มเพิ่มสูงขึ้นจากก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05  ค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางด้านทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการฟังเพื่อการสื่อสาร กับกิจกรรมการเรียนการสอนโดยวิธีปกติ  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการฟังเพื่อการสื่อสารอยู่ในระดับมาก

 

 

 

 กลับ

 


 

303  ชื่องานวิจัย                 การใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและสัมฤทธิ์ทางการ                                                                             

                                             เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ

           ชื่อผู้วิจัย                    นางยุพดี  กาญจนะ

           ปีที่วิจัย                    2545

                                                                                           บทคัดย่อ

           การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน

          กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาเครื่องกลและสาขาวิชาการขาย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546 วิทยาลัยเทคนิคสตูล อำเภอเมือง จังหวัดสตูลจำนวน 60  คน 2 ห้องเรียน โดยการเลือกอย่างเจาะจงกลุ่มทดลองทั้ง 2 ห้อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ การทดสอบค่าที  ( t- test )

          ผลการวิจัยปรากฏว่า (1) นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ  .05 (2) นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์มีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

คำสำคัญ  การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ

 

 

 

 กลับ

 


 

304    ชื่องานวิจัย           สะพานมิตรภาพไทย-ลาว : ศึกษาเฉพาะกรณีธุรกิจขนส่ง จังหวัดหนองคาย

          ชื่อผู้วิจัย               ว่าที่ ร.ท.ขวัญชัย  อดุลย์ฐานานุศักดิ์

          ปีที่วิจัย                 2540

                                                                                        บทคัดย่อ

          การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงการขนส่งสินค้าข้ามแม่น้ำโขง และผลกระทบที่มีต่อธุรกิจขนส่ง หลังจากมีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว

          สาระที่ปรากฏในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้จากการศึกษาเอกสารประกอบกับการสังเกต และการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าข้ามแม่น้ำโขง  ในพื้นที่จังหวัดหนองคาย ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2537 ถึงปี พ.ศ.2538

 

          ผลการศึกษาวิจัยพบว่า  ภายหลังจากการเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแล้วได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการขนส่งสินค้าข้ามแม่น้ำโขง และส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนส่ง ดังนี้

               1.  ทำให้การขนส่งสินค้าโดยทางรถยนต์จากจุดเดิมที่เคยมาแออัดคับคั่งอยู่บริเวณท่าแพขนานรถยนต์ เพื่อรอการลงแพขนานรถยนต์ข้ามแม่น้ำโขงไปยังฝั่งตรงข้ามหายไปเนื่องจากผู้ประกอบการขนส่งได้หันไปใช้สะพานมิตรภาพไทย-ลาวซึ่งมีความสะดวก รวดเร็ว กว่าระบบขนส่งแบบเดิม และส่งผลกระทบให้กิจการขนส่งทางแพขนานยนต์ได้ยุติการดำเนินกิจการไปในที่สุด การขนส่งทางบกโดยทางรถยนต์ได้รับความนิยมมากขึ้น

              2.  ทำให้ขั้นตอนในการขนส่งสินค้าลดลง จากเดิมที่สินค้าของไทยที่มาจากจังหวัดอื่นๆ ต้องมาพักสินค้าที่หนองคายก่อน เพื่อรอผ่านกระบวนการศุลกากร และรอคิวลงแพขนานรถยนต์ แล้วไปขนถ่ายสินค้าลงรถบรรทุกสินค้าของบริษัทลาว  ตรงฝั่งท่านาแล้งเพื่อนำสินค้าไปเก็บยังคลังสินค้าฝั่ง สปป. ลาวอีกทอดหนึ่ง ภายหลังจากการเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแล้ว ขั้นตอนดังกล่าวได้ลดลง กล่าวคือ รถบรรทุกสินค้าจากฝั่งไทยสามารถวิ่งข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แล้วส่งสินค้าตรงไปยังคลังสินค้าฝั่ง สปป. ลาวได้เลย ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าการขนส่งสินค้าทางบกระหว่างประเทศได้รับผลประโยชน์จกาการเปิดใช้สะพานแห่งนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าที่มีน้ำหนักมากและมีการขนถ่ายกันบ่อย ๆ ตลอดจนธุรกิจที่ให้บริการในการขนส่งภายในประเทศ เช่น จุดเชิงสะพานมิตรภาพไทย-ลาวได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแหล่งหนึ่งที่ผู้คนนอกเหนือจากจังหวัดหนองคายมาเที่ยวชม และได้มาใช้บริการบริษัทนำเที่ยวที่ตั้งอยู่ตรงจุดเชิงสะพานเพื่อข้ามไปฝั่ง สปป. ลาวอีกด้วย หากแต่บางจุดกได้รับผลกระทบในเชิงเสียผลประโยชน์จากการเปิดใช้สะพานบ้าง เช่น ธุรกิจขนส่งทางเรือตรงบริเวณท่าเสด็จที่มีจำนวนผู้โดยสารข้ามฝั่งลดน้อยลงมาก และกรรมกรแบกขนสินค้าลงเรือมีงานทำน้อยลง

               3.  ทำให้ภาวการค้าแนวชายแดนไทย-ลาวที่ผ่านศุลกากรหนองคายขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในปี พ.ศ.2537 และ พ.ศ.2538 กล่าวคือ ปี พ.ศ.2537 มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 37.38 เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2536 (ก่อนเปิดใช้สะพานมิตรภาพ-ไทยลาว) และปี พ.ศ. 2538 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 87 เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2537 เนื่องจากการขนส่งสินค้าผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ได้รับความสะดวก รวดเร็ว มากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้ประเทศไทยได้เปรียบดุลการค้าโดยรวมต่อ สปป. ลาวสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา

               อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว นอกเหนือจากการส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจขนส่งแล้ว ยังส่งผลกระทบโดยรวมต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของจังหวัดหนองคายด้วย เช่น ระดับรายได้ของประชากรในจังหวัดหนองคายสูงขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของเมืองโดยมีการขยายตัวของสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่อย่างรวดเร็ว สภาพราคาที่ดินสูงขึ้น มีความแออัดของผู้คน และมีความคับคั่งของยวดยานที่สัญจรไปมามากขึ้น มีการหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานต่างชาติมีการแอบแฝงเข้ามาประกอบธุรกิจค้าประเวณีของหญิงต่างชาติ ตลอดจนสถานพยาบาลที่เติบโตไม่ทันกับความต้องการของการเข้ามารักษาจากประเทศเพื่อนบ้าน เหล่านี้เป็นต้น

 

 

 

 กลับ

 


 

306    ชื่องานวิจัย              การเปรียบเทียบความสอดคล้องของคะแนนแบบสอบถามความเรียงจากผู้ตรวจและวิธีการ                                                     

                                 ตรวจต่างกัน 

         ชื่อผู้วิจัย                นางสาวจิราพร  อัครสมพงค์

            ปีที่วิจัย                 2536

 

                                                                                         บทคัดย่อ

          การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความสอดคล้องในการให้คะแนนระหว่างผู้ตรวจ 2 คน ที่ตรวจสอบความเรียงโดยใช้วิธีเดียวกัน และความสอดคล้องในการให้คะแนนระหว่างวิธีการตรวจที่แตกต่างกัน 4 วิธี คือ     

( 1) การตรวจแบบวิธีวิเคราะห์ให้เสร็จเป็นรายข้อ  (2) การตรวจแบบวิธีวิเคราะห์ให้เสร็จเป็นรายคน  (3) การตรวจแบบวิธีประเมินรวมให้เสร็จเป็นรายข้อ  (4)  การตรวจแบบวิธีประเมินรวมให้เสร็จเป็นรายคน  กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยกลุ่มผู้ตอบ ซึ่งเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2535  จำนวน 30 คน และกลุ่มผู้ตรวจ ซึ่งเป็นครูผู้สอนในกลุ่มวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 จำนวน 8 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความเรียงที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 6 ข้อ พร้อมทั้งเกณฑ์การตรวจ นำข้อมูลที่ได้มาหาค่าสถิติพื้นฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องในการให้คะแนนระหว่างผู้ตรวจ 2 คน ของแต่ละวิธี และความสอดคล้องในการให้คะแนนระหว่างวิธีการตรวจทั้ง 4 วิธี

          ผลการวิจัย พบว่า

          1.  วิธีที่มีความสอดคล้องในการตรวจให้คะแนนระหว่างผู้ตรวจ 2 คน ที่ตรวจวิธีเดียวกันเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ การตรวจแบบวิธีวิเคราะห์ให้เสร็จเป็นรายข้อ การตรวจแบบวิธีประเมินรวมให้เสร็จเป็นรายข้อ การตรวจแบบวิธีวิเคราะห์ให้เสร็จเป็นรายคน การตรวจแบบวิธีประเมินรวมให้เสร็จเป็นรายคน มีค่า  r  .84  .75  .73  และ  .68  ตามลำดับ

          2.  ความสอดคล้องในการตรวจให้คะแนนระหว่างวิธีการตรวจทั้ง 4 วิธี  วิธีที่มีความสอดคล้องมากที่สุด  คือการตรวจแบบวิเคราะห์ให้เสร็จเป็นรายข้อ กับการตรวจแบบวิธีประเมินรวมให้เสร็จเป็นรายข้อ  ( r =   .81 )     และวิธีที่มีความสอดคล้องกันต่ำสุด คือ การตรวจแบประเมินรวมให้เสร็จเป็นรายข้อกับการตรวจแบบวิเคราะห์ให้เสร็จเป็นรายคน  ( r =  .63 )

 

 

 

 กลับ

 


 

 307  ชื่องานวิจัย        ผลการใช้คู่มือการสอนจริยธรรม  โดยใช้กระบวนการลูกเสือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 

                                  โรงเรียนใน  สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมือง จัวงหวัดสกลนคร                                     

         ชื่อผู้วิจัย             นายฉัตรชัย  จูม  

         ปีที่วิจัย               2545

 

                                                                          บทคัดย่อ

           การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและศึกษาผลการใช้คู่มือการสอนจริยธรรมโดยใช้กระบวนการลูกเสื่อ    และเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมทางจริยธรรมทางของนักเรียนก่อนและหลัง  

การใช้คู่มือการสอนจริยธรรม  โดยใช้กระบวนการลูกเสื่อ

              กลุ่มตัวอย่างได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี่ที่  6   โรงเรียนประถมศึกษาในสังกัด    สำนักงาน        

การประถมศึกษาอำเภอ เมือง    จังหวัด  สกลนคร จำนวน   730 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ คู่มือการสอนจริยธรรม โดยใช้กระบวนการลูกเสือ  และแบบวัดพฤติกรรมทางจริยธรรมนักเรียนประถมศึกษาปี่ที่  6  สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่  ค่าเฉลี่ย   ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและที  (T-test )

              ผลการศึกษาพบว่า

           1.   นักเรียนมีระดับพฤติกรรมทางจริยธรรม  โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง  และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า มีระดับพฤติกรรมทางจริยธรรมอยู่ในระดับปานกลางทั้ง 6 ด้าน ด้านที่มีพฤติกรรมทางจริยธรรมมากที่สุด  คือ  ด้านความรับผิดชอบ  รองลงมา  คือ ด้านความขยันหมั่นเพียร  ด้านความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ด้านความอดทนอดกลั้นด้านระเบียบวินัยและด้านความซื่อสัตย์   ตามลำดับ

              2.  จากการเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมทางจริยธรรมก่อนและหลังใช้คู่มือการสอนทางจริยธรรมพบว่า  โดยภาพรวมนักเรียนมีระดับพฤติกรรมทางจริยธรรมก่อนการใช้และหลังการใช้คู่มือการสอนทางจริยธรรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05   โดยหลังการใช้คู่มือมีระดับพฤติกรรมทางจริยมส่งกว่าก่อนการใช้คู่มือ นักเรียนมีระดับพฤติกรรมทางจริยธรรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  ในทุกด้าน                                                       

 

 

 กลับ

 


 

309  ชื่องานวิจัย    ปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด

                                  เขตการศึกษา   2

          ผู้วิจัย             นางรุ่งนภา     เพชรรักษ์   นักวิชาการศึกษา  5 กลุ่มวิจัยและพัฒนา  สำนักงานพัฒนา

                                  การศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม   เขตการศึกษา  2                                       

                              

                                                                           บทคัดย่อ

      

                               การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการดำเนินงานของศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด   เขตการศึกษา 2      โดยเก็บข้อมูลจากคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด  เขตการศึกษา  2  จำนวน  314  คน  ใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง  จำนวน  1  ฉบับ

แบ่งออกเป็น  3  ตอน  คือตอนที่ 1  เป็นแบบสำรวจรายการเกี่ยวกับสถานภาพส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม  ตอนที่  2  เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่าเกี่ยวกับปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารส่วนอบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด  ทั้ง  4  ด้าน  ได้แก่ในดานการจัดการศึกษาอบรมให้แก่เด็กตามแนวทางการจัดการศึกษา  การจัดประสบการณ์และกิจกรรม  การนิเทศ  และการประเมินผล  ด้านบริหารงานทั่วไป  ด้านการเงินและบัญชี  และด้านบุคลากร  ตอนที่  3  เป็นแบบสอบถามปลายเปิดเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรค      

ข้อเสนอแนะในการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด   วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  การทดลองค่าเอฟและการทดสอบเปรียบเทียบพหุคูณ

 

                               1.    ระดับปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์      

ประจำมัสยิดโดยภาพรวม  และรายด้าน   อยู่ในระดับปานกลาง

                               2.      ระดับปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด

 ที่มีสถานภาพต่างกัน   ไม่แตกต่างกัน

                                3.      ระดับปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด

 ที่มีประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่งต่างกัน ไม่ต่างกัน

                            4.       ระดับปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน ไม่แตกต่างกัน

                            5.        ระดับปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดที่ลักษณะพื้นที่ตั้งศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดต่างกัน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โดยคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดที่ลักษณะพื้นที่ตั้งศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดชนบททุรกันดาร   มีระดับปัญหาสูงกว่าลักษณะพื้นที่ตั้งศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดที่เป็นชายแดน ชุมชนพัฒนา และหมู่บ้าน อพป.                                 

        สำหรับปัญหาในการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด  ที่สำคัญคือ   ขาดสื่อ     เครื่องเล่น   และเอกสารประกอบหลักสูตร   ขาดการประเมินผล  และ การนิเทศ  ครูพี่เลี้ยงขาดความพร้อมในการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็ก  งบประมาณด้านการบริหารและการพัฒนาไม่เพียงพอขาดวัสดุอุปกรณ์ในการดำเนินงานคณะกรรมการบริหาร ศดม.  ขาดความรู้และประสบการณ์ในการบริหารงาน   ค่าตอบแทนครูพี่เลี้ยงต่ำเกินไป   ขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดทำบัญชี  ขาดการอบรม  และได้รับความรู้ใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง    ข้อเสนอแนะคือ   กรมการศาสนา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะสนับสนุนในด้านสื่อและเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น   ควรอบรมให้ความรู้ด้านการนิเทศ   การประเมินผล   แก่คณะกรรมการบริหารและครูพี่เลี้ยงอย่างน้อยปีละครั้ง ควรขยายอัตราครูพี่เลี้ยง โดยใช้เกณฑ์เด็ก 15 คนต่อครูพี่เลี้ยง 1 คน ควรจัดสรรงบประมาณด้านการบริหารและการพัฒนาเพิ่ม ควรสรรหาคณะกรรมการบริหาร ศดม. ที่มีความรู้ความเข้าใจ และมีเวลาในการบริหาร ศดม. ควรเพิ่มค่าตอบแทนครูพี่เลี้ยง ควรให้คณะกรรมการบริหาร ศดม. ละครูพี่เลี้ยง ได้รับการอบรม หรือให้ความรู้เพิ่มเติม อย่างน้อยปีละครั้ง

 

 

 

 กลับ

 


 

310   ชื่องานวิจัย        ประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษาตามลักสูตรภาษาอังกฤษ

                                   พุทธศักราช    2539

 

          ชื่อผู้วิจัย            กองวิจัยทางการศึกษา

 

          ปีที่วิจัย              2543

 

 

                                                                  บทคัดย่อ

 

                                   การวิจัยเรื่องนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอน  สมรรถนะของครูในการจัดการเรียนการสอน  รวมทั้งหาแนวทางพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและการใช้หลักสูตรภาษาอังกฤษ  พุทธศักราช   2539  ที่มีประสิทธิภาพ  กลุ่มตัวอย่าง 8,218  คน  ประกอบด้วย  ผู้บริหารโรงเรียน  85   คน  ครูผู้สอนภาษาอังกฤษชั้น ป.1-ป.2  จำนวน181 คน นักเรียนชั้น ป.1-ป.2 จำนวน 4,425 คน บุคคลในชุมชน 3,506 คน  และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 21 คน  เก็บรวบรวมต้นมูลด้วยแบบสอบถาม  แบบสัมภาษณ์  แบบสำรวจ  และแบบสังเกต  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  การวิเคราะห์ความแปรปรวน  และการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่ม  โดยใช้  t-test  F-test  และ  Newman-Keuls  test

 

 

            สรุปผลการวิจัย

                     1. สภาพการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา

                      ผู้บริหารโรงเรียนและครูมีความเห็นสอดคล้องกันว่า  หลักสูตรภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา  พุทธศักราช 2539   มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในการปฏิบัติในระดับ มากทุกเรื่อง  ตั้งแต่จุดประสงค์หลักสูตร   ความเหมาะสมของจำนวนคาบ  เนื้อหาในหลักสูตรการจัดกิจกรรมและการประเมินผล

                       วิธีจัดครูเข้าสอนภาษาอังกฤษ  ผู้บริหารโรงเรียนพิจารณาจากประสบการณ์ของครูเป็นอันดับแรก  มีการส่งครูเข้ารับการอบรม   จัดหาเอกสารหลักสูตร   วัสดุและอุปกรณ์  จัดให้มีห้องปฏิบัติการทางภาษา  ส่งเสริมให้ครูผลิตสื่อเอง  จัดบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนการสอนตลอดจนมีส่วนร่วมในการวางแผนการสอน การนิเทศภายใน  และการติดตามประเมินผล

                          ชุมชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้น ป.1ให้เหตุผลว่าเป็นการเตรียมความพร้อมแก่นักเรียนที่จะเรียนในชั้นที่สูงขึ้น   ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางการเรียนรู้ที่สำคัญในสังคมข้อมูลข่าวสารและเป็นการปลูกฝังนักเรียนให้รักภาษาอังกฤษตั้งแต่เล็ก

                             นักเรียนส่วนใหญ่อยากเรียนภาษาอังกฤษเพราะครูใจดี  เรียนสนุก  และอยากมีความรู้เมื่อโตขึ้นอยากเรียนภาษาอังกฤษอีกเพราะจะได้ฟังและพูดภาษาได้

.                            2. สมรรถนะของครูในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษชั้น ป.1-ป.2

                               ในการจัดการเรยีนการสอน  ครูมีการดำเนินการดังนี้  1)ขั้นเตรียมการสอน ครูเตรียมอุปกรณ์  ศึกษาเนื้อหาและวิธีการจัดกิจกรรม  โดยครูส่วนใหญ่ใช้คู่มือจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษของกรมวิชาการ  2) ขั้นสอน  ครูเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง  ใช้ภาษาอังกฤษง่ายๆในการสื่อสารกับนักเรียน  จัดกิจกรรมให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างหลากหลายให้ความเป็นกันเอง  ให้กำลังใจ  ชมเชย  และกระตุ้นนักเรียนให้ร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่องจัดกิจกรรมให้นักเรียนฝึกทักษะการฟังด้วยการให้ปฏิบัติตามคำสั่งสูงสุด  และฝึกทักษะการพูดด้วยการให้จับคู่ฝึกถาม-ตอบ  เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัวนักเรียน  กิจกรรมที่ครูให้นักเรียนชั้น ป.1-ป.2  ได้ฝึกปฏิบัติและนักเรียนส่วนใหญ่รู้สึกชอบ  เรียงจากมาก-น้อย  คือ  ร้องเพลงตามครู/เทป  ฝึกเรียกชื่อสิ่งต่างๆ/ระบายสี/วาดภาพ  พูดคำ/ประโยคตามครู  ทำแบบฝึกหัด พูดโต้ตอบกับครู  และแสดงท่าทางประกอบเพลง  3) ขั้นวัดและประเมินผล  ครูส่วนใหญ่ใช้วิธีซักถาม

                สื่อที่ใช้ ครูชั้น ป.1  มีสื่อและในการเรียนการสอนสูง  คือ ของจริง  รองลงมา  เทปเพลง  รูปภาพ  เกมต่างๆ  และหุ่นมือ  ตามลำดับ

                     พฤติกรรมการสอนของครูชั้น ป.1 ส่วนใหญ่คือ  ทักทายนักเรียนด้วยคำภาษาอังกฤษและทบทวนบทเรียนเพื่อนำเข้าสู่บทเรียนใหม่  พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนของชั้น ป.1ส่วนใหญ่คือ  พูดภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับครู  พูดและแสดงท่าทางประกอบเพลง  และทำแบบฝึกหัด  สำหรับพฤติกรรมการสอนของครูชั้น ป.2ส่วนใหญ่เหมือนครูชั้น ป.1  แต่เพิ่มพฤติกรรมในเรื่องการชมเชย/ให้กำลังใจ/กระตุ้นให้นักเรียนแสดงออก   พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนชั้น ป.2ส่วนใหญ่เหมือนชั้น ป.1  มีเพิ่มในเรื่องร้องเพลงตามเทปหรือตามครู/ถูกทดสอบด้วยการปฏิบัติ

                       3.แนวทางพัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพ

                         หน่วยงานต้นสังกัดควรให้การส่งเสริมและสนับสนุนครูให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยส่งครูเข้าอบรมให้มีความรู้ด้านหลักสูตร  วิธีการผลิตและการใช้สื่อการจัดกิจกรรม  การวัดผลและวิธีสอน  พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณ  จัดครูที่มีคุณวุฒิและประสลการณ์การสอนภาษาอังกฤษเป็นผู้สอน  จัดแหล่งวิทยบริการท้องถิ่น  รวมทั้งส่งเสริมให้ครูทำวิจัย

                          แนวโน้มการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษาในอนาคต  เป้าหมายการจัดการเรียนการสอน  คือ  นักเรียนมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ   ทักทายและฟังการสนทนาภาษาอังกฤษได้ตามที่หลักสูตรกำหนด  มีนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียน  เห็นความสำคัญ รักและมีเจตคติที่ดีต่อวิชาภาษาอังกฤษ  โดยครูต้องจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสภาพจริงง่าย  เป็นธรรมชาติและเหมาะสมกับวัยของนักเรียน  และจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ฝึกทักษะโดยใช้สื่อผสม  ทั้งนี้  ชุมชนต้องเอาใจใส่และให้การสนับสนุนการเรียนภาษาอังกฤษของบุตรหลานด้วย

 

 

 

 กลับ

 


 

311    ชื่องานวิจัย       การพัฒนาการประกันคุณภาพการศึกษาแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา

          ชื่อผู้วิจัย         นาง วิไล        แสงเหมือนขวัญละคณะ

         ปีที่วิจัย             2544

 

                                                                            บทคัดย่อ

 

การวิจัยและการพัฒนาการประกันคุณภาพการศึกษาแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา  มีวัตถุประสงค์(1)เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของบุคลากรในสถานศึกษา  (2) เพื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาก่อนและหลังดำเนินโครงการในด้านพฤติกรรมการบริหารจัดการของผู้บริหาร    พฤติกรรมการจัดการการเรียนการสอนของครูผู้สอน และพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน (3)  เพื่อศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรในสถานศึกษา  และผู้ปกครอง/ชุมชน  ที่มีต่อการศึกษาของสถานศึกษา  กลุ่มตัวอย่างเป็นโรงเรียนในสหวิทยาเขตกัลยา  จังหวัดลำปาง  สังกัดกรมสามัญศึกษา  เขตการศึกษา  8  จำนวน  5  โรงเรียน  ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน  5  คน  บุคลากรหลักของโรงเรียนจำนวน  46  คน  ครูผู้สอนจำนวน  96  คนนักเรียนจำนวน  481  คน  บุคลากรของโรงเรียนจำนวน  219  คน  และผู้ปกครอง/ชุมชนจำนวน  582  คน   เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ประกอบด้วยเครื่องมือสำหรับพัฒนากลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่  ชุดปฏิบัติการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาจำนวน  2  ชุด  เครื่องมือสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน  9  ฉบับ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  คือ  ความถี่   ค่าร้อยละ   ค่าเฉลี่ย

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และที-เทส (T-test)

สรุปผลการวิจัย

              1.   พฤติกรรมการมีส่วนร่วมของบุคลากรในสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับดีพฤติกรรมมีส่วนร่วมของบุคลากรที่แสดงออกมากที่สุดได้แก่  กำหนดขอบข่ายของงาน  และแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบ  พฤติกรรมที่บุคลากรแสดงออกน้อยที่สุด  ได้แก่  พัฒนางานแบบสร้างผู้นำโดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นหัวหน้าทีม

               2.   ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา  ก่อนและหลังดำเนินโครงการในด้าน

                2.1  พฤติกรรมการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษา   มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหาร  หลังดำเนินการโครงการเพิ่มขึ้นก่อนดำเนินโครงการ  ทุกโรงเรียน  และพฤติกรรมการบริหารแบบมีส่วนร่วมอยู่ในระดับพอใช้

                2.2  พฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอน  พบว่า  มีการเปลี่ยนแปลงหลังดำเนินโครงเพิ่มขึ้นก่อนดำเนินโครงการคิดเป็นร้อยละ 14  และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.1  พฤติกรรมที่ผู้เรียนประทับใจมากที่สุดได้แก่  ครูมีความเป็นกันเอง เอาใจใส่ช่วยเหลือผู้เรียน  สิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน  ได้แก่ ให้มีการใช้สื่อการสอนที่หลากหลาย  ส่วนพฤติกรรมที่ครูผู้สอนส่วนใหญ่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมากที่สุดได้แก่ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการทำงานร่วมกันพฤติกรรมที่ครูสอนใช้น้อยที่สุดได้แก่   ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน

                    2.3พฤติกรรมการเรียนของผู้เรียน   ในด้านรักการอ่าน  และผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนอย่างต่อเนื่อง  พบว่า

มีการเปลี่ยนแปลงหลังดำเนินการดำเนินการโครงการเพิ่มขึ้นก่อนดำเนินโครงการ คิดเป็นร้อยละ  16  และมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดัด .01

                    3.ความคิดเห็นของบุคลากรของสถานศึกษาที่มีต่อการจัดการศึกษาของสถานศึกษา  พบว่า  ส่วนใหญ่บุคลากรในสถานศึกษา  มีความพึ่งพอใจการจัดการศึกษาของสถานศึกษา อยู่ระดับพอใจ และประเด็นของบุคลากรมีความพึ่งพอใจมากที่สุดได้แก่  ความอิสระเสรีในการแสดงความคิดเห็น และให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนา/ปรับปรุงงาน/หมวด/งาน  ส่วนประเด็นที่บุคลากรมีความพึ่งพอใจน้อยที่สุดได้แก่  การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนา/ปรับปรุงและอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติ0งาน

                4.ความคิดเห็นของผู้ปกครอง/ชุมชนที่มีต่อการจัดการศึกษาของสถานศึกษา  พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ปกครอง/ชุมชนพึ่งพอใจการจัดการศึกษาของสถานศึกษาอยู่ในระดับพอใจ และสิ่งที่ผู้ปกครอง/ชุมชนมีความพึ่งพอใจมากที่สุดได้แก่  โรงเรียนเป็นที่ยอมรับของชุมชน  ส่วนสิ่งที่ผู้ปกครอง/ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนและโรงเรียนกับชุมชนร่วมกันจัดทำหลักสูตรท้อง

 

 

 

 กลับ

 


 

312     ชื่องานวิจัย    การวิจัยเชิงปฏิบัติจัดทำและทดลองใช่คู่มือครูและแบบเสริมทักษะการเรียนรู้แบบมี

                                    ส่วนร่ม (Particpatory  Learning) วิชา  ส  071  ท้องถิ่นของเรา  1

                                    (จังหวัดนราธิวาส)  โดยใช้เทคนิคการประเมินผลโดยแฟ้มงาน (Portfolio  

                                      Assessment)

 

ชื่อผู้วิจัย          นางประไพพรรณ    บุญคง

ปีที่วิจัย            2541

 

                                                                         บทคัดย่อ

 

                                 การวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิบัติจัดทำเอกสารหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องของท้องถิ่น  มีกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง  และใช้เทคนิคการประเมินผลโดยแฟ้มผลงาน  ที่สามารถพัฒนาผลสำฤทธิ์ทางเรียนของนักเรียนและพัฒนาทักษะพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันในสังคมของนักเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน  เพื่อเป็นตัวอย่างเอกสารหลักสูตรที่ผลิตและจัดทำโดยบุคลากรทางการศึกษาในท้องถิ่น  เผยแพร่แก่ครู-อาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาในท้องถิ่นได้นำไปประยุกต์ใช้ต่อไป  ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาทดลอง  คือครูและนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา  จังหวัดนราธิวาส  ประกอบด้วยครูผู้สอน 4คน  จำแนกเป็นกลุ่มทดลอง 3 คน  กลุ่มควบคุม 1 คน  และนักเรียน 641 คนจำแนกเป็นกลุ่มทดลอง 364 คน กลุ่มควบคุม 97 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2 ชุด  แบบประเมินพัฒนาทักษะพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันในสังคมของนักเรียน 1 ชุด  และแบบประเมินเจตคติของนักเรียน 1 ชุด  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงมาตรฐาน  และค่าทดสอบ ที(t-test)

                          ผลการวิจัยพบว่า

                          ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของผลการเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของผลการเรียนของนักเรียนในกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทักษะพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันในสังคมของนักเรียนในกลุ่มทดลองหลังการเรียนการสอน  ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แฟ้มผลงานชองนักเรียนในกลุ่มทดลองอยู่ในระดับดี  และนักเรียนในกลุ่มทดลองมีเจตคติที่ดีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางที่ระบุไว้ในเอกสารคู่มือครูฯและเอกสารแบบฝึกเสริมทักษะฯ ในระดับมาก

 

 

 

 กลับ

 


 

313   ชื่องานวิจัย  การศึกษาความพร้อมเพื่อสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน

          ชื่อผู้วิจัย      

           ปีที่วิจัย

 

                                                                        บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

                               ในการถ่ายโอนภารกิจด้านการศึกษาให้องศ์กรปกครองส่วนท้องถิ่น   มีสิทธิจัดการศึกษาในระดับใดระดับหนึ่ง   ตามความพร้อมความเหมาะสม   และความต้องการภายในท้องถิ่นนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย   พ.ศ. 2540  ตลอดจนพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.2542  และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่  2  พ.ศ.  2545   และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก้องค์ปกครองส่วนท้องถิ่น  พ.ศ.  2542ได้กำหนดสาระสำคัญด้านการศึกษาอบรมของรัฐ   ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์ปกครองส่วนท้องถิ่น    โดยให้ถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญประการหนึ่งในการจัด+บริการสาธารณะ  เพื่อประโยชน์ในท้องถิ่นของเอง

                                  องค์กรบริหารส่วนจังหวัด  เทศบาล  และองค์กรบริหารส่วนตำบล  เป็นหน่วยงานระดับท้องถิ่นที่มีสิทธิจัดการศึกษา  ตามกฎหมายดังกล่าวระบุไว้  ต่อมาได้มีแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าว   ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่  27  พฤษภาคม   2544    ให้องค์กงปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดการศึกษาหรือรับการถ่ายโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ   จะต้องผ่านเกณฑ์ประเมินความพร้อม   โดยให้กระทรวงศึกษาธิการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

                                การศึกษาวิจัยความพร้อมเพื่อสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการ

ศึกษาขั้นพื้นฐานนี้   มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาความพร้อมตามองค์ประกอบ  6   ด้านที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง   ได้แก่  1)ประสบการณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดหรือมีส่วนร่วมจัดการศึกษา    2)แผนการเตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษาหรือแผนพัฒนาการจัดการศึกษาซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมด้านต่าง    ที่เหมาะสมกับระดับประเภทและรูปแบบการศึกษา    3)วิธีบริหารและจัดการศึกษา  4)   การจัดสรรรายได้เพื่อการศึกษา   5)ระดับและประเภทการศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพ

ปัญหาและความต้องการของชุมชน   6)ความเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อความพร้อมในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเก็บรวบรวมข้อมูลในองค์การบริหารส่วนจังหวัด

62  แห่ง  เทศบาล   809   แห่ง   และองค์การบริหารส่วนตำบล3,949   แห่ง   รวม  4,820   แห่งคิดเป็นร้อยละ   60.53    ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าว  โดยมีวิธีการศึกษาวิจัย   1)ใช้แบบสอบถามลักษณะคำถามเลือกตอบและปลายเปิดสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด  ยกเว้นกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา  2)กรณีศึกษา  ใช้การสัมภาษณ์  และการสนทนากลุ่ม  ซึ่งมีผลการวิจัยในสาระสำคัญโดยสรุปดังนี้ 

                  1.   สาระสำคัญจากแบบสอบถาม       ผู้ให้ข้อมูล    ได้แก่   นายกององค์การบริหารส่วนจังหวัดนายกเทศบาลนคร/เมือง/ตำบล  และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล   พบว่า

                  1.1ประสบการณ์ในการจัดหรือการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาในภาพรวมพบว่า  เทศบาลที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว     คือเทศบาลเมือง  มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษาปฐมวัย ตั้งแต่  4-40  ปี  ในระดับประถมศึกษา   ตั้งแต่  10-40  ปี  และในระดับมัธยมศึกษา  ตั้งแต่  1-10 ปี   เทศบาลตำบล  มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษาปฐมวัย  และระดับประถมศึกษา  ตั้งแต่  1-4  ปี  และองค์การบริหารส่วนตำบล  มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษาปฐมวัย ตั้งแต่  1-4  ปี

                  สำหรับการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการศึกษาในสถานศึกษาต่าง  ๆ  ภายในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบนั้น  พบว่า  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  จำนวน  1,339  แห่ง จำแนกเป็น  เทศบาล  273  แห่ง   และองศ์การบริหารส่วนตำบล  1,066 แห่ง  และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  จำนวน 3,481 แห่ง จำแนกเป็น  องค์การบริหารส่วนจังหวัด  62  แห่งเทศบาล  536  แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล  2,883  แห่ง  ให้การสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้  ในภาพรวมระดับประเทศและระดับภาคไม่แตกต่างกัน  กล่าวคือ  1) ด้านทรัพย์สิน  ส่วนใหญ่สนับสนุนงบประมาณจัดหาคอมพิวเตอร์  ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียนหรือถนนภายในโรงเรียน  และจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ทางการศึกษา   2)  ด้านวิชาการ  ส่วนใหญ่เป็นกรรมการสถานศึกษา  ให้การสนับสนุนหรือเข้าร่วมอบรมและนักเรียน  3)  ด้านบริการ  ส่วนใหญ่ให้บริการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของสถานศึกษา  จัดบริการน้ำดื่ม   และจัดรถรับ-ส่งนักเรียนและ  4) ด้านอื่น ๆ   ส่วนใหญ่เข้าร่วมกิจกรรมต่าง  ๆ  ของสถานศึกษา  เช่น   กิจกรรมการแข่งขันกีฬา   วันสำคัญทางศาสนาที่สถานศึกษาจัดขึ้น  และให้ทุนการศึกษา    ในภาพรวมระดับประเทศและภาค   ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนด้านต่าง  ๆ ดังกล่าว  มากกว่า  2  ปีการศึกษาขึ้นไป

            1.2  แผนการเตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษาในภาพรวมพบว่า   องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  จำนวน  4,820  แห่ง มีแผนกลยุทธ์/  แผนพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษา จำนวน  1,614  คิดเป็นร้อยละ  33.49  และไม่มีแผนกลยุทธ์ / แผนพัฒนา ฯ จำนวน  3,206 คิดเป็นร้อยละ 66.51  เมื่อจำแนกเป็นประเภทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น   พบว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดการอยู่แล้ว  มีแผนกลยุทธ์ / แผนพัฒนา ฯจำนวน 615 แห่งคิดเป็นร้อยละ  45.90  และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  มีแผนกลยุทธ์ / แผนพัฒนาฯ  จำนวน 999 แห่ง  คิดเป็นร้อย 28.70  สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่มีแผนกลยุทธ์ / พัฒนาฯ ส่วนใหญ่ได้แก่  องค์การบริหารส่วนตำบลขนาดเล็ก  จำนวน  2,722 แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  68.90  โดยในแต่ละภาคพบว่า  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีแผนกลยุทธ์ / แผนพัฒนาฯมากกว่ามี  ซึ่งมีลักษณะไม่แตกต่างจากภาพรวมรวมระดับประเทศ

                                              สำหรับระยะเวลาในการมีแผนกลยุทธ์/แผนพัฒนา  เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษานั้น  พบว่า  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่มีแผนกลยุทธ์/แผนพัฒนา ฯ ในช่วงปี พ.ศ.2545-2547 ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่มีแผนกลยุทธ์/พัฒนาฯ ส่วนใหญ่คาดว่าจะมีแผนกลยุทธ์/พัฒนาฯ ในช่วงปี พ.ศ.  2548-2551

                               1.3 วิธีการบริหารและการจัดการศึกษาในภาพรวม  พบว่า  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  ส่วนใหญ่ร้อยละ  51.80  จะใช้รูปแบบวิธีการบริหารและจัดการศึกษาโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของตนเอง   รองลงมาร้อยละ   23.30   จะใช้รูปแบบวิธีการบริหารและจัดการศึกษาร่วมกับองค์อื่น ๆ  1-2   องค์   และร้อยละ   24.90  ใช้รูปแบบอื่น  ๆ  สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดศึกษาอยู่แล้ว   ส่วนใหญ่ร้อยละ  44.67   ใช้รูปแบบวิธีการบริหารและจัดการศึกษาโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของตนเอง  รองลงมาร้อยละ  27.85  ใช้รูปแบบวิธีการบริหารและจัดการศึกษาร่วมกับองค์กรอื่น ๆ 1-2  องค์กร  และร้อยละ   27.48  ใช้รูปแบบอื่น  ๆ  โดยในแต่ละภาคมีลักษณะไม่แตกต่างกับภาพรวมระดับประเทศ

                                1.4 การจัดสรรรายได้เพื่อสนับสนุนการศึกษาในช่วงปีงบประมาณ  2544 - 2546  ให้แก่สถานศึกษาภายในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ   ในภาพรวมพบว่า   องการบริหารส่วนจังหวัดส่วนใหญ่ร้อยละ  87.27  ให้การสนับสนุนงบประมาณด้านการศึกษามากกว่า100,000  บาทต่อปี  สำหรับเทศบาลที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  ส่วนใหญ่ร้อยละ  40.52  ให้การสนับสนุนงบประมาณด้านการศึกษามากกว่า  100,000  บาทต่อปี  ส่วนเทศบาลจัดการศึกษาอยู่แล้ว  ส่วนใหญ่ร้อยละ  58.63  ให้การสนับสนุนงบประมาณด้านการศึกษามากกว่า  100,000  บาทต่อปีเช่นเดียวกัน  สำหรับองบริหารส่วนตำบลที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา   ส่วนใหญ่ร้อยละ  29.27  ให้การสนับสนุนงบประมาณ ด้านการศึกษาตั้งแต่  25,001  -50,000  บาทต่อปี   ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบลที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว   ส่วนใหญ่ร้อยละ31.41  ให้การสนับสนุนงบประมาณด้านการศึกษา  มากกว่า  100,000  บาทต่อปี     

                                                สำหรับความสามารถในการจัดสรรรายได้เพื่อการศึกษา  ตามร้อยละของรายได้เฉลี่ยต่อปี  ในภาพรวม   พบว่า  องค์บริหารส่วนใหญ่  ร้อยละ  46.80   เทศบาลที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา   ส่วนใหญ่ร้อยละ  43.80    และองค์การบริหารส่วนตำบลที่ยังไม่เคยจัดการศึกษาส่วนใหญ่ร้อยละ 50.50  สามารถจัดสรรรายได้เพื่อการศึกษา  น้อยกว่าร้อยละ  5  ปีสำหรับเทศบาลที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  ส่วนใหญ่ร้อยละ  38.80  สามารถจัดสรรรายได้เพื่อการศึกษา  ร้อยละ  5-10  ต่อปี  สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  ส่วนใหญ่ร้อยละ   48.10  สามารถจัดสรรรายได้เพื่อการศึกษา  น้อยกว่าร้อยละ  5  ต่อปี

                        นอกจากนั้น  พบว่า  มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  จำนวน  623  แห่ง   คิดเป็นร้อยละ  12.92  ไม่ได้จัดสรรรายได้เพื่อการศึกษาภายในท้องถิ่นของตนเอง

                        1.5   ระดับและประเภทการศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพปัญหา     และความต้องการของ

ชุมชนในภาพรวมพบว่า   องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา   จำนวน  1,523  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  43.80   พร้อมจะจัดตั้งสถานศึกษาขึ้นใหม่  จำแนกเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด   37  แห่ง

เทศบาล  289  แห่ง   และองค์การบริหารส่วนตำบล  1,197  แห่ง  ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัด

การศึกษาอยู่แล้ว  จำนวน  751 แห่ง  คิดเป็นร้อยละ   56.09   พร้อมจะจัดตั้งสถานศึกษาใหม่  จำแนกเป็น

เทศบาล  165   แห่ง  และองค์การบริหารส่วนตำบล   586    แห่งโดยพร้อมจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน  กล่าวคือ  ในภาพรวมองค์การบริหารส่วนจังหวัด   ส่วนใหญ่พร้อมจัดตั้งสถานศึกษา    เพื่อจัดตั้งสถานศึกษา   เพื่อจัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา  เทศบาลและองค์การบริหาร

ส่วนตำบลที่ยังไม่เคยจัดการศึกษาและที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  ส่วนใหญ่เป็นเทศบาลตำบล   และองค์การบริหารส่วนตำบลขนาดเล็ก  พร้อมจัดตั้งสถานศึกษาเพื่อจัดการศึกษาในระดับปฐมวัย

                       สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  จำนวน  1,958 คิดเป็นร้อยละ   56.20ไม่พร้อมจัดตั้งสถานศึกษาขึ้นใหม่  จำแนกเป็น องค์การบริหารส่วนจังหวัด  25 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล  1,686  แห่ง  สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  จำนวน  588 แห่ง คิดเป็นร้อยละ  43.91 ไม่พร้อมจัดตั้งสถานศึกษาขึ้นใหม่  จำแนกเป็นเทศบาล  108 แห่ง  และองค์การบริหารส่วนตำบล 480 แห่งสาเหตุที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่พร้อมที่จะจัดตั้งสถานศึกษาขึ้นใหม่เพื่อจัดการศึกษาเองพบว่า  เทศบาลนครเมือง  ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า  มีสถานศึกษาอยู่แล้  และมีข้อจำกัดด้านสถานที่ในการจัดตั้งสถานศึกษาขึ้นใหม่  ส่วนเทศบาลตำบล  ส่วนใหญ่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณและขาดบุคลากรที่มีประสบการณ์ทางการด้านศึกษา  สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลนั้น  ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า  มีรายได้น้อย  ไม่สามารถพัฒนาการศึกษาได้อย่างเต็มที่  รวมทั้งขาดบุคลากรที่มีประสบการณ์ทางการศึกษาเช่นเดียวกัน  ซึ่งในแต่ละภาคมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน

                          ด้านความพร้อมในการรับโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการนั้น  ในภาพรวมพบว่า  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  จำนวน  2,701  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  77.59  พร้อมรับโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการจากกระทรวงศึกษาธิการ  จำแนกเป็น  องค์การบริหารส่วนจังหวัด  57  แห่ง  เทศบาล  465  แห่ง  และ  องค์การบริหารส่วนตำบล  2,179  แห่ง  ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว  จำนวน  1,066  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  79.61  พร้อมรับโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ   จำแนกเป็น  เทศบาล  232  แห่ง  และองการบริหารส่วนตำบล  834  แห่ง  โดยพร้อมรับโอนสถานศึกษาที่จัดการศึกษาสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน  กล่าวคือ  ในภาพรวม  องค์การบริหารส่วนจังหวัดพร้อมรับโอนสถานศึกษาที่จัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา  ส่วนเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลที่ยังไม่เคยจัดการศึกษาและจัดการศึกษาอยู่แล้ว  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลขนาดเล็ก  พร้อมรับโอนสถานศึกษาที่จัดการศึกษาในระดับ  ปฐมวัย  สำหรับเทศบาลนคร  เทศบาลเมือง และองค์การบริหารส่วนตำบลขนาดใหญ่  ส่วนใหญ่พร้อมรับโอนสถานศึกษาที่จัดการศึกษาทั้ง   3  ระดับ  การศึกษา

 

                      สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา  จำนวน  780  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  22.41  ไม่พร้อมรับโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ  จำแนกเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด  5 แห่ง เทศบาล  71  แห่ง  และองค์การบริหารส่วนตำบล  704  แห่ง  ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดการศึกษาอยู่แล้  จำนวน 273  แห่ง คิดเป็นร้อยร้อยละ  20.39  ไม่พร้อมรับโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ  จำแนกเป็น  เทศบาล  41  แห่ง  และองค์การบริหารส่วนตำบล  232  แห่งในแต่ละภาคและในภาพรวมระดับประเทศไม่แตกต่างกันส่วนใหญ่เป็นเทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลขนาดเล็ก  โดยให้เหตุผลว่า  มีข้อจำกัดดานงบประมาณ  ยังมีรายได้น้อย  ไม่สามารถจัดสรรรายได้เพื่อพัฒนาการศึกษาได้อย่างเต็มที่รวมทั้งยังขาดอัตรากำลังของบุคลากรที่มีประสบการณ์ในด้านการบริหารจัดการทางการศึกษา

                       สำหรับจำนวนประชากรวัยเรียนที่คาดว่าจะเข้าเรียนในปีการศึกษา  2548  พบว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัด  เทศบาล  และองค์การบริหารส่วนตำบล  ทั้งที่ยังไม่เคยจัดการศึกษาและจัดการศึกษาอยู่แล้ว  คาดว่าจะมีประชากรวัยเรียนในระดับปฐมวัยและประถมศึกษาเข้าเรียนในภาพรวมรวมประมาณร้อยละ  50-80  ส่วนระดับมัธยมศึกษานั้นคาดว่าจะมีประชากรวัยเรียนเข้าเรียนในภาพรวมน้อยกว่าร้อยละ50  ซึ่งมีลักษณะไม่แตกต่างกันในแต่ละภาค

                 1.6  ความเห็นของประชาชนและมีผู้ส่วนเกี่ยวข้องต่อความพ้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน   โดยถามความเห็นจากผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ประกอบด้วย  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด  62  คน  นายกเทศมนตรีเทศบาล  809  คน  และ  นายกองค์การบริหารส่วนตำบล 

3,949  คนในภาพรวมระดับประเทศและระดับภาคมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันส่วนใหญ่  เห็นว่า  พร้อมจัดการศึกษาเองหรือรับโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการภายใน 1-3  ปี  รองลงมาภายใน4-6  ปี อย่างไรก็ตาม  พบว่า  มีองค์การบริหารส่วนตำบลขนาดเล็กส่วนหนึ่งพร้อมจัดการศึกษาเอง  หรือรับโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการในระยะเวลา  10 ปี  ขึ้นไป  เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และขาดอัตรากำลังบุคลากรอีกส่วนหนึ่งไม่ระบุเวลา  โดยให้เหตุผลว่า  พร้อมเมื่อไรก็จะดำเนินการ 

 

                             ปัจจัยที่ส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสบความสำเร็จหรือไม่สำเร็จในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน   มีสาระที่น่าสนใจดังนี้

            1.  จุดเด่นด้านความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภาพรวมพบว่า   องค์การบริหารส่วนจังหวัดส่วนใหญ่มีงบประมาณเพื่อสนับสนุนการศึกษาเพียงพอผู้บริหารมีความและให้ความสำคัญต่อการศึกษา   ในส่วนของเทศบาลนั้น   พบว่า  เทศบาลที่จัดการศึกษาอยู่แล้วส่วนใหญ่มีจุดเด่นในเรื่องมีรายได้สูง    มีความพร้อมในด้านงบประมาณเพื่อพัฒนาการศึกษา   มีความพร้อมด้านบุคลากรทางการศึกษา   ผู้บริหารท้องถิ่นส่วนใหญ่มีวิสัยทัศน์ในการจัดการศึกษา   ประชาชนให้ความร่วมมือและมีประสบการณ์ในการจัดการศึกษาอยู่แล้ว   สำหรับเทศบาลที่ไม่เคยจัดการศึกษา   พบว่า  มีจุดเด่นในเรื่องมีการประสานงานได้ดี    มีความพร้อมด้านงบประมาณ   สำหรับเทศบาลที่มีรายได้สูง   ผู้บริหารท้องถิ่นมีวิสัยทัศน์ทางการศึกษา  ประชาชนให้ความร่วมมือ   และมีความสามารถในการพัฒนาศักยภาพการศึกษาได้   ในส่วนขององค์การบริหารส่วนตำบลที่การศึกษาอยู่แล้ว   พบว่า   ส่วนใหญ่มีจุดเด่นในเรื่องความสามารถในการสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาการศึกษาได้ด้วยตนเอง    ความร่วมมือของประชาชนและส่วนราชการต่างๆผู้บริหารท้องถิ่นเป็นกรรมการสถานศึกษาอยู่แล้ว  และความพร้อมของชุมชน

                             2.   ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น   ในภาพรวมพบว่า    องค์กรบริหารส่วนจังหวัดส่วนใหญ่มีปัญหา/อุปสรรคในการเตรียมความพร้อมใน   ไม่มีบุคลากรที่มีประสบการณ์ภายในหน่วยงานโดยตรงในส่วนของเทศบาล  พบว่า  เทศบาลตำบลที่จัดการศึกษาอยู่แล้วส่วนใหญ่มีปัญหาด้านงบประมานและบุคลากรไม่เพียงพอในการสนับสนุนการพัฒนาการศึกษา  บุคลากรยังได้รับการพัฒนาไม่ทั่วถึงและได้รับสวัสดิการไม่เท่าเทียมกับข้าราชการของรัฐ  ส่วนเทศบาลที่ยังไม่เคยจัดการศึกษา   พบว่าเทศบาลตำบลส่วนใหญ่ยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากร   และงบประมานในพัฒนาการศึกษาการไม่ยอมรับจากข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการหากโอนมาสังกัดในท้องถิ่นรวมทั้งความก้าวหน้าด้านสวัสดิการขิงพนักงานท้องถิ่นยังไม่เท่าเทียมกับข้าราชการของรัฐ

                                สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลที่จัดการศึกษาและยังไม่เคยจัดการศึกษา  พบว่า มีสภาพปัญหาที่ไม่แตกต่างกัน  ส่วนใหญ่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ   ขาดบุคลากรที่มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษา  ประชาชนในท้องถิ่นยังไม่เห็นความสำคัญที่จัดให้ท้องถิ่นจัดการศึกษา  เห็นว่าควรเป็นหน้าที่ของรัฐ  และยังขาดความเชื่อมั่นในการจัดการศึกษาของท้องถิ่น

                                3.สำหรับความต้องการได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ในภาพรวมพบว่า  องค์การบริหารส่วนจังหวัดติองการบุคลากรที่มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษามาปฏิบัติงานโดยตรง  รวมทั้งให้ความรู้ในการบริหารจัดการศึกษาตามแนวทางปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ  สำหรับเทศบาล  และองค์การบริหารส่วนตำบลยังไม่เคยจัดการศึกษาและที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว   ส่วนใหญ่ต้องการได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้น  จัดอัตรากำลังบุคลากรทางการศึกษาเพิ่มขึ้น  ให้ความรู้ในการจัดการศึกษาแก่บุคลากรตลอดจนจัดสวัสดิการและความก้าวหน้าของพนักงานท้องถิ่นให้เท่าเทียมกับข้าราชการของรัฐ

                                 สำหรับกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะขอรับโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการนั้นกระทรวงศึกษาธิการควรชี้แจง   สร้างความเข้าใจให้ครูในสังกัดและผู้เกี่ยวข้องในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับทราบ  เพื่อเตรียมความพร้อมรับการถ่ายโอนได้อย่างชัดเจน  และเกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย

                     2.      กรณีศึกษา

                    สาระสำคัญจากกรณีศึกษาในเทศบาล  12 แห่ง  องค์กรบริหารส่วนตำบลที่ได้รับรางวัลการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล  12  แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบลขนาดเล็ก  12  แห่ง  โดยการสัมภาษณ์นายกเทศมนตรี  และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล  และสนทนากลุ่มพนักงานส่วนท้องถิ่น   พนักงานครูเทศบาล   และประชาชน  พบว่า เทศบาลมีประสบการณ์ในการจัดการศึกษามานานบางแห่งมีประสบการณ์ถึง  96  ปี  ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบลมีประสบการณ์จัดการศึกษาระดับปฐมวัยมาประมาณ 4 ปี  การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยและประถมศึกษา ของเทศบาลส่วนใหญ่  มีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของประชาชน  มีโรงเรียนดีเด่นและได้รับรางวัลพระราชทานมากมาย   สำหรับระดับมัธยมศึกษา  มีคุณภาพมาตรฐานอยู่ในระดับปานกลาง  การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยขององค์กรบริหารส่วนตำบล ไม่มีข้อมูลอื่นยืนยันว่ามีคุณภาพมาตรฐานเพียงใด   แต่ก็ทราบว่าเด็กได้รับการดูแลและมีพัฒนาการตามวัยและยังต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

                               แผนกลยุทธ์/ แผนพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการการศึกษาพบว่า  เทศบาลมีแผนดังกล่าวชัดเจน  โดยกระบวนการทำแผนเป็นตามหลักการทำแผนเป็นอย่างดี    บางแห่งเป็นแผนเชิง

รุกเพื่อเข้าสู่ความเป็นสากล     และมีแผนปฏิบัติการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ   องค์การบริหารส่วนตำบลบางแห่งที่พร้อมมีแผนเหมือนเทศบาล   บางแห่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำแผนอย่างเต็มที่

และบางแห่งไม่มีแผนด้านการศึกษาเลย

                       ส่วนรูปแบบวิธีการบริหารและการจัดการศึกษานั้น    เทศบาลมีโครงสร้างบริหารการ

ศึกษาไว้ชัดเจน     เป็นรูปแบบการกระจายอำนาจที่แสดงให้เห็นว่า    เทศบาลอยู่ใกล้ชิดปัญหา   

จึงสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วมีการมอบอำนาจให้โรงเรียนเทศบาลในเรื่องต่างๆ  ยกเว้นเรื่องบริหารบุคคลบางเรื่อง    และการจัดซื้อจัดจ้าง   ซึ่งมีข้อจำกัดด้านระเบียบของทางราชการ   สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลยังไม่มีโครงสร้างการบริหารการศึกษาเป็นการเฉพาะ    ถึงแม้จะมีการจัดการการศึกษาระดับปฐมวัย  แต่ทราบว่ากำลังจัดกรอบอัตรากำลังให้มีบุคลากรอยู่ในส่วนการศึกษา     ศาสนาและวัฒนธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบล

                                  เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล    จัดสรรรายได้เพื่อการศึกษาแตกต่างกัน

ขึ้นอยู่กับรายได้และวิสัยทัศน์หรือนโยบายของคณะผู้บริหาร   เทศบาลส่วนใหญ่จัดสรรรายได้เพื่อการ                    ศึกษา   ประมาณร้อยละ  10-30  ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบลส่วนใหญ่จัดสรรรายได้เพื่อการศึกษาประมาณร้อยละ   3  -   5   แต่มีบางส่วนตำบลจัดสรรให้ถึงร้อยละ  10  และบางแห่งจัดสรรรายได้น้อย    มาก     เพียงร้อยละ  0.2

                      เทศบาลส่วนใหญ่มีความพร้อมที่จะจัดการศึกษาทั้งระดับปฐมวัย   ประถม   และ มัธยมศึกษา  เทศบาลนครบางแห่งมีความพร้อมที่จะจัดประเภทอาชีวศึกษา   และการศึกษาเฉพาะทางทั้งนี้ตามความต้องการของประชาชนในเขตเทศบาลนั้น  ๆ   เพราะเทศบาลมีความพร้อมหลายด้าน  เช่น  ผู้นำมีวิสัยทัศน์  มีรายได้สูง  อยู่ใกล้ชิดปัญหา   สามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว    ถึงแม้จะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง  เช่น  การกระจายอำนาจให้โรงเรียนในเรื่อง  การจัดซื้อจัดจ้าง  ซึ่งติดขัดที่ระเบียบของทางราชการสิทธิและสวัสดิการที่รัฐจัดให้ไม่เท่าเทียมกันระหว่างพนักงานครูเทศบาลและข้าราชการทั่วไป

                     ส่วนองค์การบริหารสวนตำบล   ส่วนใหญ่มีความพร้อมที่จะจัดการ   ในระดับปฐมวัยมากที่สุด    รองลงมา    ระดับประถมศึกษา   จุดเด่นขององค์การบริหารส่วนตำบลที่มีความพร้อมคือผู้นำมีวิสัยทัศน์   ชุมชุนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี   อยู่ใกล้ชิดชุมชุน    และตัดสินใจได้รวดเร็ว  แต่องค์การบริหารส่วนตำบลที่ไม่พร้อมจะจัดการศึกษา    เพราะมีข้อจำกัดด้านรายได้    บุคลากรยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษา  ประชาชนในชนบทไม่สนใจ    ไม่ค่อยรับรู้และไม่มีส่วนรวมในการจัดการศึกษา

 

ข้อเสนอ 

          จากข้อมูลที่ได้จากการวิจัย       และความต้องการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  คณะผู้วิจัยจึงข้อเสนอแนะ  เพื่อให้เกิดความพร้อม  และเพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดกรศึกษาหรือกับการถ่ายโอนได้สมตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย   ดังนี้

           1.  กระทรวงศึกษาธิการควรประชาสัมพันธ์กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดขององกรปกครองส่วนท้องถิ่น   พร้อมรายละเอียดการปฏิบัติ   ควรสร้างความเข้าใจในเจตนารมณ์ความเข้าใจการกระจ่ายอำนาจให้กับข้าราชการครูได้มีความพร้อมที่จะรับความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น   และควรรวมมือกับกระทรวงมหาดไทย  จัดหลักสูตรเรียมความพร้อมในการบริหารจัดการศึกษาให้กับผู้นำและบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

            2.    กระทรวงมหาดไทยควรเร่งรัดพัฒนาบุคลากรขององค์กรส่วนท้องถิ่นให้มีความรู้ในวิชาชีพและศิลปะการบริหารการศึกษาให้มากยิ่งขึ้นรวมถึงพัฒนาประชาคมให้พร้อมที่จะมีส่วนรวมอย่างยั่งยืน  ควรแก้ไขกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะทำให้โรงเรียนมีความคล่องตัวยิ่งขึ้นและมีกลไกการตรวจสอบจากภาคประชาชน    ซึ่งอาจมีคณะกรรมการว่าด้วยการศึกษาของท้องถิ่น  ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญหรือมีความเป็นมืออาชีพทางการศึกษา  และเป็นกลางทางการเมือง

              3.    องค์กลางในการบริหารบุคล  เช่น  คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน  (กพ.)  คณะกรรมการการบริหารงานบุคลส่วนท้องถิ่น  (ก.ถ)  และคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

(กค.ศ.)  ควรรวมมือและเร่งรัดหาวิธีการทำให้การบริหารบุคลขององค์กรปกครองส่วนท้อง   สอดคล้องกับการบนิหารบุคลของข้าราชการครูสังกัดกระทรวงศึกษาธิการถึงปรับปรุระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและสวัสดิการต่างๆด้วย

 

 

 

 กลับ

 


 

314    ชื่องานวิจัย   ผลของการควบคุมตนเองพฤติกรรมก่อกวนในชั้นเรียนของยักเรียนชั้นมัธยมศึกษา

                               ปีที่  1

           ชื่อผู้วิจัย   นางสาว   ปภาวดี   แจ้งศิริ

           ปีที่วิจัย       2527

 

                                           

                                                              บทคัดย่อ

                                วัตถุประสงค์ของการวิจัย  เพื่อศึกษาผลการควบคุมตนเองต่อพฤติกรรมก่อกวนในชั้นเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่  1  กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี  1  โรงเรียนชลธารวิทยา  จังหวัดชุมพร  2  ห้องเรียน  จำนวน  54  คน   จัดเป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้องเรียน  กลุ่มควบคุม  1  ห้อง เรียน  การวิจัยนี้แบ่งออกเป็น  3  ระยะ  โดยใช้การทดลองแบบ   ABF  โดยที่   A    ระยะข้อมูลรวบรวมพื้นฐาน  B  คือระยะการทดลอง    F   คือระยะติดตามผล  ในระยะแรกหาเส้นฐานพฤติกรรมของนักเรียนทั้ง  2  กลุ่ม   ใช้เวลาครึ่งสัปดาห์   ระยะที่  2   ทำการฝึกกระบวนการควบคุมตนเองให้แก่นักเรียนกลุ่มทดลอง   ส่วนนักเรียนควบคุมตามปกติ   ใช้เวลา  2   สัปดาห์   การทดลองใช้ในชั่วโมง

คณิตศาสตร์   สัปดาห์ละ   4  ครั้ง  ๆ    ละ   30   นาที    ผลการวิจัยพบว่าการควบคุมตนเองสามารถลดพฤติกรรมกิอกวนในชั้นเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1ได้  

 

 

 กลับ

 


 

315      ชื่องานวิจัย    การสร้างชุดอบรมด้วยตนเอง   เรื่องการสอนเพื่อพัฒนากระบวนการคิด

         ชื่อผู้วิจัย       นาย  สำราญ  วังนุราช

             ปีที่วิจัย         2542

 

      ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

                            1.  ผลการสร้างชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง   เรื่องการสอนเพื่อพัฒนากระบวนการคิด   ได้ชุฝึกอบรมด้วยตนเอง  1  ชุด   แบ่งเนื้อหาออกเป็น  7  ตอน   โดยมีกิจกรรมหลักในการสอน   4   ขั้นตอน คือ    กรณีศึกษา   แบบฝึกปฏิบัติกิจกรรม  เนื้อหาเสริมประสบการณ์  และแบบทดสอบท้ายตอน

                            2.   ผลการทดสอบประสิทธิภาพชุดอบรม   พบว่ามีประสิทธิภาพ  82.58   /   86.36   /  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้   (80  /  80)

                             3.   ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ  เรื่องการสอนเพื่อพัฒนากระบวนการคิดของครู   ก่อน   และหลังการศึกษาชุฝึกอบรม    พบว่า  คะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการศึกษาชุดอบรม  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.01

                             4.    ผลการศึกษาความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับการใช้ชุดฝึกอบรมด้วยตนเองเรื่องการสอนเพื่อพัฒนากระบวนการคิด   พบว่า   ชุดฝึกอบรมมีองค์ประกอบที่เหมาะสมและมีประโยชน์ต่อการพัฒนาครูสอน   อยู่ในระดับมาก 

 

 

 

 กลับ

 


 

317      ชื่องานวิจัย   ความรู้   เจตคติและการปฏิบัติ  ด้านความสัมพันธ์ระหว่างเพศตามแนวรอิสลามของนักเรียนไทยมุสลิม  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

              ชื่อผู้วิจัย      อัสณี     อาแด

               ปีที่วิจัย       2545

 

                                                                บทคัดย่อ   

                                    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์   เพื่อศึกษาระดับความรู้  เจตคติการปฏิบัติด้านความสัมพันธ์ระหว่างเพศตามแนวทางจริยธรรมอิสลามของนักเรียนไทยมุสลิมระดับมัธยมศึกษาตอน

ปลาย  สังกัดสามัญศึกษาในเขตอำเภอเมือง   จังหวัดปัตตานี    และเพื่อเปรียบเทียบระดับความรู้  เจตคติและการปฏิบัติ  ด้านความสัมพันธ์ระหว่างเพศ   ตามแนวทางจริยธรรมอิสลาม  ของนักเรียนไทยมุสลิมระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย   สังกัดสามัญศึกษา   ในเขตอำเภอเมือง   จังหวัดปัตตานี   ตามคุณลักษณะต่อไปนี้   คือ  เพศ  ระดับการศึกษาวิชาศาสนา   ระดับการศึกษาของบิดา  และระดับการศึกษาของมารดา

                                   กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  โรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสามัญศึกษา ในเขตอำเภอเมือง  จังหวัดปัตตานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 จำนวน 268 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบทดสอบวัดความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเพศตามแนวทางจริยธรรมอิสลามจำนวน   15   ข้อ  และเป็นแบบสอบถามเจตคติโดยใช้มาตรส่วนแบบประมาณค่า   5  ระดับ   คือ  ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง  ไม่เห็นด้วย   ไม่แน่ใจ  เห็นด้วยและเห็นด้วยอย่างยิ่ง จำนวน  20 ข้อ  และใช้แบบสอบถามวัดการปฏิบัติ  โดยใช้มาตราส่วนแบบประมาณค่า   4  ระดับ คือ   ปฏิบัติเป็นประจำ   ปฏิบัติบางครั้งปฏิบัติน้อยมาก  ไม่เคยปฏิบัติ  จำนวน  20 ข้อ  ซึ่งวัดความเชื่อมั่นของข้อมูลวัดความรู้ เจตคติและการปฏิบัติด้านความสัมพันธ์ระหว่างเพศตามแนวทางจริยธรรมอิสลาม เท่ากับ.50,.76 และ.83  ตามลำดับและใช้สถิติสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล คือหาค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที (t-test) ทดสอบค่าเอฟ (F-test) และทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่  โดยวิธีของเชฟเฟ (Sheffe)

                                     ผลการวิจัยพบว่า

                                     1   นักเรียนไทยมุสลิมระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  เพศชายและเพศหญิงมีความรู้เจตคติและการปฏิบัติด้านความสัมพันธ์ระหว่างเพศตามแนวทางจริยธรรมอิสลามที่ไม่แตกต่างกัน

                                      2    นักเรียนไทยมุสลิมระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  ที่มีระดับการศึกษาวิชาศาสนาที่แตกต่างกัน มีระดับความรู้ เจตคติและการปฏิบัติด้านความสัมพันธ์ระหว่างเพศตามแนวทางจริยธรรมอิสลามที่ไม่แตกต่างกัน

                                      3    นักเรียนไทยมุสลิมระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  ที่บิดามีระดับการศึกษาที่แตกต่างกันมีระดับความรู้เจตคติ และการปฏิบัติด้านความสัมพันธ์ระหว่างเพศตามแนวทางจริยธรรมอิสลามที่ไม่แตกต่างกัน

                                           4.  นักเรียนไทยมุสลิมระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่มารดามีระดับการศึกษาที่แตกต่างกันมี  ระดับความรู้  เจตคติ   และการปฏิบัติด้านความสัมพันธ์ระหว่างเพศตามแนวทางจริยธรรมอิสลามที่ไม่แตกต่างกัน                            

 

 

 

 กลับ

 


 

319        ชื่องานวิจัย       บทบาทของวัดในการสนับสนุนด้านการศึกษาแก่โรงเรียนในจังหวัดสระแก้ว

              ชื่องานผู้วิจัย   นายสุเมธี   จันทร์หอม

               ปีที่วิจัย            2542

 

                            2.3  บทบาทของวัดในการสนับสนุนด้านการเงิน   ให้แก่โรงเรียนในจังหวัดสระแก้ว  อยู่ในระดับน้อย

                             3.   การสนับสนุนด้านการศึกษา ที่วัดให้แก่โรงในจังหวัดสระแก้ว  3  ปี  คือ  พ.ศ.  2539  พ.ศ. 2540   พ.ศ. 2541 สรุปได้ดังนี้

                             3.1 การสนับสนุนด้านบุคลากร

                             การสนับสนุนด้านบุคลากรที่วัดให้แก่โรงเรียนในจังหวัดสระแก้ว  โดยทำการศึกษา  3  ปี  คือ  พ.ศ.  2539, พ.ศ. 2540, พ.ศ. 2541  โดยมีผลรวมของการสนับสนุน  3  ปี  คือมีวัดที่เข้าร่วมกับโรงเรียน ในการพัฒนาของโรงเรียน จำนวน  814  ครั้ง  ช่วยสอนนักเรียนในวิชาพุทธ  1  ภาคเรียน  จำนวน17,944  ชั่วโมง  ช่วยสอนนักเรียนในวิชาต่างๆซึ่งโรงเรียนไม่สามารถหาครูสอนหรือขาดอัตรากำลังโดยมีชั่วโมงสอนที่ชัดเจนใน  1  ภาคจำนวน 4,002  ชั่วโมงได้รับนิมนต์ให้อบรม  แนะนำนักเรียนโอกาสกิจกรรมวันสำคัญ หรืองานพิธีต่าง ๆที่โรงเรียนจัดขึ้น  จำนวน  1,031  ครั้ง  ช่วยจัดหา ติดต่อ วิทยากรทั้งพระภิกษุสงฆ์และฆารวาส สนับสนุนการเรียนการสอนและการจัดกิจกรรมของโรงเรียน จำนวน 1,647  คน  ร่วมแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างครูในโรงเรียนกับผู้ปกครองจำนวน  194  ครั้ง  นำพระภิกษุสงค์สามเณร  ไวยาวัจกร  และชาวบ้าน  ช่วยงานต่าง ๆของโรงเรียนจำนวน10,336 รูป/คน จัดอบรมส่งเสริมคุณธรรม  จริยธรรมในรูปแบบต่าง  โดยมีนักเรียนเข้าร่วมการอบรม จำนวน38,631 คน และประชาสัมพันธ์งานหรือกิจกรรมของโรงเรียนให้เป็นที่ทราบโดยทั่วไปในรูปแบบต่างๆจำนวน803  ครั้ง

                               3.2  การสนับสนุนด้านวัสดุ

                               การสนับสนุนด้านวัสดุที่วัดให้แก่โรงเรียนในจังหวัดสระแก้วโดยทำการศึกษา  3  ปี คือ พ.ศ. 2539, พ.ศ. 2540, พ.ศ. 2541 มีผลรวมของการสนับสนุน  3  ปี  คือมีวัดที่มอบที่ดินให้โรงเรียนในการก่อสร้างอาคารเรียน  อาคารประกอบต่างๆจำนวน 30,018 ตารางวา สมทบทุนหรืออาคารเรียนอาคารประกอบ และสิ่งก่อสร้างต่างๆ และมอบให้โรงเรียน จำนวน 3 หลัง อนุญาต ให้โรงเรียนใช้อาคารสถานที่ เช่น ศาลาการเปรียญ อาคารอเนกประสงค์  โบสถ์  ฯลฯ ของวัดจำนวน 1,379 ครั้ง จัดหาเทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ วิทยุเทป มอบให้โรงเรียน  113  เครื่อง  มอบอุปกรณ์กีฬา  เช่น  ลูกฟุตบอล วอลเลย์บอล ให้โรงเรียนจำนวน  118 ลูก จัดหาเสื้อผ้า เครื่องแบบนักเรียน มอบให้โรงเรียนหรือนักเรียน มอบให้โรงเรียนที่ขาดแคลน จำนวน  2,252 ชุด จัดหาหนังสือต่าง ๆ ทั้งหนังสือวิชาการ และหนังสือทั่วไปมอบให้โรงเรียน จำนวน 12,059 เล่ม และจัดหาเครื่องเล่น เช่น บันไดเลื่อน ชิงช้า เกวียน ถังลอด ฯลฯ มอบให้โรงเรียน จำนวน 18 ชิ้น

                                            3.3  การสนับสนุนด้านการเงิน

                                            การสนับสนุนด้านการเงินที่วัดให้แก่โรงเรียนในจังหวัดสระแก้ว  โดยทำการศึกษา 3 ปี คือ พ.ศ. 2539,พ.ศ.2540,พ.ศ. 2541 มีผลรวมของการสนับสนุน 3 ปี คือ มีวัดที่มอบเงินเบื้องต้น หรือสมทบเงินให้โรงเรียนจัดตั้งกองทุนเพื่อนำดอกผลมาใช้ในการบริหารโรงเรียน จำนวน1,075,850 บาท มอบทุนการศึกษาให้กับโรงเรียน 325,800 บาท มอบเงินเข้าโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน 462,201 บาท มอบเงินให้โรงเรียนในการก่อสร้าง ซ่อมแซม ปรับปรุงโรงเรียนจำนวน 527,300 บาท มอบเงินให้โรงเรียนเพื่อเป็นทุนในการเรียนต่อในระดับสูงขึ้น จำนวน 314,660 บาท ร่วมกับโรงเรียนในการเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมทอดผ้าป่าสมทบทุนหาเงินให้โรงเรียน 4,053,249 บาท

 

 

 

 กลับ

 


 

320           ชื่องานวิจัย       การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์โดยการเชื่อมโยง 

                                         ประสบการณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสงวนหญิง จังหวัด

                                         สุพรรณบุรี

           ชื่อผู้วิจัย           นายมานัส   ทิพย์สัมฤทธิ์กุล

                 ปีที่วิจัย             2544

 

                                                                 บทคัดย่อ

                                            การวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์  ดังนี้ (1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์โดยการเชื่อมโยงประสบการณ์  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนสงวนหญิง  จังหวัดสุพรรณบุรี  (2)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์โดยการเชื่อมโยงประสบการณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนสงวนหญิง  จังหวัดสุพรรณบุรี ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  (3)  เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์โดยการเชื่อมโยงประสบการณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสงวนหญิง  จังหวัดสุพรรณบุรี ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  (4)  เพื่อเปรียบเทียบเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนสงวนหญิง  จังหวัดสุพรรณบุรี  ต่อวิชาคณิตศาสตร์  ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

                                            กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2544  โรงเรียนสงวนหญิง  จังหวัดสุพรรณบุรี ที่เรียนวิชาเลือกเสรี  ค  032  เสริมทักษะคณิตศาสตร์ 2  จำนวน 30 คน  เครื่องมือที่ใช้  ได้แก่  (1) แผนกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์โดยการเชื่อมโยงประสบการณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   โรงเรียนสงวนหญิง  จังหวัดสุพรรณบุรี  (2)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  (3)  แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนคณิตศาสตร์โดยการเชื่อมโยงประสบการณ์  (4)  แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์  สถิติที่ใช้ในการ  วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที

                                            ผลการวิจัยปรากฎว่า  (1) แผนกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์โดยการเชื่อมโยงประสบการณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนสงวนหญิง  จังหวัดสุพรรณบุรี  มีความเหมาะสมที่จะใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสงวนหญิง  จังหวัดสุพรรณบุรี  (2)  นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยการเชื่อมโยงประสบการณ์ของนักเรียนหลังเรียนแตกต่างจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  (3)  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยการเชื่อมโยงประสบการณ์ของนักเรียนหลังเรียนแตกต่างจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  (4)  นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยการเชื่อมโยงประสบการณ์ของนักเรียนหลังเรียนแตกต่างจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

 

 

 

 กลับ

 


 

321        ชื่องานวิจัย   ผลการพัฒนากระบวนการวิจัยในชั้นเรียนของครูโดยใช้การนิเทศแบบมีส่วนร่วม                                  

         ชื่อผู้วิจัย       นางสาวพิสมัย  อะโน

               ปีที่วิจัย        2545

 

                                                                              บทคัดย่อ

                                            การวิจัยครั้งนี้  มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพการทำวิจัยของครู  เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการวิจัยในชั้นเรียนของครูก่อนและหลังการใช้การนิเทศแบบมีส่วนร่วมตลอดจนศึกษาความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการวิจัยในชั้นเรียนของครู  โดยใช้การนิเทศแบบมีส่วนร่วมของครูในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเวียงแหง  จังหวัดเชียงใหม่

                                            กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  เป็นครูผู้สอนโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเวียงแหง  จังหวัดเชียงใหม่  ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน  10 โรงเรียน ๆ ละ 1 คน  รวมจำนวน  10 คน

                                            การเก็บรวบรวบข้อมูล  ด้านสภาพการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูใช้แบบสอบถาม  วิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ  การแจกแจงความถี่  และค่าร้อยละ  ด้านการเปรียบเทียบความรู้  ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการวิจัยในชั้นเรียนของครูก่อนและหลังการใช้การนิเทศแบบมีส่วนร่วมใช้แบบทดสอบ ก่อน – หลัง  วิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการตรวจสอบค่าที         (t-test)  ด้านความคิดเห็นของครู  เกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการวิจัยในชั้นเรียนของครูโดยใช้การนิเทศแบบมีส่วนร่วมใช้แบบสอบถาม  วิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการวิจัยพบว่า

                                            1. สภาพการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูกลุ่มตัวอย่างก่อนเข้ารับการอบรมพัฒนา  ส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์ในการทำวิจัยในชั้นเรียน  และได้รับการสนับสนุนจากบุคลากรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุน  อบรมให้ความรู้  ให้คำปรึกษา แนะนำ  นิเทศติดตาม  ตลอดจนการสนับสนุนด้านเอกสาร บทความ ตำรา และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานวิจัยในชั้นเรียน

                                            2. การเปรียบเทียบความรู้  ความเข้าใจ  เกี่ยวกับกระบวนการวิจัยในชั้นเรียนของครู  พบว่า หลักการใช้การนิเทศแบบมีส่วนร่วม  มีคะแนนสูงกว่าก่อนอบรมพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

                                            3. ความคิดเห็นของครูกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการวิจัยในชั้นเรียน  โดยใช้การนิเทศแบบมีส่วนร่วม  ครูกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นด้านรูปแบบการดำเนินการการอบรมพัฒนาส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก และด้านเนื้อหากระบวนการวิจัยในชั้นเรียน  ด้านการวางแผน  แก้ปัญหาและแนวทางการพัฒนา  การออกแบบการวิจัย/ทดลอง  ด้านการมีส่วนร่วมครูกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็น

ว่ามีส่วนร่วมในการวางแผนดำเนินการพัฒนากระบวนการวิจัยในชั้นเรียนและการได้รับคำปรึกษา แนะนำ  ตลอดจนนิเทศติดตาม  มีส่วนทำให้ครูมีความพยายามและเกิดกำลังใจในการทำวิจัยในชั้นเรียนและครูกลุ่มตัวอย่างคิดเห็นว่า  เมื่อสิ้นสุดโครงการครูได้รับการพัฒนาด้านการวิจัยในชั้นเรียนและสามารถนำไปพัฒนาการเรียนการสอนได้ และโรงเรียนก็ได้รับประโยชน์จากการทำวิจัยในชั้นเรียน

 

 

 กลับ

 


 

322          ชื่องานวิจัย    การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเสริมวิชาคณิตศาสตร์ ค 043  เรื่อง 

                                      ฟังก์ชันลอการิทึม  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

                ชื่อผู้วิจัย        นายอภิสิทธิ์  โคตรนรินทร์

                 ปีที่วิจัย         2545

 

                                                                            บทคัดย่อ

                ในการวิจัยในครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างและพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเสริมสำหรับการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ค 043 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่องฟังก์ชันลอการิทึม

                 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545  โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น  จำนวน 78 คน  แบ่งเป็น 2 กลุ่ม  คือ กลุ่มตัวอย่างสำหรับสร้างและหาประสิทธิภาพของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และกลุ่มตัวอย่างสำหรับสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  โดยกลุ่มนักเรียนดังกล่าวแบ่งตามระดับความสามารถทางคณิตศาสตร์คือ สูง  ปานกลาง  และต่ำ

                 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่  โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเสริมเรื่องฟังก์ชันลอการิทึม และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง  ฟังก์ชันลอการิทึม  การดำเนินการทดลอง  ผู้วิจัยได้นำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างกลุ่มใหญ่เพื่อหาประสิทธิภาพ โดยสอนเสริมด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนใช้เวลา 6 คาบๆ ละ 50 นาที  และทำการทดลองวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภายหลังจากการสอนเสริมด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนผ่านไปแล้ว 1 สัปดาห์ เพื่อหาคะแนนมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และคะแนนเฉลี่ยที่ได้จากการทดสอบหลังการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยมีเกณฑ์ที่ใช้ E 1  และ E 2  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS PC+

            ผลการวิจัยพบว่า  โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเสริมเรื่อง ฟังก์ชันลอการิทึม มีประสิทธิภาพ 85.5/75.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 70/70 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ แสดงว่าสื่อที่สร้างมีประสิทธิภาพในการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น

 

 

 กลับ

 


 

323       ชื่องานวิจัย    การพัฒนาการจัดการเรียนรู้  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดทำ

                                  โครงงานที่เน้นการบูรณาการ : กลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี

             ชื่อผู้วิจัย        นางสาวรัตนา  ซุกซอน

             ปีที่วิจัย          2545

 

                                                  บทคัดย่อ

               การศึกษาครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อ  พัฒนาการจัดการเรียนรู้  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 โดยการจัดทำโครงงานที่เน้นการบูรณาการ  และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้โดยการจัดทำโครงงานที่เน้นการบูรณาการกับการเรียนโดยการปฎิบัติตามใบงาน  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนจักรคำคณาทร  จังหวัดลำพูน  ประจำปีการศึกษา 2546  จำนวน  110  คน  แยกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ  กลุ่มละ 55 คน วิธีดำเนินการวิจัยใช้รูปแบบการวิจัย  Randomize  control group pretest posttest design  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และ ค่า t-test ผลการศึกษาพบว่า

              1. การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยการจัดทำโครงงานที่เน้นการบูรณาการทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น

              2. นักเรียนที่เรียนโดยการจัดทำโครงงานที่เน้นการบูรณาการ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่า กลุ่มนักเรียนที่เรียนโดยการปฎิบัติตามใบงานอย่างมีนัยสำคัญ

 

 

 

 กลับ

 


 

325    ชื่องานวิจัย    การศึกษาการรับรู้  การใช้  และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการจัดการเรียนการ

                               สอน ของอาจารย์ในสถานศึกษา สังกัดกรมอาชีวศึกษา เขตการศึกษา 11

       ชื่อผู้วิจัย       นางสาวศิริพร  สุขรุ่งเรือง  และคณะ

           ปีที่วิจัย        2541

 

                                                                         บทคัดย่อ

           การวิจัยนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาระดับการรับรู้ การใช้ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการจัดการเรียนการสอน และเปรียบเทียบตัวแปรดังกล่าวระหว่างอาจารย์ที่สอนในประเภทวิชา  และในสถานศึกษาที่แตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่างเป็นอาจารย์ที่สอนในประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม  บริหารธุรกิจ  คหกรรม  และเกษตรกรรมในวิทยาลัยเทคนิค  วิทยาลัยอาชีวศึกษา  วิทยาลัยการอาชีพ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยสารพัดช่างในเขตการศึกษา 11 จำนวน 266 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามการรับรู้ การใช้ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่าตามแนวของลิเคอร์ท  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว

            ผลการศึกษาปรากฎดังนี้

                 1.  อาจารย์ที่สอนในทุกประเภทวิชา มีการรับรู้คุณค่าของเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่อการเรียนรู้และการพัฒนาตัวผู้เรียน และต่อการสอนของครูอยู่ในระดับมาก สำหรับการรับรู้คุณค่าของเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่อการเรียนการสอนในอนาคต นั้น พบว่า อาจารย์ที่สอนในประเภทวิชา ช่างอุตสาหกรรม บริหารธุรกิจ และคหกรรม มีการรับรู้คุณค่าของเทคโนโลยีที่ทันสมัยในระดับมาก และมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าอาจารย์ที่สอนในประเภทวิชาเกษตรกรรม ซึ่งมีการรับรู้คุณค่าของเทคโนโลยีที่ทันสมัยในระดับปานกลาง

                 2.  เมื่อพิจารณาการรับรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยต่อการจัดการเรียนการสอนของอาจารย์ในสถาบันอาชีวศึกษาแต่ละประเภท ก็พบว่า

                      2.1 อาจารย์ในวิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยการอาชีพ และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี มีการรับรู้คุณค่าของเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่อการเรียนรู้และการพัฒนาตัวผู้เรียนอยู่ในระดับมาก  ส่วนอาจารย์ในวิทยาลัยสารพัดช่างมีการรับรู้คุณค่าของเทคโนโลยีที่ทันสมัยในเรื่องนี้อยู่ในระดับปานกลาง  เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวน ก็พบว่า   อาจารย์ในวิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยเกษตรกรรมและเทคโนโลยี และวิทยาลัยเทคนิค มีการรับรู้คุณค่าของเทคโนโลยีที่ทันสมัยสูงกว่าอาจารย์ในวิทยาลัยสารพัดช่าง

                        2.2 อาจารย์ในวิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีและวิทยาลัยสารพัดช่าง  มีการรับรู้คุณค่าของเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่อการสอนของครูในระดับมาก ส่วนอาจารย์ในวิทยาลัยเทคนิค และวิทยาลัยการอาชีพ มีการรับรู้คุณค่าอยู่ในระดับปานกลาง  อย่างไรก็ตามเมื่อทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่โดยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวน  ก็พบว่า  ไม่มีความแตกต่างกัน

                          2.3 อาจารย์ในวิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยการอาชีพ และวิทยาลัยสารพัดช่าง  มีการรับรู้คุณค่าของเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่อการเรียนการสอนในอนาคตในระดับมาก ส่วนอาจารย์ในวิทยาลัยเทคนิค  และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี มีการรับรู้อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการรับรู้โดยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวน ก็พบว่า อาจารย์ในวิทยาลัยการอาชีพมีการรับรู้คุณค่าสูงกว่าอาจารย์ในวิทยาลัยเทคนิค และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี  และพบว่า อาจารย์ในวิทยาลัยอาชีวศึกษา มีการรับรู้คุณค่าสูงกว่าอาจารย์ในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี

               3.  อาจารย์ที่สอนในประเภทวิชา  ช่างอุตสาหกรรม บริหารธุรกิจและคหกรรม  มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการจัดการเรียนการสอนในระดับน้อยส่วนอาจารย์ที่สอนในประเภทวิชาเกษตรกรรมมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในระดับน้อยที่สุด  เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยวิเคราะห์ความแปรปรวน  ก็พบว่า อาจารย์ที่สอนในประเภทวิชา ช่างอุตสาหกรรม มีการใช้เทคโนโลยีที่ทมันสมัยในการจัดการเรียนการสอนมากกว่า อาจารย์ที่สอนในประเภทวิชา เกษตรกรรม และคหกรรม และอาจารย์ที่สอนในประเภทวิชาบริหารธุรกิจมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากกว่าอาจารย์ที่สอนในประเภทวิชาเกษตรกรรม

                เมื่อพิจารณาตามประเภทของสถาบัน  พบว่า  อาจารย์ในสถาบันอาชีวศึกษาทุกประเภท ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการจัดการเรียนการสอนในระดับน้อย  เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างอาจารย์ในสถาบันแต่ละประเภท  พบว่า  อาจารย์ในวิทยาลัยเทคนิค  มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย  มากกว่าอาจารย์ในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยสารพัดช่าง

                4.  อาจารย์ที่สอนในประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม  มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการจัดการเรียนการสอนในระดับน้อย  ส่วนอาจารย์ที่สอนในประเภทวิชาบริหารธุรกิจ คหกรรม และเกษตรกรรม มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยในระดับน้อยที่สุด  เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวน พบว่า   อาจารย์ที่สอนในประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการจัดการเรียนการสอนมากกว่า อาจารย์ที่สอนในประเภทวิชาอื่น ๆ

                   เมื่อพิจารณาตามประเภทของสถานศึกษา ก็พบว่า  อาจารย์ในวิทยาลัยเทคนิค  และวิทยาลัยอาชีวศึกษามีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการจัดการเรียนการสอนในระดับน้อย  ส่วนอาจารย์ในวิทยาลัยการอาชีพ  วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยสารพัดช่าง มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยในระดับน้อยที่สุด  เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวน พบว่า  อาจารย์ในวิทยาลัยเทคนิค  มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการจัดการเรียนการสอนมากกว่าอาจารย์ในวิทยาลัยการอาชีพและวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี

 

 

 

 กลับ

 


 

326          ชื่องานวิจัย     ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางเชาวน์ปัญญากับความฉลาดทางอารมณ์ของ

                                       นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนโครงการขยายโอกาสทาง

                                       การศึกษาขั้นพื้นฐาน อำเภอเนินมะปราง  จังหวัดพิษณุโลก

                ชื่อผู้วิจัย          นายอิทธิพงษ์  ตั้งสกุลเรืองไล

                 ปีที่วิจัย           2545

 

                                                                     บทคัดย่อ

                 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความฉลาดทางเชาวน์ปัญญา  ความฉลาดทางอารมณ์ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางเชาวน์ปัญญากับความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียน

                 สมมติฐานการวิจัย  คือ  ความฉลาดทางเชาวน์ปัญญามีความสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียน

                 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 3 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเนินมะปราง  สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพิษณุโลก  ปีการศึกษา 2544  จำนวน 841 คน

                  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ประกอบด้วย  แบบทดสอบเชาวน์ปัญญาโปรเกรสซีพ  แมทริซีส ฉบับมาตรฐาน (Standard Progressive Matrices = S.P.M.) ของ John C. Raven (1958) และแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ ของกรมสุขภาพจิต  กระทรวงสาธารณสุข (2543)  สำหรับวัยรุ่นอายุ 12- 17 ปี

                  ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการวัดความฉลาดทางเชาวน์ปัญญาและการประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวกัน และวิเคราะห์ค่าทางสถิติโดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows version 9.0

            ผลการวิจัยสรุปได้ว่า  นักเรียนส่วนใหญ่มีความฉลาดทางเชาวน์ปัญญาอยู่ในระดับปานกลาง(IQ 90-109) และส่วนใหญ่มีความฉลาดทางอารมณ์ด้านสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นมากที่สุด  และนักเรียนบางส่วนยังขาดการรู้จักเห็นใจผู้อื่น ความพึงพอใจในการดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุข และความสุขสงบทางใจ  จากการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความฉลาดทางเชาวน์ปัญญาและค่าเฉลี่ยคะแนนความฉลาดทางอารมณ์จำแนกตามลักษณะเพศระหว่างกลุ่มนักเรียนชายและกลุ่มนักเรียนหญิง  พบว่า คะแนนความฉลาดทางเชาวน์ปัญญาและคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ  ในการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความฉลาดทางเชาวน์ปัญญาและค่าเฉลี่ยคะแนนความฉลาดทางอารมณ์จำแนกตามชั้นเรียน  พบว่า  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  มีค่าเฉลี่ยคะแนนความฉลาดทางอารมณ์แตกต่างจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยไม่พบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 2 และไม่พบความแตกต่างของค่าเฉลี่คะแนนความฉลาดทางเชาวน์ปัญญาของนักเรียนระหว่างชั้นเรียน  นอกจากนี้ยังพบว่าตัวแปรความฉลาดทางเชาวน์ปัญญากับตัวแปรความฉลาดทางอารมณ์มีความสัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

 

 

 กลับ